วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชุมแบบครม. ทุกอังคาร คสช.บริหารรัฐฯ

มีเป้าหมายแก้ค่าครองชีพ ล้างอภิสิทธิ์ในการบินไทย ไม่ให้‘บอร์ด’บินฟรีอีกแล้ว

“ประยุทธ์” เรียก คสช.ชุดใหญ่ประชุมนัดแรก วางกรอบบริหารงานเหมือน ครม. 13 มิ.ย. แจงแผนเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ 57 พ่วงกรอบงบฯ 58 โยก “กิตติพงษ์” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ฉายตัวอย่างคุมงบรั่วไหล ยกเลิกตั๋วบินฟรีบอร์ดบินไทย คิวต่อไปรัฐวิสาหกิจอื่น สั่งเฉียบให้เร่งแก้ปากท้อง บัวแก้วโต้ทันควันบนเวทีสิทธิมนุษยชน ขอเวลาไทยตั้งหลักประชาธิปไตย ป.ป.ช.ยกเครื่องแก้ ก.ม.ปราบโกง กกต.เร่งสาง 58 คำร้องค้านเลือกตั้ง ขู่ “ยิ่งลักษณ์” ยังมีความเสี่ยงสูง พท.เอาบ้าง “ปึ้ง” โผล่ขอยุติธรรม-เลือกตั้งเร็ว “กุสุมาลวตี” ชงโมเดลเลือกตรงนายกฯดันเลิกทาสปลดแอกระบบพรรค “ปู” ขอความเป็นธรรมจำนำข้าว ตื๊อขอไต่สวนพยานเพิ่ม 8 ปาก “ปานเทพ” ยันให้สิทธิแก้ต่างเต็มที่

จากความมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาชาติให้คลี่คลายโดยเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันจากรอบด้าน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เรียกประชุม คสช.ชุดใหญ่นัดแรก เดินหน้าสะสางปัญหาที่คั่งค้าง วางกรอบการบริหารงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรี

“บิ๊กตู่” เรียกประชุมชุดใหญ่นัดแรก

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 มิ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม คสช. ครั้งที่ 1/2557 โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รองหัวหน้า คสช. กำกับดูแลงานฝ่ายความมั่นคงและต่างประเทศ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. รองหัวหน้า คสช. กำกับดูแลงานด้านสังคมจิตวิทยา พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้า คสช. กำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. รองหัวหน้า คสช. หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคสช. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้ารับผิดชอบฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

โยกปลัด ยธ.นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม คสช. ครั้งที่ 1/2557 ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งโยกย้ายนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ตามที่นายกิตติพงษ์ประสงค์ขอโยกย้ายเพื่อไปขับเคลื่อนการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติที่เป็นกรรมการอยู่ และมีมติให้นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่ปลัด กระทรวงยุติธรรมแทน ทั้งนี้ นายกิตติพงษ์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมครบ 4 ปี และได้รับพิจารณาให้ต่ออายุการดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี และครบกำหนดไปแล้วเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมต้องแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทน และตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งนักบริหารระดับสูงเท่ากัน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เคยมีมติโยกย้ายนายกิตติพงษ์แล้ว แต่เรื่องอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน

วางกรอบบริหารงานเหมือน ครม.

นายอำพนกล่าวว่า จากนี้ทุกวันอังคารจะมีการประชุม คสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ปรับกลไกงานราชการเป็นหลักที่ยึดโยงคล้ายการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีเลขาธิการ สลค. และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการ คสช. ทำหน้าที่ร่วมกัน มีสำนักงบประมาณ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่ คสช. แต่งตั้งเข้าร่วมประชุม โดยโครงการหรือแผนงานในส่วนที่หัวหน้า คสช.แบ่งแยกไว้แล้ว ทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร่างระเบียบกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องก่อนจะสั่งการส่วนราชการ จะต้องผ่านมายัง คสช.ด้วย รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยวันที่ 13 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์จะชี้แจงแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 และกรอบงบประมาณปี 58 ให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง รับทราบที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีฯ

