วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาสนาพุทธในกัมพูชา ศรัทธาหลังถูกทำลาย

โดย

พระพุทธศาสนาในกัมพูชาสืบย้อนได้นับ 1,000 ปี 

ปรากฏหลักฐานอยู่ในจดหมายเหตุจีน สมัยฟูนัน ประมาณ พ.ศ.600 และเรื่อยมาจนเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรพระนคร หลังจากนั้นยังพบในจดหมายเหตุของจิว ตากวน ที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรพระนคร กับคณะทูตจีนเมื่อ พ.ศ.1839

“พวกจู้กู้โกนศีรษะนุ่งห่มเหลือง เปิดที่ไหล่ขวาข้างเดียว ท่อน ล่างนุ่งสบงสีเหลืองและเดินด้วยเท้าเปล่า”

แม้กัมพูชาจะตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสเกือบ 100 ปี แต่สายศรัทธาในพระพุทธศาสนามิขาดตอน หากยังไหวเต้นอยู่ในทุกๆอณูความเชื่อถือ สืบมาสมัยเขมรแดงเข้าปกครองระหว่าง พ.ศ.2518-2522 แม้จะมีการล้มล้างทุกๆศาสนา แต่พระภิกษุสงฆ์ก็ยังยืนหยัดอยู่ และฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว หลังการปลดปล่อย

ช่วงเขมรแดงปกครอง พระภิกษุสงฆ์เอาตัวรอดมาได้อย่างไร สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (สมเด็จเทพวงศ์) สังฆราชแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา บอกว่า สมัยนั้นท่านเป็นพระอยู่เมืองเสียมเรียบ เขมรแดงจับไปทุบหมายฆ่าทิ้ง แต่ปรากฏว่าฟื้นขึ้นมาได้ แรกๆร่างกายตายไปครึ่งซีก ต่อมา
ก็ค่อยๆดีขึ้น

ความเป็นอยู่ของพระสมัยเขมรแดง ท่านบอกว่าไม่มีพระสงฆ์ใดห่มผ้าเหลือง เนื่องจากห่มผ้าเหลืองให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเห็นไม่ได้ จึง
ต้องอธิษฐานจิตเป็นพระ และปฏิบัติตัวเหมือนคนทั่วไป การกระทำของเขมรแดงที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่าต้องให้อภัย แผ่เมตตา และอโหสิกรรม

หลังฟื้นขึ้นมา ท่านตั้งใจมุ่งเรียนรู้ทางธรรม สร้างวัดวาอาราม เดินในทางกุศล ครั้นเขมรแดงหมดอำนาจ สมเด็จฮุน เซน ได้เข้ามาช่วยเหลือ อุปถัมภ์ในการฟื้นฟูศาสนามากมาย “เรื่องที่ผ่านมาแล้วอย่าไปรื้อฟื้นมาอีก ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ต้องทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม”

เมื่อถามเรื่องคาถาอาคมในสังคมกัมพูชา ท่านบอกว่า พราหมณ์กับพุทธในกัมพูชาไม่สามารถแยกจากกันได้ เพราะพราหมณ์และพุทธเดินคู่กันมานานแล้ว ถ้าแยกออกจากกันอาจจะพังลงมาทันทีเลยก็ได้ ไม่ว่าจะทำพิธีอะไรในกัมพูชาก็มีพราหมณ์ปนเข้ามาเสมอๆ แต่ความสำคัญในการนับถือศาสนามิใช่อยู่ที่อะไรเป็นพุทธ เป็นพราหมณ์ แต่อยู่ที่พระธรรมในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มี 84,000 พระธรรมขันธ์ “ใครรู้อะไรก็ทำไป แต่หลักๆ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเราไม่มีศีล ไม่เกิดสมาธิ ปัญญาก็จะไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านฝากไว้กับพระอานนท์ว่า ถ้าปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ เราทุกคนต้องพิจารณาดู”

ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง การเกิด การเสื่อมเป็นเรื่องธรรมดา สาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมท่านบอกว่า “มีคนเอาพระพุทธเจ้าไปเป็นอาชีพ ไปทำมิดีมิร้าย เป็นพุทธพาณิชย์ ค้าขายพระ เป็นต้น ในกัมพูชาไม่มีพระเครื่อง ไม่มีใครเอาพระเป็นอาชีพ ยึดพระเป็นของค้าขาย ไม่มีการสร้างพระให้โยมบูชา การทำอย่างนั้นเหมือนขายพ่อตัวเอง ไม่เจริญ”

ชาวพุทธในสุวรรณภูมิ เราเกิดมาในโลกเดียวกัน “ไม่ว่าจะชาติไหนก็ประสานงานกันได้ เราเหมือนลูกพระพุทธเจ้าที่ต้องรักกัน สามัคคีกัน เพื่อความสงบสุข เรื่องอนาคตเรายังมองไม่เห็น ปัจจุบันต้องทำให้ดีก่อน อย่าไปกังวลกับมัน พระพุทธเจ้าท่านแนะทางให้ เราต้องเลือกเดินเอาเอง ว่าจะเลือกเป็นเสือหรือเป็นนกกระเรียน”

พระอุง บุนเจี๊ยด วัดอุณาโลม กรุงพนมเปญ บวชพระมากว่า 20 พรรษา ท่านบอกว่า แรกๆ ขอโยมบวชสามเณรแทนคุณพ่อแม่แค่ 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้วก็ขออยู่ต่อ เมื่อโยมอนุญาตก็งานเข้าทันที เพราะเจ้าอาวาสขอให้แสดงพระธรรมเทศนา

