วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เด้งปลัดไอซีที อัยการสูงสุด

เลขาธิการสภาโดนด้วย ‘ประยุทธ์’ให้‘ทูต’ช่วยล่า คนทำความผิดมาตรา112

“ประยุทธ์” ติวเข้มทูต-กงสุลไทยระดมเคลียร์นานาชาติ ยัน เจตนารมณ์ต้องการทำ ปชต.ให้สมบูรณ์ สั่งตีปี๊บโรดแม็ป 3 ขั้น ยํ้า 3 เดือนตั้งรัฐบาล ส.ค.ได้ยลโฉม สนช. ว้ากลั่นอย่าเกียร์ว่างต้องช่วยไล่ล่าคนทำผิด ม.112 หนีซุกต่างแดน “สีหศักดิ์” โวชาติตะวันตกเข้าใจไทยดีขึ้น สหรัฐฯผ่อนคลายท่าที แต่ยังห่วงเคอร์ฟิว “มาริษ” ปัดออสซี่แบนวีซ่าเมีย “บิ๊กตู่” เล็งนัด ผบ.ทหารสูงสุดฟื้นความสัมพันธ์ทางทหาร คสช.ทำขึงขังเชือดทุจริตตามหลักฐาน เสียงแข็งไม่ปรองดองกับคนผิด คืนความสุขคนไทย 15 มิ.ย. เปิดให้ดูฟรีหนัง “สมเด็จพระนเรศวรฯ” 70 องค์กรชูธงปฏิรูปคืนความเป็นธรรม “สุรเกียรติ์” ชงคณะคนกลางเจรจาคู่ขัดแย้ง “กิตติพงษ์” เตือน คสช.อย่าเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

กรณีที่นานาชาติยังคงมีท่าทีและแรงกดดันเร่งรัดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คืนอำนาจให้ประชาชนและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้ประชุมหารือสั่งการให้ทูตไทยและกงสุลใหญ่ที่ประจำการอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลกเร่งชี้แจงกับต่างประเทศ โดยเน้นย้ำให้เข้าใจเจตนารมณ์ของคสช.ที่ต้องการทำให้ประเทศมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

“บิ๊กโด่ง” หัวโต๊ะติดตามสถานการณ์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันและความคืบหน้าในการดำเนินงานของ คสช. โดยมีตัวแทนจากส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

“ประยุทธ์” ติวเข้มทูตไทยแจงนานาชาติ

ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ภายใน บก.ทบ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ดูแลงานฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศ เข้าร่วมหารือกับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ นำโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมเอกอัครราชทูตไทย และกงสุลใหญ่ที่ประจำอยู่ใน 17 ประเทศกับ 1 เขตปกครองพิเศษ รวม 23 คน อาทิ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก นางนงนุช เพ็ชร-รัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นายธีรเทพ พรหมวงศานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นการรับทราบแนวทางและแผนดำเนินการหรือโรดแม็ปของ คสช. เพื่อนำข้อมูลไปสร้างความเข้าใจกับประเทศต่างๆ

ยันงานทุกด้านขับเคลื่อนฉลุย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในวงหารือว่า ขอขอบคุณข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและตัวแทนของประเทศไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ในต่างประเทศ ในการช่วยสร้างความเข้าใจให้กับประเทศต่างๆ ขณะนี้ขอยืนยันว่าการทำงานทุกด้านกำลังขับเคลื่อนโดยส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม เพื่อเร่งแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ขณะนี้ประเทศชาติมีปัญหา ดังนั้นข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องช่วยกันแก้ไข เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าต่อไป เพราะประเทศไทยไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้และรายได้หลักของประเทศก็มาจากการส่งออกซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับประเทศนั้นๆ