ฉายตัวอย่างยกเลิกตั๋วบินฟรี

นายอำพนกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ใส่ข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอดำเนินโครงการจัดหาเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องของบริษัท และการค้ำประกันสำหรับการจัดหาเงินกู้ เพื่อชำระค่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ER นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ไปทบทวนสิทธิประโยชน์ต่างๆของรัฐวิสาหกิจ โดยเริ่มจากบริษัทการบินไทย ให้ตัดสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ผลตอบแทนและปันผล โดยในส่วนของการบินไทย จากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีตั๋วเครื่องบินฟรีสำหรับกรรมการบริษัทการบินไทย ถือเป็นตัวอย่างเริ่มต้น และขอให้พิจารณารัฐวิสาหกิจอื่นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกลางที่ประชุมว่า ปัญหาการบินไทยมีหลายเรื่องต้องคลี่คลายและเร่งดำเนินการ เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ ที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสังคมยอมรับได้ เพราะที่ผ่านมาคนในรัฐวิสาหกิจได้สิทธิประโยชน์มามากแล้ว

สั่งเฉียบเร่งแก้ปากท้องก่อน

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำในที่ประชุมขอให้ส่วนราชการดำเนินแผนงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน ทั้งเกษตรกรและประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ โดยเริ่มทำจากของเดิมที่มีอยู่ เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำเดิมให้ดีขึ้น สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายทาง รวมถึงอยากให้หน่วยราชการเร่งสร้างความเข้าใจตอบข้อสงสัยสังคมในทุกประเด็น เพราะที่ผ่านมาประชาชนยังได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง อันนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์เน้นกำชับต่อที่ประชุมคือ ให้หน่วยงานราชการเร่งสร้างความเข้าใจ เน้นตอบข้อสงสัยประชาชนทุกประเด็น ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานที่มีข่าวลือผ่านโซเชียลมีเดีย ขอให้เร่งชี้แจงข้อเท็จจริง ตรงประเด็น เพื่อให้ประชาชนคลายข้อสงสัย

ยึดเวที ปภ.อาเซียนแจงรัฐประหาร

พ.อ.วินธัยกล่าวอีกว่า ที่ประชุม คสช. ยังเห็นชอบให้ปรับลดวงเงินงบประมาณ 180 ล้านบาท ลงเหลือ 149 ล้านบาท ในการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ รวมถึงมีการเปลี่ยนเจ้าภาพจัดงานจากเดิมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแทน ซึ่งการจัดงานดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีตัวแทนต่างชาติตอบรับเข้าร่วม 20 กว่าประเทศทั่วโลก มีตัวแทนเข้าร่วมราว 2,000 คน และขอให้ใช้เวทีนี้ชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยให้นานาชาติได้รับทราบถึงสาเหตุในการรัฐประหาร

โต้ทันควันบนเวทีสิทธิมนุษยชน

วันเดียวกัน ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) สมัยที่ 26 นางนาวี พิเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เนื้อหาตอนหนึ่งแสดงความไม่สบายใจเกี่ยวกับการรัฐประหารในประเทศไทย รวมถึงการระงับใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน และเรียกร้องให้ฝ่ายทหารเคารพหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คณะผู้แทนไทยนำโดยนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ลุกขึ้นชี้แจงโดยเท้าความถึงการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ และสุญญากาศทางการเมืองตลอดกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น จึงนำมาซึ่งความจำเป็นที่ฝ่ายทหารต้องก้าวเข้ามาควบคุมสถานการณ์และบริหารประเทศ พร้อมระบุถึงโรดแม็ปอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปหลังการปฏิรูปประเทศ

ขอเวลาตั้งหลักประชาธิปไตย

“แม้ขณะนี้สังคมโลกอาจมีความไม่สบายใจ แต่ขอย้ำว่าไทยไม่ได้ก้าวถอยจากประชาธิปไตย เพียงแต่ต้องใช้เวลาตั้งหลัก และสร้างความปรองดอง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าและรังสรรค์ประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป สิ่งที่ไทยขอคือเวลา และขอให้ประเทศต่างๆให้การสนับสนุนไทยในช่วงเวลานี้” นายธานีกล่าว

