วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉลาดฟ้องดะ แต่ศาลไม่รับ

กรณียึดอำนาจ! ไม่ใช่‘ผู้เสียหาย’

“ฉลาด วรฉัตร” โผล่ศาลอาญายื่นฟ้อง “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และคณะ คสช. อีกทั้งผู้สนับสนุนรวม 27 คน ผิดฐานกบฏ ดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ กรณีทำปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ ทำให้ตัวเองเสียหายในการใช้ชีวิตปกติสุข ลั่นไม่หวั่นถูกเรียกไปรายงานตัว ท้าให้มาจับหน้ารัฐสภา ประกาศจะอดข้าวจนตายหากไม่มีนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ให้ยกฟ้อง เผยก่อนหน้าเมื่อปี 2515 “อุทัย พิมพ์ใจชน” เคยพาพวกฟ้อง “จอมพลถนอม กิตติขจร” ทำปฏิวัติปี 2514 สุดท้ายถูกผู้กุมอำนาจรัฐสมัยนั้นจับติดคุก

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. ร.ต.ฉลาด วรฉัตร นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. พอ.อ.จิระ โกมุทพงศ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม กับพวก รวม 27 คน เป็นจำเลยที่ 1-27 ในความผิดฐานกบฏ เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิด และดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 113, 83 และ 86

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 20 พ.ค.57 ถึงวันฟ้องต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันประกาศกฎอัยการศึกและประกาศปฏิวัติโดยมิชอบ ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุด โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยที่ 1-6 กลับใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฯปี 2550 ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ล้มล้างอำนาจบริหารรัฐบาลรักษาการของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ การกระทำของจำเลยที่ 1-6 จึงเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ใช้อำนาจข่มขู่กำลังทหารให้นำอาวุธสงครามที่มีไว้ป้องกันราชอาณาจักร ออกมาข่มขู่ชาวไทย นำไปใช้ในการมิชอบ เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มร่างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง เป็นการหมิ่นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การกระทำของจำเลยที่ 1-6 เพื่อให้ตนและพวกพ้องได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ส่วนจำเลยที่ 7-27 ให้การสนับสนุนจำเลยที่ 1-6 ในการกระทำผิดที่ร้ายแรง ด้วยการรับรองการประกาศกฎอัยการศึกและการปฏิวัติยึดอำนาจของปวงชนชาวไทย

การกระทำของจำเลยที่ 1-6 ทำให้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังแทรกแซงองค์การภาครัฐและเอกชน ตัดสัญญาณโทรทัศน์ เรียกประชาชนไปรายงานตัว กำจัดเสรีภาพของโจทก์ ตลอดจนห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน นำกำลังทหารไปตรึงจุดต่างๆทั่วประเทศ โยกย้ายข้าราชการ เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นการได้อำนาจที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี ทำให้ประเทศไทย ประชาชนและโจทก์ได้รับความเสียหายในการใช้ชีวิตปกติสุข ขาดเสรีภาพ ขาดการเสมอภาค ขาดภราดรภาพ ถูกจำกัดสิทธิปราศจากการใช้อำนาจอธิปไตย ประเทศขาดความน่าเชื่อถือจากนานาอารยประเทศ เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และพระมหากษัตริย์

ภายหลังยื่นคำฟ้อง ร.ต.ฉลาดกล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึก ใช้เมื่อประเทศตกอยู่ในภาวะสงคราม หรือเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และต้องประกาศในบางพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และต้องขอพระบรมราชโองการฯ แต่ทหารกลับใช้อำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกและยึดอำนาจ จึงต้องมาฟ้องร้องดำเนินคดี หากการยื่นฟ้องครั้งนี้ทำให้ถูก คสช.เรียกให้ไปรายงานตัว ตนจะไม่ไปตามหมายเรียก แต่จะไม่หลบหนี หากอยากจับกุมเชิญไปจับได้หน้ารัฐสภาที่ตนใช้เป็นที่อดอาหารประท้วงมาแล้ว 19 วัน ยืนยันว่าจะอดอาหารไปจนกว่าจะมีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน หากประเทศยังไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจะขออดอาหารไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศาลมีคำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิด เกิดขึ้นก่อนที่ คสช.จะเข้ามาควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้มีการกระทำความผิดต่อเนื่องกันมา หลังจากนั้นก็ไม่ทำให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น ศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อความผิดตามฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรถือได้ว่าเป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แม้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ แต่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ดังนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในคดีนี้ ตาม ป.วิอาญามาตรา 28 ให้ยกฟ้อง

สำหรับการฟ้องเอาผิดคณะบุคคลที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจเคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีต ส.ส.ชลบุรี ร่วมกับนายอนันต์ ภักดิ์ประไพ อดีต ส.ส.พิษณุโลก และนายบุญเกิด หิรัญคำ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ทั้งหมดสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติกับพวก รวม 17 คน ที่ก่อการปฏิวัติเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2514 ต่อศาลอาญาข้อหากบฏเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2515 บรรยายในคำฟ้องว่า จอมพลถนอมกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญประชาชนชาวไทยเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย แต่ขณะที่ฟ้อง มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฯ พ.ศ.2515 คณะผู้มีอำนาจสมัยนั้นเลยมีคำสั่งจับบุคคลทั้ง 3 มาคุมขังและสอบสวนก่อนลงโทษจำคุกทั้ง 3 คน มีนายอุทัยโดนลงโทษจำคุก 10 ปี ส่วนอีก 2 คนโดนจำคุกคนละ 7 ปี กระทั่งรัฐบาลจอมพลถนอมหมดอำนาจในวันที่ 14 ต.ค.2516 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ร่วมกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้ยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2517 ทั้ง 3 คนจึงพ้นโทษ รวมเวลาถูกขังประมาณ 22 เดือน

11 มิ.ย. 2557 07:56 ไทยรัฐ