ย้ำเจตนาให้มี ปชต.ที่สมบูรณ์

“การที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองในครั้งนี้ จะให้ทุกประเทศเห็นชอบในสิ่งที่ คสช.ดำเนินการคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องคำนึงถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของเราด้วย ซึ่งเราจะไม่ไปต่อต้านประเทศที่เห็นต่าง หน้าที่ของเราคือ เร่งทำความเข้าใจและคาดหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายลงเมื่อประเทศนั้นๆ ได้ทราบถึงเจตนารมณ์ของ คสช.จึงอยากให้ทูตรวมถึงข้าราชการได้ช่วยกันอธิบายอย่างเป็นทางการ และการพูดคุยส่วนตัวกับทูตประเทศนั้นๆ ให้ยืนยันว่า คสช.ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศมีความสมบูรณ์ มีฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ประกอบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ฮึ่มอย่าเกียร์ว่างล่าคนทำผิด ม.112

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมดังกล่าวพล.อ.ประยุทธ์แสดงความเป็นห่วงถึงผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง และมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูงผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยังคงเคลื่อนไหวในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขอให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่สอดส่องและติดตามตรวจสอบหากพบข้อมูลที่พำนักและการเคลื่อนไหวให้รายงานคสช.ทันทีอย่าเพิกเฉย หากพบว่าสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยแห่งใดจัดเสวนาหรืออภิปรายพูดถึงสถาบันเบื้องสูงหรือประเทศไทยในทางไม่สมควรขอให้ไปชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ยังขอให้สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยชี้แจงคนไทยที่อยู่ในแต่ละประเทศให้เข้าใจ ม.112 อย่างถูกต้อง โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า “คนเหล่านี้อยู่ในประเทศที่พวกคุณประจำการนั่นแหล่ะ ถ้ามีข้อมูลอะไร ให้แจ้งเข้ามา อย่าเกียร์ว่าง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เดือน ส.ค.คลอดแน่ สนช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวด้วยว่าอยากเห็นการใช้กลไกกฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นกฎหมายมากขึ้น สถาบันต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง เพราะที่ผ่านมามีการหมิ่นสถาบัน จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายปกป้องสถาบัน อยากให้ทูตไปอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจว่าทุกประเทศมีศักดิ์ศรีของตัวเอง และอยากให้เป็นมิตรกับประเทศไทย ไม่ให้ใช้ประเทศของเขาเป็นฐานเคลื่อนไหวต้าน คสช. เพราะรัฐประหารไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศไหนมักจะเอาการเมืองนำ และยืนยันจะจัดตั้งรัฐบาลภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. เป็นต้นไป โดยจะมีธรรมนูญปกครองชั่วคราว ที่จะมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายกรัฐมนตรี และสภาปฏิรูป โดยเดือน ส.ค.จะมี สนช.แน่นอน ร่วมถึงกำหนดสัดส่วนตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะมีจำนวนนับร้อยคน ทั้งนี้เมื่อมีรัฐบาลเกิดขึ้น ทาง คสช.ก็ยังอยู่ดูแลความสงบ วันนี้ที่ คสช.เข้ามาเพื่อมาปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เป็นกฎหมาย

ครวญทำงานบนความกดดันหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับด้วยว่าการทำงานในวันนี้มีความกดดัน เพราะมีคนรักมาก ขณะเดียวกันก็มีคนต่อต้าน คนด่า ตนไม่ได้โกรธ ไม่ท้อแท้ และยังคงตั้งหน้าทำงานต่อไป เพื่อให้คนไทยมีจริยธรรมมากขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาทุจริต สร้างชาติของเราขึ้นใหม่ด้วยสติปัญญาให้โลกยอมรับ และวันนี้อยากจะคืนศักดิ์ศรีเกียรติยศให้กับข้าราชการไทยเป็นข้าราชการที่ดี เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยฝ่ายความมั่นคงจะทำงานร่วมกับข้าราชการในการบริหารประเทศ โดยใช้กฎหมายปกติให้มากที่สุด แม้ว่าวันนี้ยังประกาศใช้กฎอัยการศึก ขณะที่เอกอัครราชทูตบางประเทศกล่าวในที่ประชุมว่าไทยไม่ได้ทำรัฐประหารครั้งนี้ครั้งแรก แต่มีมา 12 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่มีรถถัง ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ และไม่มีการยึดทรัพย์ ถ้าเทียบกับการทำรัฐประหารในต่างประเทศ