วารสารมะกันตีโจทย์วิกฤติไทย

ทางด้านวารสารเคาเซิล ออน ฟอร์ริน รีเลชั่นส์ ของหน่วยงานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เสนอบทความวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารของไทยครั้งนี้ว่าแตกต่างจากที่ผ่านมา อาทิ การที่กองทัพทำการปราบปรามกระแสต่อต้านอย่างหนัก หรือความพยายามสร้างให้ตัวเองเป็นสถาบันในอุดมคติ ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ไปจนถึงการกำหนดกรอบเวลาคืนอำนาจสู่ประชาชนที่ใช้เวลานาน ทั้งยังไม่ชัดเจน การพยายามควบคุมเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการเรียกสื่อมวลชน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว เข้าไปอบรมความคิดแบบเก่าๆ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการรัฐประหารครั้งนี้

มิอาจเปลี่ยนแปลงความคิดของขั้วขัดแย้งทางการเมืองได้ ซ้ำร้ายมีโอกาสยิ่งทำให้แตกแยกกว่าเดิม เพราะท้ายสุดแล้วทางออกของวิกฤติในประเทศไทย อยู่ที่ว่าขั้วขัดแย้งจะประนีประนอมกันได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งรวมถึงการที่ชนชั้นสูงยอมสละอำนาจทางการเมืองบางส่วน ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่ต้องเคารพทั้งกฎหมายและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย

23 ทูต–กงสุลไทยถกวงในแก้เกม

เมื่อเวลา 19.00 น. ที่โรงแรม VIE เชิงสะพานหัวช้าง กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเป็นการภายใน มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม โดยมีคณะเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำ การใน 17 ประเทศ รวม 23 คน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยียม อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึง 1 เขตปกครองพิเศษ คือ ฮ่องกง เข้าร่วมประชุม ซึ่งจัดขึ้นเป็นการภายในเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะประชุมร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ บก.ทบ. เวลา 10.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.นี้ เพื่อรายงานผลการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความเห็น ทบทวน และกำหนดท่าทีของไทยเพิ่มเติมและเสริมการดำเนินการบางส่วนในด้านยุทธศาสตร์ การต่างประเทศกับประเทศนั้นๆ

ปลัด กต.ย้ำต่างชาติเข้าใจมากขึ้น

โดยนายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า เป็นการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย จำนวน 23 คน ที่ประจำการใน 17 ประเทศ โดยเลือกเฉพาะประเทศที่มีความสำคัญ และแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในไทยเป็นพิเศษ ถือเป็นการซักซ้อมเพื่อชี้แจงและรับฟังข้อกังวลต่างๆ ของต่างประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ ส่วนการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ที่ประเทศเมียนมาร์ พบว่าต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยดีขึ้น และเริ่มมองแผนในอนาคตของไทยร่วมกันตามโรดแม็ป 3 ขั้นตอน ที่จะนำไปสู่การปรองดองเพื่อการปฏิรูปแล้วนำไปยังประชาธิปไตยที่ยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศต้องให้ข้อมูลเป็นระยะๆ

ป.ป.ช.ยกเครื่องแก้ ก.ม.ปราบโกง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปการทำงานของ ป.ป.ช. ตามนโยบายของ คสช.ที่มอบแนวทางปฏิรูปแก่องค์กรอิสระ 7 แห่ง ซึ่ง ป.ป.ช.เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ทำงานตามหน้าที่ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช.ยังอยู่ เพื่อเดินหน้าทำงานปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.อาจเสนอแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น อาทิ เรื่องการไต่สวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจหน้าที่ในการทำงานอย่างถูกต้อง ยุติธรรม ขณะนี้การทำงานของ ป.ป.ช.กับองค์กรอิสระทั้งหมด มีการประชุมร่วมกันและทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้งหมด

