วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียงปรองดองจากครู ต้องให้สิทธิ์ประชาชน

โดย

นับแต่วันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ กิจกรรมที่เดินหน้ามาตลอดคือ ทำให้คนในชาติปรองดองด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้นว่า นำทหารหญิงมายักย้ายส่ายสะโพก เชิญแกนนำคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาพูดคุย และเชิญนักวิชาการมาปรึกษาหารือ

ความกลมเกลียวของคนในชาติ แม้จะเป็นความฝันของทุกคน แต่การก้าวไปสู่ความจริงนั้น ย่อมต้องหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งอาจหาได้จากมันสมองประชาชนทุกภาคส่วน

ความเป็นไปได้ในการปรองดอง มองว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด นั้น ผอ.สายัญ โพธิ์สุวรรณ์ โรงเรียนบ้านแม่ลิด ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่า “ผมมีหวัง พร้อมๆกับเห็นพลังที่ซ่อนอยู่และเชื่อว่า หากทุกฝ่ายช่วยกัน การสะกดคำว่าปรองดอง คงมิยากเกินไป อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาเงื่อนไขเหล่านี้ประกอบด้วยหลายประการ”

นั่นคือ ประการแรก การปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ มากหรือน้อย เพียงใดนั้น สิ่งสำคัญที่มิควรมองข้าม คือการทำความเข้าใจ สภาพของสังคมไทยโดยรวมร่วมกันให้ชัดเสียก่อนว่า วันนี้เราป่วยด้วยโรคอะไร การหยุดยืนและให้สังคมถามตนเองว่าเป็นอะไรนั้น นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการปรองดอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ เรามีปัญหาซ้อนซับหลายอย่าง เกิดจากหลายปัจจัย และเกี่ยวเนื่องโยงใย แยกขาดจากกันมิได้ การรู้จุดปัญหาและลำดับความสำคัญ รวมถึงธงหมายที่ต้องการจะปัก จึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวเห็นว่าแก่นปัญหา น่าจะเป็นความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดของผู้คนเป็นสำคัญ ซึ่งระดับความเห็นต่างดังกล่าว ได้ถ่างห่างและขยายวงกว้างมากขึ้นจนสังคมเสียการทรงตัว

ประการที่สอง เห็นและเข้าใจว่า สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของสังคมที่กำลังวิ่งหาจุดสมดุลให้ตนเอง เพราะขณะที่เราแสดงออกทางการเมืองกลางถนน ก็มีชาติชนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน เดินขบวนสร้างสมดุลให้บ้านเมืองเช่นกัน การมองวิกฤติให้เป็นโอกาสเช่นนี้ จะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น อย่าลืมว่า เราสั่งสมปัญหามาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งอาจทำให้บางคนรู้สึกเบื่อ หมดหวัง ท้อแท้ การสร้างความหวังที่เป็นไปได้และให้กำลังใจแก่กันจึงสำคัญ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างฐานสังคมที่สมดุลยั่งยืนในอนาคต ดีกว่าซ้ำเติมและก่นด่ากันไป ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

เพราะการเห็น เข้าใจ และยอมรับความจริง ดังกล่าวเป็นหลัก การพื้นฐานทั่วไป ซึ่งออกจะนามธรรม แต่หากอยากเห็น จับต้องความสำเร็จ ก็ต้องมิควรมองข้าม เพราะเส้นทางปรองดองที่ยาวไกล จำเป็นต้องเริ่มเดินจากก้าวแรกเสมอ

รูปแบบการปรองดอง ควรจะออกมาอย่างไรนั้น อาจารย์บอกว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ปัญหาครั้งนี้เกิดจากการเสียสมดุลของภาคการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ฯลฯ ดังนั้น แนวทางการสร้างความปรองดองนอกจากกลับไปตั้งหลักดังเงื่อนไขที่ได้กล่าว พร้อมตั้งคณะทำงานระดับต่างๆร่วมสืบสาวต้นตอของวิกฤติ ประมวล วางแผนร่วมกัน และให้ทำโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ปรับแก้ฐานต่างๆให้เกิดสมดุล

เป็นต้นว่า 1.ต้องปรับวิธีคิดแยกส่วน เพิ่มวิธีคิดแบบองค์รวมให้มากยิ่งขึ้น วิกฤติของสังคมส่วนหนึ่งมาจากปัญหาวิธีคิดแยกส่วน การชั่วไม่มีดี ขาวไม่มีดำ และมองไม่เห็นพลวัตที่เกี่ยวเนื่องโยงกระทบต่อกันทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ชาวบ้านปลูกผักมุ่งขายทำกำไร แต่ไม่เคยใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค จึงใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ผักงามและขายได้ คนกิน จะเป็นอย่างไรไม่สนใจ หรือสื่อสารมวลชน นำเสนอข่าวที่บิดเบือน เลือกข้าง โดยไม่จำแนกแยกแยะเด่นด้อย และทางออกให้ผู้บริโภค มุ่งสร้าง (สื่อ) เพื่อเสพ เช่น หนังละคร เพื่อให้คนเสพสถานการณ์ เรื่องราวและตกเป็นเหยื่อพร้อมกับสร้างรายได้ แต่ขาดสำนึกในการสร้างสื่อเพื่อสร้างคน เป็นต้น จึงเห็นความคิดเว้าโหว่บางจุด เช่น ตัวเอกในเรื่อง มีแต่ด้านดีไม่มีเสีย ขณะตัวร้าย ก็ร้ายตลอดเรื่องไม่มีดี ซึ่งผิดวิสัยวิถีของความเป็นมนุษย์ แต่เราก็ยังสร้างกันอยู่ ดังนั้น รูปแบบการเพิ่มวิธีคิดแบบองค์รวม จึง ต้องเริ่มจากประชาคมเหล่านี้ ชาวบ้าน ภาคราชการ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน ภาคธุรกิจ ให้มีฐานคิดร่วมกัน มองความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันพร้อมรับผิดชอบผลที่เกิดร่วมกัน