กต.มั่นใจ ตปท.เข้าใจไทยดีขึ้น

จากนั้นเวลา 15.00 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงผลการประชุมว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รายงานให้หัวหน้า คสช.ทราบว่ากลุ่มประเทศตะวันตกเข้าใจในสถานการณ์และมีความร่วมมือดีขึ้น เอกชนในยุโรปก็แสดงความเชื่อมั่นศักยภาพธุรกิจไทย มองไทยเป็นหุ้นส่วนระยะยาวที่จะมาลงทุน เช่น เยอรมนี เป็นต้น ขณะนี้ไม่มีประกาศจากรัฐบาลประเทศเหล่านี้เพิ่มเติม และนายสีหศักดิ์ยังรายงานเรื่องชุมชนไทยในต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของสถานทูตและกงสุลใหญ่ต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มคนเหล่านี้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เสนอความเห็นเรื่องการปฏิรูป และได้ชี้แจงความเข้าใจผิดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

“บิ๊กตู่” กำชับตีปี๊บโรดแม็ป 3 ขั้น

นายเสขกล่าวต่อว่า หัวหน้า คสช.ได้อธิบายคณะทูตถึงระยะเวลาของโรดแม็ป 3 ระยะ เพื่อให้นำกลับไปชี้แจงต่อประเทศเจ้าบ้าน และยังพูดถึงการสร้างแนวร่วมไม่ว่าภาคเอกชนหรือ ส.ส.-ส.ว.ของประเทศนั้นๆ มาเป็นเครือข่ายช่วยสร้างความเข้าใจให้รัฐบาล กรณีมีข่าวว่าบริษัทโตโยต้าจะย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซีย ทูตไทยประจำญี่ปุ่นยืนยันว่าภาคเอกชนญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศไทย และยังสนใจมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ขณะที่ออสเตรเลียที่ลดระดับปฏิสัมพันธ์ด้านการทหาร เมื่อประกาศโรดแม็ป ก็ยืนยันว่าจะกลับไปทบทวน ปัจจุบันออสเตรเลียจำกัดแค่การเดินทางเข้าประเทศของบุคคลใน คสช. แต่ข้าราชการประจำเดินทางได้ปกติ

มอนิเตอร์หน้าเฟซบุ๊ก “จักรภพ”

นายเสขกล่าวถึงกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะตั้งองค์กรพลัดถิ่นว่า บุคคลเหล่านี้จะสื่อสารทางสื่อมีอยู่ทั่วโลก เราจะตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ เพราะมีการสื่อสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย อาจอยู่ในประเทศนี้แล้วโทรศัพท์สัมภาษณ์กับสื่ออีกประเทศก็ได้ ต้องตรวจสอบที่อยู่ให้ชัดเจน เวลานี้ยังไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตัวตนบุคคลเหล่านี้อยู่ที่ไหน ได้เพียงติดตามผ่านเฟซบุ๊ก เท่าที่ตรวจสอบไปยังรัฐบาลกัมพูชายืนยันว่ายึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศอาเซียนด้วยกัน และยืนยันท่าทีของสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชาจะไม่ให้องค์กรใดใช้ประเทศเป็นที่เคลื่อนไหวการเมือง ช่วงหลังกัมพูชาประกาศว่านายจักรภพไม่ได้อยู่ในกัมพูชาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ได้ชี้แจงต่อคณะทูตด้วยว่า สำหรับการเรียกบุคคลมารายงานตัว เป็นเรื่องการเรียกมาเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ไม่ได้มีการทรมาน อย่างกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ไม่มีใครถาม ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการขอให้มาพูดคุย รับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน และปล่อยตัวทันที ไม่ได้ควบคุมตัวอย่างที่เป็นข่าว