กกต.ถกรับ คสช.คืนอำนาจ

อีกด้านเวลา 16.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุม กกต.ได้หารือถึงประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กลับมามีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไป ซึ่งที่ประชุมก็รับทราบและพร้อมที่จะดำเนินการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะ ส่วนที่ไม่ขัดกับคำสั่งหรือประกาศของ คสช. อาทิ เรื่องธุรการหรือการสอบสวนสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และสำนวนคำร้องต่างๆ ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งต่อไป เพียงแต่รอ คสช.ตอบกลับมาว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร

เร่งสางคดีเลือกตั้ง 58 คำร้อง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนสำนักงาน กกต. เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ที่ขณะนี้มีคำร้องทั้งหมดรวม 58 คำร้อง แบ่งเป็นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. 29 สำนวน และคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ว. 29 สำนวน ที่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิทางการเมืองของผู้สมัคร การดำเนินคดีอาญาต่อตัวผู้สมัครหรือผู้สนับสนุน การยุบพรรค คาดว่าสามารถนำรายละเอียดเข้าหารือที่ประชุม กกต.ได้ภายในสัปดาห์หน้า เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวรายวัน จะถือเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่ นายสมชัยตอบว่า คำว่ากิจกรรมทางการเมือง สามารถตีความได้ทั้งแบบแคบและแบบกว้าง เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องประเมินเองว่าอะไรทำได้บ้าง หากมีผู้ร้องเข้ามานายทะเบียนพรรคการเมืองก็ต้องดำเนินการ แต่หากไม่มีคนร้องก็สามารถหยิบมาดำเนินการเองได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่ชัดแจ้ง ไม่เช่นนั้นจะถูกข้อครหาได้

ชี้ “ยิ่งลักษณ์” ยังมีความเสี่ยงสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น มี 2 คำร้อง ได้แก่ คำร้องกรณีลงพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ โดยใช้ทรัพยากรของรัฐ และคำร้องกรณีไปงานศพ และมอบเงินให้แก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์การปะทะกันที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในวันรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

“ปึ้ง” โผล่ขอยุติธรรม–เลือกตั้งเร็ว

ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า หลังมีประกาศ คสช. ให้ พ.ร.บ.พรรคการเมืองยังคงมีอยู่ เท่ากับตอนนี้ยังมีพรรคเพื่อไทยอยู่ ตนจึงถือโอกาสเข้ามาเยี่ยมพรรค แต่ยังไม่สามารถประชุมหรือทำกิจกรรมอะไรได้ ยังดีที่ยังมีพรรคอยู่ หากยกเลิก พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็ต้องตั้งพรรคใหม่ หาสมาชิกพรรคใหม่อีก ส่วนสถานการณ์หลังจากนี้ต้องคอยติดตามดูธรรมนูญชั่วคราวจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่อยากจะฝากคืออยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว หากเลือกตั้งเร็วเท่าไหร่จะเป็นผลดีต่อประเทศมากเท่านั้น หากมีสภาปฏิรูปก็อยากให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เรื่องหลักๆที่ควรดำเนินการคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องกระบวนการยุติธรรม องค์กรด้านยุติธรรมจะต้องมีความเป็นธรรมที่แท้จริง เรื่องความแตกแยกในสังคมก็ต้องทำให้ดี ส่วนแนวทางการสลายสีเสื้อนั้นต้องเป็นธรรม เป็นกลาง

พท.ชงโมเดลเลือกตรงนายกฯ
นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางการพัฒนาการเมืองและพรรคการเมืองเพื่อประชาชน ต่อวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ในฐานะเป็นนักศึกษาอยู่ เนื่องจาก คสช.ได้ขอความร่วมมือ วปอ.ให้เป็นคลังสมองเพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติในด้านต่างๆ โดยตนเสนอในฐานะนักการเมืองที่คลุกคลีในวงการกว่า 10 ปี เห็นว่าแนวทางการพัฒนาการเมืองรูปแบบใหม่ ควรมีนายรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยแยกส่วนการบริหารและนิติบัญญัติออกจากกันอย่างชัดเจน แยกเป็นการเลือกฝ่ายบริหาร กับเลือก ส.ส. ซึ่งจะทำให้ได้ผู้นำที่ดีอย่างแท้จริง ไม่เคลือบแคลงว่าเป็นคนของใคร เช่นเดียวกับตำแหน่งรัฐมนตรี ให้ประชาชนเลือกโดยตรงในตำแหน่งของกระทรวงนั้นๆ เพื่อได้คนที่ตรงสเป็ก ไม่ใช่ใครก็ได้ที่นายกฯเลือกเข้ามา