2.ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและเพิ่มการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เพิ่มภาษีคนรวยช่วยคนจน คงไว้ประชานิยมเฉพาะที่สำคัญ จำเป็น ทั่วถึง และยกเลิกบางรายการที่ใช้หาเสียง 3.ลดอำนาจส่วนกลาง เพิ่มอำนาจชุมชนอย่างแท้จริงในการจัดการตนเอง เช่นสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า วางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับระบบตลาด มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ฯลฯ เพิ่มมิติแนวราบในการบริหารจัดการตนเองโดยภาคประชาคม

4.ลดการเมืองแบบผู้แทน เพิ่มการเมืองภาคประชาชน เพิ่มความเข้าใจและยอมรับประชาธิปไตยในหลายมิติ ให้มากกว่าเสียงข้างมากหรือการเข้าใจเพียงการเลือกตั้ง เช่น การทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ ผู้แทนพื้นที่ บุคคลสาธารณะ การตรวจสอบและรับผิดชอบทางการเมือง เป็นต้น 5.ลดรูปแบบที่เทอะทะ เพิ่มเนื้อหาที่แม่นตรงต่อการมีอยู่และเป็นไป ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม

ดังนั้น การปรองดองจึงไม่ใช่เพียงรูปแบบของการร้องเพลง ตัดผม กินกล้วย จับมือ สาบานตน แต่ต้องเข้าถึงแก่นรวมร่วมกัน

นอกจากนั้นควรลดการสร้างวาทกรรมที่นำไปสู่วิกฤติหรือข้อขัดแย้ง ลดระบบอุปถัมภ์ เพิ่มการยอมรับความสามารถและความดี เพื่อให้เกิดมิติใหม่ทางสังคม แก้ปัญหารากหญ้า เริ่มที่ปากท้องของชาวบ้านผ่านระบบการผลิตที่ยั่งยืนของชุมชน ปฏิรูปการเรียนรู้ การศึกษาเพื่อการสร้างสำนึกใหม่ อภิวัฒน์จากภายในสู่ภายนอก ของแต่ละปัจเจก ครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน สังคม เกิดการเรียนรู้ที่แม่นตรงของภาคประชาคม คืนธรรมชาติ ดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติ ประเพณีวัฒนธรรม ที่สำคัญและให้สอดคล้องเหมาะสมกับยุคสมัย และคืนธรรม คืนความเป็นกลางและเป็นธรรมในทุกมิติให้กับคนในสังคม

แล้วการเมืองเราต้องอย่างไร ถึงจะมีเสถียรภาพ อาจารย์บอกว่า การเมืองที่นำไปสู่เสถียรภาพ ต้องเริ่มจากภาคประชาคม (ชาวบ้านภาคราชการ องค์กรเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน) ไม่ใช่รัฐสภา ไม่ใช่รัฐบาล แต่กลุ่มเล็กๆในชุมชนเหล่านี้ต้องเกิด จึงจะเป็นการเมืองที่เคารพ สมานฉันท์ และมุ่งประโยชน์โดยรวมได้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ใน 2 ด้าน คือ 1.คน ต้องการสร้างสำนึกใหม่ ให้รับผิดชอบต่อส่วนรวมให้เกิดการรัก เคารพในความเป็นมนุษย์และการเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ส่งเสริมให้มีจริยธรรมทางการเมือง และผู้แทนที่มีนโยบายและกระบวน–ทัศน์ในการพัฒนาอย่างแท้จริง

2.ระบบ ต้องปรับปรุงระบบการเป็นตัวแทนให้มีลักษณะหลายมิติ ลดการผูกขาด อย่างน้อยควรมีตัวแทนจากพื้นที่ ตัวแทนวิชาชีพ และตัวแทน เชิงนโยบายจากพรรคการเมือง ปรับปรุงระบบความชอบธรรม ระบบการ ตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างระบบการเมืองไทย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ต้องแยกจากกันมากขึ้นในแง่การทำงาน แต่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันและกันได้มากขึ้น และภาคประชาชนสร้างระบบและโครงสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้างเครือข่ายขบวนการประชาชนอย่างหลากหลาย

ข้อที่ควรจะขจัดไปจากการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้น อาจารย์บอกว่า ต้องขจัดเรื่อง “การเมืองเรื่องผลประโยชน์ส่วน ตน ธุรกิจการเมือง และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า อำนาจการปกครองที่แท้จริงเป็นของประชาชน”.

12 มิ.ย. 2557 09:45 ไทยรัฐ