นัดพบ ผบ.สส.ออสซี่ฟื้นความร่วมมือ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอรา กล่าวว่า ล่าสุดออสเตรเลียมีท่าทีเข้าใจที่ดีขึ้น ภาคเอกชนแสดงความพร้อมจะมาลงทุนในไทยต่อ นอกจากนี้ตนจะขอนัดพบกับผู้บัญชาการสูงสุดของออสเตรเลีย เพื่อพูดคุยถึงการลดระดับความร่วมมือทางการทหาร เชื่อว่ายังเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่วนที่มีรายงานว่าทางการออสเตรเลียไม่ออกวีซ่าให้กับภริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ ทางการออสเตรเลียปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่าผู้นำทางทหารของไทยยังเดินทางเข้าออกออสเตรเลียได้เป็นปกติ ยกเว้น พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว

นักธุรกิจเยอรมันเชื่อมั่นลงทุนไทย

ด้านนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ของเยอรมนียังคงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและยังคงเดินหน้าตัดสินใจลงทุนในไทยต่อไป อาทิ บริษัท โฟล์กสวาเกน จะนำเงินมาลงทุนในไทย 4,000 ล้านบาท แต่ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจกลุ่มนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่จะเข้ามาลงทุนในไทยบ้าง เพราะกลุ่มนี้ยังไม่มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในไทยมากพอ

สหรัฐฯผ่อนลงแต่ยังห่วงเคอร์ฟิว

ขณะที่นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า หลังจากมีโรดแม็ป รัฐบาลสหรัฐฯมีความเข้าใจดีขึ้น และไม่ติดใจสอบถามหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากทราบว่าในโรดแม็ประบุจะมีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ การประกาศเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่ที่จำเป็นต้องชี้แจงอย่างต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คาดหวังว่ามาตรการกดดันของสหรัฐฯจะยกเลิกทันทีทันใด เนื่องจากเป็นกฎหมายของสหรัฐฯต้องแสดงท่าทีต่อประเทศที่ทำรัฐประหาร เช่น การตัดงบช่วยเหลือเป็นต้น และจะยกเลิกต่อเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตามจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจภาคเอกชนสร้างความเข้าใจและใช้เป็นเวทีชี้แจงให้เข้ามาลงทุน โดยได้นัดพบปะกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ใน 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้

คสช.ขึงขังเชือดทุจริตตามหลักฐาน

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะรองโฆษก คสช. แถลงว่า หัวหน้า คสช.ขอให้ข้าราชการเร่งสร้างความเข้าใจชี้แจงให้ครอบคลุมทุกมิติ อธิบายปัจจุบัน และอนาคตจะเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจทุกประเทศจะเห็นด้วยทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ โดยให้ยึดการรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ แต่ต้องหยุดชั่วคราว เพื่อจัดระเบียบ ไม่มีใครอยากทำ แต่ประเทศชาติต้องมาก่อนเสมอ ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประเทศชาติจะได้อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ระบอบประชา-ธิปไตยที่แท้จริง ส่วนเรื่องการทุจริตที่หลายฝ่ายมีความเห็นผ่านทางโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก อยากให้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่จำเป็น ที่ผ่านมาบางหน่วยงานไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติก็ยังถูกตำหนิในสังคม

เสียงแข็งไม่ปรองดองกับคนทำผิด

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า สำหรับความพยายามความปรองดองระหว่างคนในชาติ แต่จะไม่ปรองดองกับคนที่ทำผิด ที่ผ่านมามีความพยายามสร้างความเกลียดชัง หลังจากนี้ไม่อยากให้มีการกล่าวหากันลอยๆ ผิดถูกอย่างไรขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐาน นอกจากนี้มีการบิดเบือนข่าวสาร บางครั้งดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ซึ่งกฎหมายบางมาตรายังคงต้องมีไว้เพื่อปกป้องสถาบัน ส่วนการประเมินผลการบริหารประเทศของ คสช.ไม่อยากให้เปรียบเทียบในช่วง พ.ค.ปีนี้กับ พ.ค.ปีที่ผ่านมา อยากให้มองที่ผลเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.และให้มองย้อนหลังไป 6 เดือนที่ผ่านมาทุกมิติ ยืนยันว่าการขับเคลื่อนจะใช้ระบบบริหารราชการปกติเป็นหลัก และคณะที่ปรึกษาเป็นเพียงให้ข้อแนะนำผ่านเอกสารเป็นหลักเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำ

คตร.วางกฎเหล็กทบทวนโครงการ

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า วันเดียวกัน เวลา 09.30 น.คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ประชุมที่ บก.ทบ. โดย มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ประธาน เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหารือกำหนดนโยบายการตรวจสอบโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยได้ 3 ข้อสรุปการตรวจสอบ คือ 1.หากโครงการใดที่ คตร.ตรวจสอบแล้วมีความเหมาะสมจะให้ส่วนราชการดำเนินการตามขั้นตอนได้ต่อไป 2.โครงการที่พบว่าต้องทบทวนเปลี่ยนแปลงจะให้ส่วนราชการแก้ไขให้เหมาะสมก่อนถึงจะดำเนินการ และ 3.โครงการที่ คตร.พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม จะให้ยกเลิกและหยุดดำเนินการ โดยโครงการที่ คตร.จะตรวจสอบ ได้แก่ โครงการแผนงานขนาดใหญ่วงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ขั้นต้นจะให้ฝ่ายต่างๆตรวจสอบก่อนและแจ้งให้ คตร.ทราบ นอกจากนี้ จะเข้าตรวจสอบโครงการซึ่ง คตร.พิจารณาจากเอกสารผลการรายงานจากฝ่ายต่างๆ เพื่อจัดชุดตรวจไปติดตามแล้วจัดทำเป็นข้อเสนอหัวหน้า คสช.ในขั้นต้นที่ประชุมมีมติจะเข้าตรวจสอบโครงการ 8 โครงการ และ 1 หน่วยงาน จากทั้ง 28 โครงการที่อยู่ในข่ายจะเข้าตรวจสอบ

เปิดให้ดูฟรีหนังนเรศวรฯทั่ว ปท.

รองโฆษก คสช.เปิดเผยว่า คสช.มีแผนจัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง ในส่วนของกิจกรรมให้ประชาชนรับชมภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 5” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 14 มิ.ย.เวลา 15.00 น. จะฉายรอบพิเศษสำหรับสื่อมวลชน และข้าราชการ โดยมี ผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมรับชมด้วย จากนั้นวันที่ 15 มิ.ย. รอบเวลา 11.00 น. เป็นรอบของประชาชนสามารถเข้ารับชมภาพยนตร์ได้พร้อมกันจำนวน 160 โรงทุกเครือทั่วประเทศ ทั้งนี้ภาพยนตร์ดังกล่าวมีเนื้อหาในการสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของไทยรวมไปถึงการเทิดทูนสถาบัน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงถือเป็นมรดกที่มีค่าของชาติ

รองปลัด กห.นำทีมกระชับสัมพันธ์จีน

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 08.30 น.ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพไทยและเหล่าทัพ เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 10 โดยมี พล.ท.หวัง ก่วนจง รองประธานกรมเสนาธิการใหญ่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเป็นประธาน จะมีการทบทวนความร่วมมือด้านความสัมพันธ์ทางทหารระดับทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศและการพิจารณาแผนงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกันในอนาคตภายใต้กรอบพหุพาคี และแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งการฝึกร่วมระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพจีนต้องหารือกันว่าจะเพิ่มการฝึกเรื่องใดบ้าง เมื่อถามว่าจะพูดคุยถึงสถานการณ์ในประเทศไทยหลังการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า คงไม่คุยกันเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประชุม

จีนเพิ่มฝึกซ้อมรบร่วมกองทัพไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทน คสช.เดินทางไปจีนระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย.โดยมีกำหนดการเข้าพบกับ พล.ท. หวัง ก่วนจง เพื่อสร้างความเข้าใจและวางแผนปฏิบัติการความร่วมมือในอนาคตกับกองทัพจีน แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดแผนงาน นอกจากเพิ่มการฝึกซ้อมทางทหาร หลังกองทัพสหรัฐฯและอีกหลายประเทศตะวันตกตัดงบประมาณและความร่วมมือกับกองทัพไทย เพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.พร้อมเรียกร้องให้เร่งคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว

รมว.กห.มาเลย์เยือนไทยมิตร ปท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 16-17 มิ.ย.นายไฮชามุดดิน ฮุสเซน รมว.กลาโหมมาเลเซียจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยจะเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศ โดยจะมีพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งนับเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีจากมิตรประเทศเป็นประเทศแรกหลังจาก คสช.ควบคุมการบริหารประเทศ หลังจากที่ ผบ.ทหารสูงสุดมาเลเซียมาเยือนไทยเมื่อวันที่ 3-4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ปนัดดา” จัดเวทีรับฟังปฏิรูปราชการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 12 มิ.ย.เวลา 11.00 น. ที่ห้อง จูปิเตอร์ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ อิมแพ็กเมืองทองธานี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)
จัดสัมมนาที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ และผู้ตรวจราชการกระทรวง เพื่อระดมความคิดเห็นการปรับปรุงพัฒนาวิธีการปฏิบัติงาน และจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางปฏิรูประบบราชการสัญจร ระหว่างวันที่ 12-16 มิ.ย.ใน 5 จังหวัดภาคใต้ คือ จ.สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นำร่องพื้นที่ขัดแย้งทางการเมือง สูง จะนำข้อสรุปจะมาเปรียบเทียบในการปฏิรูประบบราชการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ส.ค.พร้อมส่งข้อสรุปให้หัวหน้า คสช. และวันที่ 16 มิ.ย.ตนจะลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.นครปฐม

มท.ขีดเส้นรับฟังปรองดองเสร็จ ก.ค.

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ว่า พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผอ.ศปป.มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.ศูนย์ฯระดับจังหวัดทำงานร่วมกับ กอ.รมน.และทุกภาคส่วน เน้นให้ทำงานสร้างสันติสุขและดูแลประชาชน เข้มงวดการปราบปรามอบายมุข ยาเสพติด และการพนัน ส่วนการสร้างความปรองดองจะใช้เวทีที่ไปจัดกิจกรรมระดับหมู่บ้านรวบรวมข้อมูลระดับพื้นที่กลับมาให้ผู้บริหาร กระทรวงมหาดไทยจะเป็นตัวกลางชี้แจงและรับฟังความเห็นประชาชน ศปป.กำหนดเวลาให้สร้างความเข้าใจและบรรยากาศความปรองดองให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ค.ก่อนเดินตามแผนปฏิบัติการสร้างความปรองดองของ ศปป.และ คสช.ต่อไป ศปป.เน้นย้ำว่าต้องไม่ใช้การสร้างภาพ แต่ต้องทำด้วยความจริงใจ

70 องค์กรชูธงเดินหน้าปฏิรูป

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเดอะสุโกศล เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จากการรวมตัวกันขององค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคมกว่า 70 องค์กร จัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “พลังสังคมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม” โดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผอ.สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคม อ่านคำแถลงจุดยืนของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปว่า เครือข่ายจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความปรองดอง สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจและสังคม และรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต การปฏิรูปจะต้องไม่ใช่การปฏิรูปของผู้ชนะหรือผู้มีอำนาจ แต่จะต้องเป็นการปฏิรูปร่วมกันทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนของสังคมไทยเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมเสนอแนะ เพื่อให้เป็นไปบนพื้นฐานความปรองดองและบูรณาการ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปบนความขัดแย้ง ต้องเป็นอิสระจากภาครัฐและการเมือง

