วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จัก 'โรคลมชัก' ตั้งสติป้องกัน รู้ทันหายได้!

แพทย์แนะ "โรคลมชัก" รักษาหายได้ แต่หากป่วยเป็นโรคนี้ควรเลี่ยงขับรถ พบปัญหาแนวทางความร่วมมือแพทย์กับขนส่งฯ ยังไม่ชัดเจนพอ...

อันตรายของ "โรคลมชัก" นั้น เมื่อมีอาการกำเริบ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเองแล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่รอบข้างได้ หากอาการกำเริบ ขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ เช่น การขับรถ ทำกับข้าว เป็นต้น จะรับมือ หรือจัดการอย่างไร คงเป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสัยกัน

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า นายกสมาคมสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประธานฝ่ายวิจัยสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า "โรคลมชัก" หรือ "โรคลมบ้าหมู" สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย โรคลมชักมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่รู้สึกตัว 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะเกิดอาการกำเริบ และประเภทที่ไม่มีสติครบถ้วน พฤติกรรมที่พบจะมีอาการเหม่อลอย หรือชักกระตุก หายใจติดขัด ซีึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทและสมอง

ในประเทศไทยพบสถิติ เป็นโรคลมชัก ประมาณ 4 แสนคน แต่ละปีจะมีคนไข้เข้านอนรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 13,000 คน เสียชีวิตปีละ ประมาณ 200 คน พบว่าร้อยละ 40 ของคนไข้ เคยเกิดอุบัติเหตุจากการชัก เช่น อุบัติเหตุที่ศีรษะ กระดูกหัก ข้อต่อเลื่อนหลุด ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จมน้ำ อุบัติเหตุทางการจราจร

ประเด็นสำคัญ คือ ร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคลมชักที่เป็นผู้ใหญ่ จำเป็นต้องขับรถ และพบว่า ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยดังกล่าว เคยมีอาการชักขณะที่ขับรถ เมื่อเกิดอาการชัก ร้อยละ 60 พบว่ามีการเกิดอุบัติเหตุทางการจราจร ร้อยละ 20 ของคนไข้ที่เกิดอุบัติเหตุ มีอาการรุนแรงต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

กรณีอันตรายจากโรคลมชักกำเริบ...

พบกรณีผู้ป่วยลมชักกำเริบเกิดไฟไหม้ตามร่างกาย ขณะประกอบอาหาร หรือชาวบ้านที่ไปประกอบอาชีพที่ใกล้แหล่งน้ำ ทอดแห่ เมื่อเกิดอาการชัก ทำให้จมน้ำเสียชีวิตได้เลย

การรักษาอาการของโรคลมชัก สามารถรักษาโดยการรับประทานยาต่อเนื่อง สามารถหายขาดได้ แต่หากการรับประทานยาได้ผลไม่ตอบสนอง บางรายที่พบมีเนื้องอกในสมอง หรือมีอาการของโรคที่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัดได้

ทั้งนี้ นพ.สมศักดิ์ ให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก ว่า ควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดการชักได้ง่าย เช่น การอดนอน ดื่มเหล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญ คือ ไม่ควรขับรถ ไม่ควรเล่นกีฬาผาดโผน หรือกีฬาทางน้ำ

หากผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ดีแล้ว จะทำให้เกิดการชักน้อยลงได้ ส่งผลให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุต่ำลงไปด้วย สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ ถ้าคนไข้บางคนมีอาการเตือน แนะนำให้รีบหาที่พัก ตัวอย่างเช่น กำลังเดินอยู่แล้วมีอาการกำเริบจะชัก ให้รีบนั่งลง หรือนอนลงที่พื้น จะปลอดภัยและไม่มีอันตรายเกิดขึ้น

"ที่สำคัญผู้ป่วยโรคลมชัก แพทย์ขอแนะนำไม่ให้ขับรถ แต่หากจำเป็นต้องขับรถในชีวิตประจำวัน เมื่อขับรถแล้วมีอาการรู้สึกว่า กำลังจะชักให้รีบจอดรถทันที แนะนำคนไข้ว่าหากขับรถก็ขับในเลนซ้ายสุด ให้ช้า ถ้ามีอาการเตือนให้รีบหยุดรถทันที อย่าคิดว่าอีก 1 หรือ 2 เมตรจะถึงอยู่แล้ว"

เบื้องต้นสำหรับข้อเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม น่าจะมีแนวทางว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก ควรจะสามารถรายงานข้อมูลไปที่กรมขนส่งทางบกได้ เสนอเป็นแนวทางเบื้องต้น แม้ว่าตอนนี้ข้อจำกัดเรื่องสิทธิผู้ป่วย แพทย์ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยได้ แต่หากเราสามารถกำหนดได้ว่า ให้แพทย์รายงานข้อมูลคนไข้โรคลมชัก ไปที่กรมการขนส่งทางบก เช่น รายงานเลข 13 หลัก เมื่อผู้ป่วยไปขออนุญาตทำใบขับขี่ หรือทำใหม่ เมื่อกรอกข้อมูลเลข 13 หลักลงไป พบว่าเป็นโรคลมชัก จะต้องมีการประเมินว่า สามารถขับรถได้หรือไม่.

แพทย์แนะ "โรคลมชัก" รักษาหายได้ แต่หากป่วยเป็นโรคนี้ควรเลี่ยงขับรถ พบปัญหาแนวทางความร่วมมือแพทย์กับขนส่งฯ ยังไม่ชัดเจนพอ...