วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนสถิติเวิลด์คัพ! เจ้าบ้านเปิดซิงมัก 'รุ่ง'หรือ'ร่วง' ?

อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงนับจากนี้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ก็จะเปิดฉากขึ้น อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่านัดเปิดสนามมักจะมีความสำคัญไม่แพ้เกมรอบชิงชนะเลิศเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีม "เจ้าภาพ" ที่ต้องรับแรงกดดันจากความคาดหวังอันมหาศาลของกองเชียร์ "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ก็ไม่พลาดนำทุกท่านไปย้อนดูสถิติที่ผ่านมาว่าผลงานของทีมเจ้าถิ่นกับการลงเตะนัดเปิดสนาม มีผลงานเป็นอย่างไรกันบ้าง


บราซิล (1950)

การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1950 หรือศึก "เวิลด์คัพ ครั้งที่ 4" ถูกจัดขึ้นหลังหยุดพักมาอย่างยาวนานถึง 12 ปี เพราะภัยพิบัติจากมหาสงครามโลก ครั้ง 2 โดยมี บราซิล ประเทศที่มีความคลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังมากที่สุดในโลกรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพครั้งแรก ซึ่งนับว่ามีความเหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานั้น เนื่องจากบรรดาชาติต่างๆ ในยุโรปที่พอจะมีความสามารถจัดงานระดับนี้ได้ ต่างบอบช้ำจากพิษภัยของสงครามกันทั้งสิ้น

ในปีนั้น บราซิล ทีมเจ้าภาพที่อยู่ในกลุ่ม 1 ได้ลงเล่นเป็นคู่เปิดสนามพบกับ เม็กซิโก ในวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งผลปรากฏว่า ทัพ "แซมบ้า" ไม่พลาดไล่ถลุง "จังโก้" ย่อยยับคาสนาม เอสตาดิโอ โด มาราคานา ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร ต่อหน้าแฟนบอล 82,000 คน ไปด้วยสกอร์ 4-0 และยังทำผลงานดีต่อเนื่องจนเข้ารอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่มไปพบกับ อุรุกวัย แชมป์เก่า,สวีเดน และ สเปน

โดยในรอบชิงชนะเลิศของปีนั้นเป็นการเล่นแบบ "มินิ ลีก" นำ 4 ทีมสุดท้าย มาเล่นแบบพบกันหมด และชาติที่มีคะแนนสูงสุด จะได้แชมป์โลกไปครอง ซึ่ง บราซิล ก็ยังฟอร์มแรงต่อเนื่องใน 2 นัดแรก ไล่อัด สวีเดน 7-1 ต่อด้วย สเปน อีก 6-1 ขณะที่ทาง "จอมโหด" เสมอกับ สเปน 2-2 และกลับมาชนะ สวีเดน 3-2 ทำให้ในเกมสุดท้ายที่ทั้งคู่มาพบกัน ขอเพียงแค่ ขุนพล "เซเลเซา" เสมอพวกเขาจะเป็นแชมป์ทันที

ทว่าผลออกมาพลิกความคาดหมายเมื่อ บราซิล ที่ขึ้นนำไปก่อน กลับแพ้ 1-2 ต่อหน้าแฟนบอลราว 174,000 คน ทำให้ถ้วยไปตกอยู่ในมือของทีมชาติอุรุกวัย เป็นสมัยที่ 2 และ ที่สำคัญคือความพ่ายแพ้ของ "แซมบ้า"คราวนั้น ทำให้แฟนบอลกว่า 10 คน ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อลบความผิดหวัง

สวีเดน (1958)

สวีเดน ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 6 ปี 1958 ในการแข่งขันนัดเปิดสนามวันที่ 8 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกของการแข่งขันได้มีโปรแกรมลงเตะทั้งหมด 8 คู่จากทั้งหมด 4 กลุ่ม ซึ่ง สวีเดน ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยลงเล่นที่สนาม ราซุนดา สเตเดียม เมืองโซลนา พบกับ เม็กซิโก ผลปรากฏว่าทีมเจ้าภาพประเดิมคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-0 และทำผลงานดีต่อเนื่องผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์ของกลุ่มด้วยสถิติไร้พ่าย