“สุรเกียรติ์” ชงคณะคนกลางเจรจา

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่าง-ประเทศ ในฐานะเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปครั้งนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ประเทศต้องได้รับการปฏิรูปทั้งการเมือง การเลือกตั้ง การเข้าสู่อำนาจ การคอร์รัปชัน ซึ่งการปฏิรูปและการปรองดองเป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ต้องเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกระบวนการ หัวใจของกระบวนการปฏิรูปต้องมีการออกแบบหลากหลายให้เข้ากับบุคคลที่มีความแตกต่างกัน องค์กรและกลไกระดับชาติต้องมีความยืดหยุ่น เช่น อาจมีคณะบุคคลหรือเครือข่ายเป็นคนกลางเจรจาให้คู่ขัดแย้งสบายใจ

ติงปรองดองต้องไม่บังคับ

นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระบวนการปฏิรูปเป็นหัวใจสำคัญ รูปแบบของหลายประเทศไม่สามารถปรับใช้กับประเทศไทยได้ เพราะหลายฝ่ายยังไม่พร้อมพูดคุยเรื่องอดีตและการให้อภัย ดังนั้น การออกแบบของไทยต้องนำเอาการปฏิรูปซึ่งเป็นเรื่องอนาคตมาเป็นความหวังร่วมกันของทุกฝ่าย อาจต้องมีการลงโทษในบางเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยได้ เพื่อให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน และ คสช.ต้องไม่เป็นคู่ขัดแย้งเพิ่มเติม แต่ต้องทำให้คู่ขัดแย้งร่วมกันแสวงหาทางออก การรักษาความสงบในช่วงแรกอาจจะคาบเกี่ยวกับการแสดงความเห็นโดยเสรีภาพ ส่วนตัวเชื่อว่าความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการถูกบังคับ และควรมีพื้นที่ปลอดภัยที่ให้บุคคลสามารถแสดงความเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดบรรยากาศความเข้าใจ

ดันปรับกติกาคืนความเป็นธรรม

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวว่า ครั้งนี้ต้องไม่ใช่แค่การปฏิรูปการเมือง แต่ต้องมีการปรับแก้กติกา ปรับโครงสร้างทุกส่วนให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจอย่างแท้จริง เป็นกลไกที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อการปฏิรูปที่ยั่งยืน ซึ่งการปฏิรูปเฉพาะหน้าเป็นเรื่องสำคัญ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญควรมีส่วนร่วมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างเดียว

ให้เชิญต่างชาติร่วมแก้ปมขัดแย้ง

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการหาคนกลางมาเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยว่าคนกลางควรเป็นกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกันมากกว่า เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมไทย การที่สหรัฐฯประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับไทยเป็นเรื่องปกติ แต่ทางการไทยต้องเร่งชี้แจงนานาชาติว่าไทยมีแนวทางแก้ไขความขัดแย้ง เดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างไร และควรโน้มน้าวให้ประเทศที่ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีปัญหาคอร์รัปชันนำประสบการณ์มาร่วมกับไทยเดินหน้าปฏิรูป

นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึง การขอมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำว่า ได้บอก คสช.ว่าขอเวลาไปช่วยพัฒนาสถาบันยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ให้มีบทบาทในเวทีอาเซียน ในอนาคตหากมีการทาบทามให้เข้าร่วมกับสภาปฏิรูปคงหารือกับเครือข่ายฯก่อน

มติ กกต.ขยายยื่นบัญชี ส.ว. 30 วัน

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม กกต. จากนั้นนายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองกล่าวภายหลังการประชุมว่า สืบเนื่องจากมติ กกต.เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ระบุว่า ผู้สมัคร ส.ว.ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพราะรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามประกาศ คสช. แต่ต่อมา คสช.มีประกาศคืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้มีผลบังคับใช้ตามเดิม ผู้สมัคร ส.ว.จึงจำเป็นต้องยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย กกต.จึงมีมติให้ขยายเวลาการยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่ายของผู้สมัคร ส.ว.จากเดิมให้ยื่นภายใน 90 วันนับแต่วันเลือกตั้ง จะครบวันที่ 28 มิ.ย. ขยายออกไปอีก 30 วัน ไปเป็นวันที่ 28 ก.ค. หากผู้ใดยื่นบัญชีฯไม่ทัน ยื่นแสดงรายละเอียดไม่ครบถ้วน หรือยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี หรือหากทำบัญชีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี และห้ามเป็นสมุห์บัญชี 5 ปี

วสท.ร้อง คสช.ยุบทิ้ง กบอ.