ดันเลิกทาสปลดแอกระบบพรรค

นางกุสุมาลวตีกล่าวว่า อีกเรื่องที่เสนอ คือ ระบบพรรคการเมือง ต้องทำการลดทอนอำนาจเจ้าของพรรคนายทุน ตามระบบอุปถัมภ์การเมืองไทย ทำให้พรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ควรมีข้อบังคับพรรคให้ชัดเจนว่า สมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. ทำหน้าที่ในสภา จะมีเอกสิทธิ์ในการลงมติเรื่องใดๆ โดยที่พรรคไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ ขณะเดียวกันตำแหน่งคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการงบประมาณ ควรให้ ส.ส.เลือกกันเอง ไม่ใช่เลือกตามมติพรรค หรือคำสั่งของใคร รวมถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจะสังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคก็ได้ เพราะคนดีคนเก่งบางครั้งเมื่อผู้ใหญ่ในพรรคสั่งไม่ได้ อาจไม่ส่งลงสมัคร หากเป็นอิสระก็สามารถเข้าสู่การเมืองได้

“ปู” ขอความเป็นธรรมจำนำข้าว

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าว เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนพยานหลักฐานใน 3 ประเด็น และขอให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติม 8 ปาก โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า 3 ประเด็นหลักที่ขอให้ไต่สวนจนสิ้นกระแสความก่อนสรุปสำนวน ได้แก่ 1.เรื่องสต๊อกข้าว 2.97 ล้านตัน ที่ยังมีข้อโต้แย้งระหว่างคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อยืนยันว่าข้าว 2.97 ล้านตันไม่ได้หายจากสต๊อก 2.การคิดค่าเสื่อมสภาพข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ กับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

บี้สอบตัวเลขเจ๊งข้าวให้ชัดเจน

นายนรวิชญ์กล่าวว่า 3.การคำนวณความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีใช้หลักเกณฑ์การประมาณผลการขาดทุนในการปิดบัญชีโครงการไม่ถูกต้อง จนเกิดความแตกต่างเรื่องการประมาณการขาดทุนถึง 172,933 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นเป็นสาระสำคัญ และยังไม่มีการไต่สวนให้สิ้นกระแสความ จึงอยากให้ ป.ป.ช.ไต่สวนให้สิ้นกระแสความก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุจริตและเพิกเฉยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่เป็นความจริง

ตื๊อขอไต่สวนพยานเพิ่ม 8 ปาก

นายนรวิชญ์กล่าวว่า นอกจากนี้ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีก 8 ปาก ได้แก่ 1.นายชนุตร์–ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผอ.องค์การคลังสินค้า 2.นายประกอบ รัตนภักดี หัวหน้ากองธุรกิจข้าว ในฐานะทำการแทน ผอ.อ.ต.ก. 3.นายสมชัย สัจจพงษ์ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) 4.นายพชร อนันตศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาการเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และรองประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 5.นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด 6.นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี 7.นายถวิล พึ่งมา ประธานคณะทำงานพิจารณากำหนดกรอบคุณภาพและกลไกราคาตามสภาพข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 8.นายพิชัย ชุณหวชิร นักบัญชีอิสระ

โต้ไม่มีเจตนาพิเศษทำทุจริต

นายนรวิชญ์กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังขอความเป็นธรรมต่อ ป.ป.ช.ด้วยว่า การจะกล่าวหาบุคคลใดทางคดีอาญา ต้องคำนึงว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาพิเศษในการกระทำผิดทางอาญาหรือไม่ เพราะการกระทำที่ผ่านมาในโครงการจำนำข้าว เป็นการทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ถือเป็นการกระทำเชิงบริหาร ไม่ถือว่ามีเจตนาพิเศษในการทำผิดทางอาญา หากไปยุติโครงการจำนำข้าวตามข้อเสนอของ ป.ป.ช. จะเป็นการทำผิดต่อกฎหมายเสียเอง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวมีเจตนาดี มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้มีส่วนร่วมหรือสมยอมในการทุจริต จึงขอความเป็นธรรมต่อป.ป.ช.ด้วย