ทั้งๆที่เตรียมตัวไว้เป็นอย่างดี แค่ตั้งนะโมครั้งแรกธรรมาสน์ก็สั่นเหมือนองค์ลง มองไปทางไหนก็เห็นแต่โยมที่รู้จักกันทั้งนั้น ทำให้เกิดความประหม่า ถึงกระนั้นก็ประคองเทศนาไปจนจบ ต่อมาได้เข้ามาเรียนในเมืองไทย จำพรรษาอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว เข้าๆ ออกๆ จนกระทั่งทำหนังสือเดินทางเข้ามาเรียนอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามถึงพระภิกษุกัมพูชาที่มาเรียนในประเทศไทย ท่านบอกว่า ส่วนใหญ่มาเรียนกันที่ มจร.นอกจากนั้นกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆรวมแล้วประมาณ 1,000 รูป สาเหตุที่พระกัมพูชาเข้ามาเรียนในไทยเพราะมองว่า เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยเปิดให้เรียนหลายสาขา จะเลือกเรียนสายพุทธศาสนาไปเลยก็ได้ จะเลือกเรียนสายเกี่ยวกับทางโลกก็ดี และที่สำคัญมีความสะดวกสบายในการศึกษา บิณฑบาตง่าย สะดวกในการเลี้ยงชีวิต

เรื่องมนต์ดำในประเทศกัมพูชา ท่านบอกว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มี แต่พระภิกษุสงฆ์จำนวนน้อยที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ทั้งประเทศไม่น่าจะเกิน 10 วัด สิ่งที่ทำคือ สัก เสก เขียนยันต์ ทำตะกรุด รดน้ำมนต์ และดูดวง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่คู่กับชาวกัมพูชามานาน

สำหรับความเชื่อเรื่องมนต์ดำ ทำของใส่กัน “บางคนก็ยังมีความเชื่ออยู่ แต่ก็มีพระส่วนใหญ่เทศนาเน้นไม่ให้ยึดถือในสิ่งเหล่านั้น พระเครื่องในกัมพูชาไม่ค่อยทำกัน ทำกันเพียงผ้ายันต์ ตะกรุด ของบางอย่างชาวบ้านนำมาให้ปลุกเสกเอาเอง ให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ จะให้ลงทุนสร้างเป็นของขลังไม่มี”

พร้อมชี้ให้เห็นว่า “เราเป็นพราหมณ์มาก่อน คล้ายเป็นธรรมเนียม มา ปัจจุบันก็เหลือน้อยเพราะพุทธเจริญ ทำให้บทบาทพราหมณ์ลดลง แต่ยังไม่หมด ส่วนคนทั่วไปก็มีที่เรียนมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตกทอดกันมา”

พลางบอกว่า การบวชพระของชาวกัมพูชาต่างจากประเทศไทยตรงที่เมื่อบวชแล้วจะต้องอยู่นาน หรือบวชไม่สึก ยกเว้นบวชแก้บน บวชหน้าไฟ ไม่ได้บวชตามธรรมเนียมเหมือนประเทศไทย เมื่อบวชแล้ว นอกจากเรียนรู้พระธรรมวินัย หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังช่วยเหลือญาติโยมเมื่อมีปัญหา เช่น น้ำท่วม พระผู้ใหญ่มักระดมข้าวสารอาหารแห้งออกไปช่วยญาติโยม

เมื่อถามถึงพระกับการเมืองได้คำตอบว่า พระกัมพูชาลงคะแนนเลือก ส.ส.ได้ แต่เป็นหัวคะแนนออกไปช่วยหาเสียงไม่ได้ “ถ้าโยมมาปรึกษาก็ให้ความรู้ไป การไปนำหน้าจะทำให้ญาติโยมไม่เลื่อมใสศรัทธา อาจทำให้พุทธศาสนามัวหมองได้”

พระธรรมโฆษาจารย์ (ฆี สุวรรณรัตนา) วัดมงคลชัย กรุงพนมเปญ บวชมา 23 พรรษา เดิมเป็นชาวจังหวัดกัมปงธม เริ่มบวชสามเณร บวชแล้วก็อยากเรียนรู้ทางธรรมต่อจึงเข้าไปศึกษาที่กรุงพนมเปญ ก่อนไปเรียนปริญญาตรีและโทที่ศรีลังกา แล้วไปต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย โดยเลือกทำวิทยานิพนธ์หัวข้อการเปรียบเทียบการศึกษาสงฆ์กัมพูชากับศรีลังกา

ท่านสุวรรณรัตนาพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เพราะเรียนจากพระไทยที่ประเทศศรีลังกา โดยเรียนจากการพูดคุยและซื้อหนังสือมาอ่าน เมื่อกลับมาเป็นอาจารย์สอนพระสงฆ์ในกัมพูชาก็ได้ติดต่อญาติโยมคนไทยอยู่บ่อยๆ ท่านบอกว่า กัมพูชามีสถาบันการศึกษาพระสงฆ์เพียง 2 แห่ง นักศึกษาประมาณ 1,500 รูป การดำเนินการเรียนการสอน รัฐบาลเป็นผู้จ่ายทั้งหมด นักศึกษาที่เรียนมีทั้งเรียนเพื่อสึกออกไปทำงาน และเรียนเพื่อออกไปเป็นเจ้าอาวาสในต่างจังหวัด และเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือ

ข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์กัมพูชา ท่านบอกว่าบิณฑบาตเหมือนพระไทย แต่ในเมืองส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยได้ออกเพราะมีโยมมาทำถวายที่วัด งานนิมนต์ต่างๆ มีทั้งทำบุญบ้านใหม่ แต่งงาน และทำบุญในวันสำคัญทางศาสนาเหมือนกับไทย

ปัจจุบันชาวกัมพูชากว่า 90 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ วัดวาอารามสร้างทดแทนที่ถูกทำลาย พร้อมๆกับสร้างพระธรรมทูตส่องใจให้พุทธศาสนิกชน.