ขณะที่เกมน็อคเอาท์ สวีเดน ยังคงทำผลงานได้น่าประทบใจเอาชนะ สหภาพโซเวียต แชมป์โอลิมปิก 1956 ใน รอบ 8 ทีม 2-0 ก่อนจะพลิกเอาชนะแชมป์เก่า เยอรมนีตะวันตก ไป 3-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพบกับ บราซิล ที่มี เปเล ในวัย 17 ปีเป็นส่วนหนึ่งของทีม ซึ่งรอบชิงดำ สวีเดน เป็นฝ่ายนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 4 จาก นีลส์ ลีดโฮมส์ ก่อนจะถูก "แซมบ้า" โชว์เกมรุกอันงดงามหวดสกอร์พลิกขึ้นนำเป็น 4-1 แม้เจ้าถิ่นจะมาได้ประตูตีคืนอีกลูกในนาทีที่ 80 แต่สุดท้ายก็ไม่ทันถูกเจ้าหนู เปเล่ ซัดปิดกล่องพา บราซิล ชนะไป 5-2 คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยแรก

ชิลี (1962)

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 7 หวิดจะไม่ได้จัดขึ้นที่ ชิลี หลังจากที่ก่อนหน้าจะถึงปีการแข่งขันคือในปี 1960 ชาติเจ้าภาพได้ถูกภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชิลี เล่นงานหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.5 ริกเตอร์ ซึ่งได้คร่าชีวิตประชาชนมากมาย และแน่นอนว่าทำให้สนามรวมทั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในประเทศถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี

ทว่าในที่สุดแล้วด้วยความรวมใจของประชาชนชาวชิลีก็ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลกเกิดขึ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า "ฟุตบอลสร้างโลก" และในวันที่ 30 พ.ค. ชิลี ทีมเจ้าภาพก็เป็นหนึ่งใน 8 ทีมที่ได้ลงเล่นในนัดเปิดสนาม โดย ชิลี ลงเล่นนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ เอสตาดิโอ นาซิออนนัล ในกรุงซานติอาโก ซึ่งผลปรากฏว่า ชิลี เป็นฝ่ายผลิกเอาชนะไป 3-1 ก่อนจะทำผลงานผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม โดยพลาดท่าแพ้กับ เยอรมันตะวันตก เพียงนัดเดียวเท่านั้น

ขณะที่ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ชิลี สามารถเอาชนะ สหภาพโซเวีย ไปด้วยสกอร์ 2-1 แต่ก็มาจอดป้ายในรอบรองชนะเลิศ โดยแพ้ให้กับ บราซิล แชมป์เก่า 4-2 ซึ่งในปีนั้น บราซิล สามารถเอาชนะ เชโกสโลวาเกีย ในรอบชิงชนะเลิศ​ 3-1 คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 2 คณะที่ ชิลี ได้อันดับที่ 3 ด้วยการเอาชนะ ยูโกสลาเวีย 1-0

อังกฤษ (1966)

หลังจากที่ต้องรอคอยมากว่า 36 ปี ในที่สุดกีฬาลูกหนังก็ได้กลับมาสู่ถิ่นกำเนิด เมื่อประเทศอังกฤษ ชาติผู้ให้กำเนิดกีฬาฟุตบอลได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 8 และนับเป็นการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคการแข่งขันสมัยใหม่อย่างแท้จริงเมื่อทุกอย่างดูมีมาตรฐาน หรือแม้สไตล์การเล่นที่ดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก่อนมหกรรมลูกหนังจะเริ่มก็มีเหตุวุ่นวายครั้งใหญ่เมื่อถ้วย ชูลส์ ริเมต์ รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับแชมป์ ถูกขโมยขณะจัดแสดงที่กรุงลอนดอน แต่สุดท้ายก็ตามทวงกลับมาได้

สำหรับการแข่งขันนัดเปิดสนามวันที่ 11 มิ.ย. อังกฤษ ทีมเจ้าภาพได้ลงเล่นเป็นคู่ประเดิมสนามพบกับ อุรุกวัย ณ สนามเวมบลีย์ สเตเดียม มีผู้เข้าชม 87,148 คน ซึ่งผลนัดนั้นทั้งสองทีมทำได้แค่เสมอกันไป 0-0 แต่หลังจากนั้นทั้งสองทีมต่างก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะทีมเจ้าภาพที่คว้าชัย 2 นัดรวดเอาชนะ เม็กซิโก 2-0 และ ฝรั่งเศส 2-0 คว้าแชมป์ของกลุ่ม ขณะที่ "จอมโหด" ได้อันดับที่ 2