“ปานเทพ” ยันให้สิทธิเต็มที่

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับทราบรายงานผลการไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 4 ปาก แต่ล่าสุดทีมทนายความอดีตนายกฯ ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีก 8 ปาก จึงจะนำไปพิจารณาในวันที่ 12 มิ.ย.ว่าจะอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานทั้ง 8 ปากหรือไม่ หากเป็นรายชื่อพยานปากเดิมที่ ป.ป.ช.เคยมีมติไม่อนุญาตไปแล้ว ก็คงไม่อนุญาตให้นำมาเป็นพยานได้ แต่หากเป็นพยานรายใหม่ ก็จะพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องสอบปากคำเพิ่มหรือไม่ หากคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนพยานเพิ่มเติมแล้ว ขั้นตอนต่อไปองค์คณะไต่สวนจะพิจารณาว่า สำนวนคดีดังกล่าวมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะลงมติได้หรือยัง ถ้าเห็นว่าเพียงพอแล้วก็ส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติต่อไป แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาจะเป็นเมื่อใด แต่ ป.ป.ช.พร้อมให้ความเป็นธรรมเต็มที่ แม้จะใช้เวลานานหน่อย

วางกรอบสอบ 5 อดีตรัฐมนตรี

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอดีต 5 รัฐมนตรี รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ที่มีนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบ จะประชุมนัดแรกเพื่อวางกรอบแนวทางการทำงานในการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลทั้ง 5 ราย

“วรงค์” ชี้เป้าเจาะกระสอบเจอของดี

วันเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ส่วนตัวว่า ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีกองข้าวถล่ม โกดังตั้งอยู่ที่โกดังทิพย์อารีย์ เลขที่ 22 หมู่ 6 ต.นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าการที่กองข้าวล้มอย่างนี้ เท่ากับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยรื้อกองข้าวให้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ คสช. ส่งทหารและคนที่มีความรู้เรื่องข้าว รื้อกองออกอีกเล็กน้อยเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์รื้อให้อยู่แล้ว เจาะกระสอบลูกล่างๆก็จะเจอของดี ต้องรีบไปตรวจก่อนไฟจะไหม้โกดัง

มทบ.22 ลุยเช็กสต๊อกข้าวอุบลฯ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.อุบลราชธานี พ.อ.สันติพล หล่อประเสริฐ รอง ผบ.มทบ.22 อุบลราชธานี น.ส.ปาริชาติ วงศ์พันเทา การค้าภายในจังหวัดอุบลราชธานี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการตรวจโกดังข้าวตามโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล โดย พ.อ.สันติพลกล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะลงไปตรวจปริมาณและคุณภาพข้าวที่มีการเก็บรักษาไว้ตามโกดังต่างๆในโครงการจำนำข้าว จะรื้อตรวจสอบอย่างละเอียดทุกกระสอบ รวมทั้งตรวจเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของข้าวในโครงการ

ด้าน น.ส.ปาริชาติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้

เพื่อรวบรวมข้อมูลรอการตรวจสต๊อก หลัง คสช.มีความสงสัยกรณีมีกระแสข่าวข้าวหายไปจากระบบกว่า 2.9 ล้านตัน ซึ่งกระบวนตรวจสอบครั้งนี้ จะไม่เหมือนการตรวจสต๊อกที่ผ่านมา นอกจากจะตรวจนับปริมาณข้าวสารทั้ง 41 โกดัง ตามบัญชีของจังหวัดแล้ว จะมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพข้าวที่เก็บไว้ทั้งหมด เพื่อดูการเสื่อมคุณภาพด้วย

11 มิ.ย. 2557 08:04 11 มิ.ย. 2557 11:19 ไทยรัฐ