วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าไปเชื่อข้อมูลด้านเดียว

โดย หมัดเหล็ก

คสช.คงหนักใจเกี่ยวกับข่าวลือทางสังคมออนไลน์ไม่น้อย ข่าวบางข่าวทำให้เกิดความสับสนและเสียหายต่อการปฏิบัติงานของ คสช.โดยตรง กระทั่ง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ต้องออกมาแถลงยืนยันว่า ข่าวต่างๆที่สื่อสารกันทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่เป็นความจริง ขอให้ประชาชนฟังการประกาศจาก คสช.เท่านั้น

สังคมบ้านเรามีทั้งขาเม้าท์กับขามั่ว พยายามสื่อสารเพียงด้านเดียว ประชาชนไม่สามารถเสพข้อมูลได้ครบทุกด้าน เกิดจินตนาการที่สับสนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีมีการโจมตีการทำงานของ ปตท. กดดันให้ คสช.ปฏิรูปพลังงาน ไม่ให้มีการผูกขาด ทำให้น้ำมันราคาแพง และทำกำไรให้ ปตท.มหาศาล

เรื่องนี้ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ต้องรีบออกมาอธิบายข้อเท็จจริงก่อนที่จะเลอะไปกันใหญ่ อันดับแรกเลย ปตท.ไม่ได้ผูกขาดการจำหน่ายน้ำมันในประเทศ มีบริษัทผู้ค้าน้ำมันอยู่ถึง 41 บริษัท เพียงแต่ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ มีสัดส่วนการตลาดที่มากกว่าบริษัทอื่นเท่านั้น

เพราะฉะนั้นการทำกำไรของ ปตท.ที่อยู่ประมาณปีละ 1 แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกำไรจากการขายน้ำมัน แต่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจน้ำมัน เช่น ก๊าซ โรงกลั่น ปิโตรเคมี เช่น ในจำนวนกำไร 1 แสนล้าน ร้อยละ 35-40 มาจากการดำเนินการของ ปตท. ร้อยละ 35-40 มาจากธุรกิจของ ปตท.สผ. ที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 68 ที่เหลือก็มาจากการทำกำไรของบริษัทลูกที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ สรุปแล้วธุรกิจน้ำมันทำกำไรจริงๆเพียงร้อยละ 10

ในจำนวนเงินที่เป็นกำไรในแต่ละปี ร้อยละ 40 ปตท.ต้องนำมาจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น ที่เหลืออีกร้อยละ 60 เป็นส่วนที่นำมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงของพลังงานประเทศ

ถ้ามองในแง่กลับกัน ปตท. เป็นบริษัทน้ำมันที่สามารถถ่วงดุลราคาน้ำมันในตลาด ด้วยซ้ำ โดยการนำร่องลดราคาน้ำมันก่อนทุกครั้งจนบริษัทอื่นๆต้องลดตามมา

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดจากประชาชนว่า ปตท.เอาเปรียบผู้บริโภค ฝ่ายผู้บริหาร ปตท.จึงมีแนวคิดที่จะแยก ธุรกิจน้ำมันของ ปตท.ออกมาจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเปลี่ยนแบรนด์ ปตท.มาเป็นแบรนด์อื่นแทน

ปตท.ยังต้องเข้าไปช่วยเรื่องของกลไกการตลาดและการอุดหนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะการขาดทุนจากการจำหน่ายก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี แต่ละปีต้องใช้เงินอุดหนุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ยิ่งถ้ายกเลิกกองทุนน้ำมัน คิดแต่เพียงว่าจะให้ราคาน้ำมันถูกลง ผู้บริโภคที่ใช้ก๊าซก็จะเดือดร้อนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอีกประมาณกิโลกรัมละ 20 บาท สุดท้ายก็หาเรื่องป่วนกันอีก แปลกตรงที่ว่ารัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนบักโกรก อาทิ การบินไทย รฟท. ขสมก.ไม่ยอมไปแตะต้อง เอะอะจะมาตอมแต่หน่วยงานที่มีกำไรดีอยู่แล้ว พับผ่า.

หมัดเหล็ก

11 มิ.ย. 2557 10:27 ไทยรัฐ