วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรับแผนลดใช้ไฟทั่วไทย 10% พลังงานยุคใหม่ขานรับนโยบายรัดเข็มขัด

พลังงานสั่ง 76 จังหวัดจัดทำแผนลดใช้ไฟฟ้าปลุก 20 ล้านครัวเรือนปรับพฤติกรรมลดใช้ไฟให้ได้ 10% ในปีนี้ ประสานแม่ทัพภาค 4 ช่วยแจงคนใต้รับมือแหล่งก๊าซเจดีเอหยุดจ่ายก๊าซช่วงบอลโลก ลุ้น คสช.เปิดมิติใหม่เจรจาพัฒนาแหล่งพลังงานพื้นที่ทับซ้อนไทย–กัมพูชา หลังปลอดการเมืองชักใย

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในปีนี้กระทรวงพลังงานจะดำเนินโครงการรณรงค์ประหยัดพลังงานในภาคครัวเรือนอย่างเข้มข้น จึงได้สั่งการให้สำนักงานพลังงานทั้ง 76 จังหวัดจัดทำแผนและกลยุทธ์กระตุ้นให้ประชาชนในจังหวัดลดการใช้ไฟฟ้าลงทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการลดใช้พลังงานโดยรวมลง 10% ต่อปี

“ต้องการให้แต่ละจังหวัดไปจัดทำแผนปฏิบัติงานมาให้พิจารณา และกระทรวงพลังงานจะมีการแข่งขันลดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละจังหวัด โดยขณะนี้กำลังพิจารณาแนวทางการรณรงค์ประหยัดการใช้ไฟฟ้า เพื่อทำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ไฟฟ้าและมีองค์ความรู้ด้านการผลิตไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เพราะหากทุกฝ่ายไม่ตระหนักถึงคุณค่าพลังงานไทยอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนได้”

สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ ระหว่างวันที่ 13มิ.ย.-10 ก.ค.นี้ รวม 28 วัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยได้ประสานขอความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมและประชาชนในพื้นที่

ล่าสุดได้ประสานไปยัง พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อขอให้กองทัพภาคที่ 4 ประสานทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เพื่อร่วมลดใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ระหว่าง 18.30-22.30 น. ซึ่งล่าสุดแม่ทัพภาค 4 ได้ลงพื้นที่และทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนต่างๆในเบื้องต้นแล้ว

นายสุเทพกล่าวว่า ล่าสุดบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งให้ทราบว่าในช่วงของการหยุดจ่ายก๊าซฯจากแหล่งเจดีเออาจทำให้ปริมาณเอ็นจีวีในภาคใต้ขาดแคลนในบางช่วงเวลา เพราะ ปตท.ต้องขนส่งผ่านรถบรรทุกจากพื้นที่อื่นๆลงไป โดยจะทำการขนส่งได้วันละ 110 ตัน จากความต้องการใช้ในพื้นที่วันละ 190 ตัน จึงอยากขอให้ประชาชนที่ใช้รถยนต์บางส่วนหันไปใช้น้ำมันแทน เพื่อรักษาปริมาณเอ็นจีวีที่ขนลงไปในในพื้นที่ไว้สำหรับรถบรรทุกขนส่งสินค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีความพยายามผลักดันแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานจากหลายกลุ่มไปยัง คสช. ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่าอยากให้รัฐบาลเฉพาะกิจ คสช.เดินหน้าทำเรื่องสำคัญนั่นคือ การเจรจาหาทางพัฒนาแหล่งสัมปทานบนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ที่คาราคาซังมานาน เพื่อแสวงหาความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

“ที่ผ่านมาการเจรจาผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนถูกนำไปพ่วงกับกรณีความขัดแย้งปราสาทพระวิหารและยังถูกโยงว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การเจรจาหยุดชะงักไป เมื่อ คสช.ก้าวขึ้นมาก็น่าจะใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาผ่านที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา (GCB) และคณะกรรมการร่วม JTC ซึ่งเชื่อว่าด้วยเป้าหมายของ คสช.นั้น จะสามารถเจรจาเรื่องดังกล่าว โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่มีกลุ่มการเมืองแอบแฝง ซึ่งหากเริ่มเจรจาวันนี้ ก็คาดว่าจะใช้เวลาร่วม 10 ปีกว่าจะพัฒนาผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนได้”.