วันเดียวกัน ที่อาคารวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จัดเสวนา “จาก 3.5 แสนล้าน สู่ข้อเสนอเร่งด่วนการบริหารจัดการน้ำประเทศไทย” เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ทบทวนโครงสร้างการจัดการน้ำประเทศไทยของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) โดยนายสุวัฒนา จิตตลดากร ประธานอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ดำเนินงานผิดขั้นตอนตามมาตรฐานและเปิดช่องทุจริตมากมาย ตั้งแต่การคัดเลือกผู้รับจ้าง วิธีจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ วสท.จึงเรียกร้อง คสช.ยุบ กบอ. ที่จัดตั้งด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อมาแทรกแซงการทำงานของส่วนราชการ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประ-ทาน กล่าวว่า อยากให้ยุบ กบอ.ที่ทำงานแบบช็อปปิ้งไอเดีย ตั้งแผนงานด้วยเงินก่อนทำแผนงาน ไม่ใช่หลักที่ถูกต้อง และจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ส่วนการบัญชาการของ กบอ.เป็นบุคคลนอกราชการ ไม่มีใครทราบว่าเป็นใคร ทำให้ประเทศเสียหาย แผนการจัดการบริหารน้ำ ควรมีขั้นตอนที่ถูกต้อง ตั้งแต่การศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แม้ใช้เวลานานก็ต้องทำเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

“วรงค์” จี้ผ่าพิสูจน์ข้าวเสื่อมสภาพ

เมื่อเวลา 15.00 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถือว่ารวดเร็วมากครับกับการมาจัดเรียงข้าวที่ถล่มกลับสู่ที่เดิม โดย อคส.เห็นว่าข้าวไม่เสีย ให้เหตุผลว่าผนังโกดังข้าวพังไม่ได้มาจากคุณภาพเสื่อมของข้าว แต่น่าจะเกิดจากกองข้าวที่ตั้งมานานกว่า 1 ปี ตั้งเรียงไม่ดี จึงมีบางแถวปลิ้นไปเบียดผนังกำแพงโกดังที่เป็นอิฐบล็อก จนรับน้ำหนักไม่ไหวพังลงมา จึงต้องถามว่า ปกติระบบการเรียงข้าวจะมีวิธีการเรียงที่ข้าวไม่ได้ล้มกันง่ายๆ ทำไมข้าวบางแถวถึงปลิ้นไปเบียดผนังกำแพงได้ แสดงว่าต้องมีการยุบตัวของข้าวในกระสอบ การที่ข้าวยุบตัวได้สาเหตุสำคัญที่สุดคือข้าวเสื่อมสภาพและรับน้ำหนักไม่ได้ จึงอยากให้เจาะพิสูจน์กระสอบข้าวว่าโกดังนี้ซุกข้าวเสื่อมสภาพหรือไม่”

เด้ง อสส.–ปลัดไอซีทีเข้ากรุ

ต่อมาเวลา 21.00 น. มีคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 62/2557 เรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ว่า เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคสช.จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1.ให้นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มาปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมพลางไปก่อน 2.ให้รองเลขาธิการสภาฯซึ่งมีอาวุโสสูงสุด เป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาฯ 3.ให้นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด มาปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน 4.ให้นายตระกูล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด เป็นผู้รักษาราชการแทนอัยการสูงสุด 5.ให้นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนสังกัดเดิมไปพลางก่อน 6.ให้นางเมธินี เทพมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯเป็นผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

12 มิ.ย. 2557 05:01 ไทยรัฐ