ในรอบต่อมา อังกฤษ จัดการคว่ำอาร์เจนตินา ในรอบ 8 ทีม 1-0 ก่อนจะเฉือนเอาชนะ โปรตุเกส ในรอบรองชนะเลิศ​ 2-1 เข้าไปพบกับ เยอรมันตะวันตก ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งแมตช์นัดชิงวันที่ 30 มิ.ย. 1966 นั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลทั่วโลกเมื่อ "สิงโตคำราม" สามารถเฉือนเอาชนะ เยอรมันตะวันตก ได้ 4-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยเกมนี้ เจฟฟ์ เฮิร์สท บันทึกสถิติว่าตัวเองเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำแฮตทริกได้นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ถึงแม้ว่า 1 ในประตูที่เขาทำได้นั้นจะเป็นลูกเจ้าปัญหาที่ยังเป็นข้อกังขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่สุดท้ายมันก็ช่วยให้ บ็อบบี มัวร์ รับถ้วย ชูลส์ ริเมต์ จากหัตถ์ของพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 

เม็กซิโก (1970)

เม็กซิโก ได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมฟุตบอลโลก ปี 1970 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 9 แต่ก่อนหน้าที่จะมีการแข่งขันก็ได้มีเหตุให้ต้องปวดกระโหลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงของแฟนบอล ฮอนดูรัส กับ เอลซัลวาดอร์ สองประเทศ ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างการแข่งขัน ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม เซ็นทรัล อเมริกา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คน รวมทั้งยังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตชาวเปรูไปถึง 50,000 คน หรือแม้กระทั้ง บ๊อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติ อังกฤษ ก็ต้องมาถูกจับกุมที่เมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย ระหว่างที่ทัพ "สิงโตคำราม" เดินทางไปลงเตะอุ่นเครื่อง หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรขโมยสร้อยเพชรจากร้านเครื่องประดับในโรงแรมที่พัก แต่ก็ถูกปล่อยตัวในที่สุด

สำหรับ ฟุตบอลโลก 1970 รอบสุดท้ายเปิดฉากขึ้นในวันที่ 31 มิ.ย. ท่ามกลางสภาพอากาศอันร้อนระอุ "จังโก้" ลงเปิดสนามพบกับ รัสเซีย ในรอบแรก กลุ่ม 1 ที่ อัซเตกา สเตเดี้ยม ท่ามกลางแฟนบอล 107,000 คน ปรากฏว่า เกมจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ซึ่งผลงานของเจ้าภาพในรอบนี้ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานโดยผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์มาได้ในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม 1 ขณะที่แชมป์กลุ่มเป็นของ สหภาพโซเวีย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เม็กซิโก ก็ต้องมายุติเส้นทางไล่ล่าแชมป์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยพ่ายให้กับ อิตาลี ไป 1-4

เยอรมนี (2006)

ประเทศเยอรมนี คว้าสิทธิจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ได้สำเร็จ โดยเอาชนะข้อเสนอจาก บราซิล,อังกฤษ,โมร็อกโก และแอฟริกาใต้ (ซึ่งแอฟริกาใต้จะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2010) ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มศึกเวิลด์คัพ ครั้งที่ 18 "อินทรีเหล็ก" ที่ลงเล่นในนัดเปิดสนามวันที่ 9 มิ.ย.ก็จัดการเอาฤกษ์เอาชัยชนะ คอสตา ริกา คาสนาม อัลลิอันซ์ อารีนา ไปด้วยสกอร์ 4-2 ก่อนจะทำผลงานสมราคาทีมเต็งคว้าแชมป์ของกลุ่ม เช่นเดียวกันกับทีมหัวแถวรายอื่นๆ อย่าง อังกฤษ,อาร์เจนตินา,โปรตุเกส,อิตาลี, บราซิล และ สเปน

รอบ 16 ทีมสุดท้ายทีมเจ้าบ้านเข้าไปพบกับ สวีเดน ที่ไม่นับว่าเป็นทีมแข็งทำให้ เยอรมนี เอาชนะไปสบายๆด้วยสกอร์ 2-0 ผ่านเข้ารอบมาพบกับ อาร์เจนตินา คู่ปรับเก่าซึ่งเกมออกมาดุเดือดสมราคา ทัพ "ฟ้าขาว" ยิงขึ้นนำก่อนจาก โรเบอร์โต อยาลา แต่ มิโรสลาฟ โคลเซ ก็มายิงช่วย "อินทรีเหล็ก" หนีตายเสมอ 1-1 ต้องดวลตัดสินจากจุดโทษและแน่นอนว่า เยอรมนี ก็สามารถเอาชนะไปได้ 4-2 ส่วนในรอบรองชนะเลิศ เจ้าถิ่นเจองานหนักพบกับ อิตาลี ซึ่งเกมสูสีจนทำท่าจะต้องดวลจุดโทษตัดสิน แต่เป็น "อัซซูรี" ที่ซัดช่วงต่อเวลาพิเศษเอาชนะ 2-0 ดับฝันเจ้าภาพไว้ที่รอบรองชนะเลิศ

แอฟริกาใต้ (2010)

ฟุตบอลบอลโลก 2010 หรือ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ครั้งที่ 19 เป็นครั้งแรกที่ ฟีฟ่า กำหนดให้ใช้ระบบหมุนเวียนเจ้าภาพ และในปีนี้ก็เป็น แอฟริกาใต้ ที่ได้สิทธิ์นั้นไปครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ ด้วยการเอาชนะ โมร็อกโก และ อิยิปต์ ส่วน ลิเบีย และตูนิเซีย ขอถอนตัว

ในเกมนัดเปิดสนามวันที่ 11 มิ.ย. ณ สนาม ซ็อคเกอร์ ซิตี้ แอฟริกาใต้ ประเดิมด้วยการเสมอกับ เม็กซิโก ไป 1-1 เก็บ 1 แต้มไปครอง ขณะที่นัดต่อมา แอฟริกาใต้ พ่ายให้ อุรุกวัย 0-3 และเอาชนะในนัดสุดท้าย ฝรั่งเศส 2-1 มี 4 คะแนนเท่ากับ เม็กซิโก แต่ประตูได้เสียเป็นรองทำให้จอดป้ายที่รอบแบ่งกลุ่มในฐานะอันดับที่ 3 ของกลุ่ม เอ

บราซิล (2014)

เป็นครั้งที่ 2 ที่ มหกรรมฟุตบอลโลก ได้วนกลับมาจัดในดินแดนที่ขึ้นชื่อว่ารักกีฬาลูกหนังเข้าเส้นอย่างประเทศบราซิล นับเป็นประเทศที่ 5 ที่ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกสองครั้งต่อจาก เม็กซิโก,อิตาลี,ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอบโลกครั้งที่ 20 รอบสุดท้าย ที่จะเปิดฉากในวันที่ 12 มิ.ย. ทีมเจ้าภาพอย่าง บราซิล ได้ลงเล่นเป็นคู่เปิดสนามพบกับ โครเอเชีย ณ สนาม อารีนา เด เซาเปาโล เมืองเซาเปาโล

สำหรับความพร้อมในนัดเปิดสนามของ บราซิล ทีมแชมป์ 5 สมัย หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี จะต้องเลือกนักเตะชุดที่ดีที่สุดลงสนามอย่างแน่นอนเพื่อเรียกศรัทธา จากกองเชียร์ หลังเฉือนเอาชนะ เซอร์เบีย ในเกมอุ่นเครื่อง 1-0 ขณะที่ทัพ "ตราหมากรุก" ขาด มาริโอ มานด์ซูคิช กองหน้าตัวเก่งที่ติดโทษแบน ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆนับว่าสมบูรณ์ ทำให้เกมนัดนี้น่าจะออกมาคุ้มค่าสมการรอคอยของแฟนๆ อย่างแน่นอน

โดยแฟนบอลชาวไทยสามารถติดตามชมและเชียร์ศึกครั้งนี้ได้ในเวลา 03.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย. ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าเกมนัดเปิดสนามของ มหกรรมระดับชาติที่ 4 ปีจะมีสักครั้ง เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง.

อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงนับจากนี้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ก็จะเปิดฉากขึ้น อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่านัดเปิดสนามมักจะมีความสำคัญไม่แพ้เกมรอบชิงชนะเลิศเลยทีเดียว 11 มิ.ย. 2557 22:09 12 มิ.ย. 2557 07:38 ไทยรัฐ