วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
11 มิ.ย. 2557 05:01 น.
เคลียร์ปม เกาะกูด กับปัญหาเขตทะเล

เคลียร์ปม เกาะกูด กับปัญหาเขตทะเล

โดย
11 มิ.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

กวีพล - ทรงชัย

ปัญหา เขตแดนเป็นเรื่องอ่อนไหวทั้งต่อประเทศเพื่อนบ้าน และคนไทยด้วยกันเอง

พื้นที่เกาะกูด ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.เกาะกูด จังหวัดตราด มักปรากฏข่าวลือว่าจะเป็นของประเทศเพื่อนบ้านอยู่เนืองๆ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประกาศในงานสัมมนา ณ มหาวิทยาลัยบูรพา ว่า เป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะในหนังสือสัญญาระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2450 สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ระบุไว้ชัดเจน

“รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายแลเมืองตราดกับเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม...”

เกาะกูดเป็นเขตแดนทางทะเล ไม่ว่าเขตแดนทางบกจะผันแปรไปอย่างไร เขตแดนทางทะเลก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เรื่องนี้พลเรือเอกถนอม เจริญลาภ เคยอธิบายไว้ว่า “เขตแดนทางบกกับเขตแดนทางทะเลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นคนละยุคสมัย และใช้ที่มาคนละหลักการ”

เขตแดนทางบกของไทยกับกัมพูชาเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1904-1907 ตามสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศส เวลานั้นเขตแดนทางทะเลยังไม่มีกฎหมาย รัฐมีสิทธิ์ประกาศเขตของรัฐออกไปได้เป็นอำนาจอธิปไตยเพียง 3 ไมล์

ส่วนเขตแดนทางทะเลทั้งโลก เพิ่งมาปฏิสนธิเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 องค์การสันนิบาตชาติพยายามจะให้มีเส้นเขตทะเลอาณาเขต เพราะแต่ละประเทศประกาศออกมาไม่เท่ากัน บางประเทศประกาศ 3 ไมล์ บางประเทศประกาศ 12 ไมล์ ขณะที่บางประเทศประกาศ 50 ไมล์ แล้วมาตกลงกันได้ที่ 3 ไมล์

สาเหตุที่ต้อง 3 ไมล์เพราะว่า สมัยนั้นปืนจากเรือยิงไปที่ฝั่งได้ประมาณ 3 ไมล์ทะเลเท่านั้น (1 ไมล์ทะเลเท่ากับ 1,852 เมตร) ต่อมาเมื่อเยอรมันมีปืนใหญ่ยิงได้ถึง 30 กม.ข้อตกลงของสันนิบาตก็เป็นอันตกไป จนกระทั่งสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เขตแดนทางทะเลจึงกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศสิทธิ์ในการแสวงหาผลประโยชน์ในไหล่ทวีป ที่ติดฝั่งของอเมริกัน เป็นสิทธิ์อธิปไตยของอเมริกา ช่วงนั้นไม่มีใครแย้งเพราะอเมริกาเพิ่งชนะสงครามมาสดๆร้อนๆ

จากนั้นมีปัญหาเรื่องการจับปลา ขนาดอังกฤษต้องส่งเรือรบเข้าไปคุมเรือจับปลาของตัวเอง ในที่สุดกรรมาธิการขององค์การสหประชาชาติได้เสนอที่ประชุมใหญ่ เมื่อ 1956 ขอให้ประชุมกันเรื่องกฎหมายทางทะเล ประชุมครั้งแรก เมื่อ 1958 ที่กรุงเจนีวา โดยมีกรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ได้รับเชิญเป็นประธานในที่ประชุม ครานั้นมีอนุสัญญาออกมา 4 ฉบับ คือ อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง อนุสัญญาว่าด้วยประมงและการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล และอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป

ไทยกับกัมพูชาจึงต้องเจรจากันเรื่อง “เขตแดนทางทะเล” ด้วยอนุสัญญาไหล่ทวีปนี้

ในอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีปมีข้อกำหนดว่า รัฐชายฝั่งมีสิทธิ์ที่จะประกาศเขตไหล่ทวีป อันหมายถึงผิวดินและใต้ผิวดินลงไปกระทั่งแนวน้ำลึก 200 เมตร แต่ยังมีข้อแม้อีก คือลึกกว่านั้นก็ได้ถ้ายังแสวงประโยชน์ได้ แต่เนื่องจากอนุสัญญาไหล่ทวีปให้ประกาศไหล่ทวีปได้ กรณีถ้ามีรัฐที่ประชิดหรือตรงกันข้ามต้องประกาศโดยตกลงระหว่างกัน ดังนั้นทำให้เกิดกรณีไทยก็ประกาศ กัมพูชาก็ประกาศโดยไม่ตกลงระหว่างกัน

อันนี้ “คือเหตุผลที่ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาและถือได้ว่าไม่สอดบทบัญญัติอนุสัญญาทั้งสองเส้น”

ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาประมาณ 26,000 ตร.กม.

การแก้ปัญหาเรื่องเขตแดนไทยกับกัมพูชามีบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก ลงวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2543 หรือเอ็มโอยู 2543 ทำในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเขตแดนทางบก และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเอ็มโอยู 2544 ทำในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเล

เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาสภาพในปัจจุบันคือ ทางบกที่มีการปักปันเขตแดนไปนานแล้วนั้น หลักเขตแดนที่ 1 เริ่มที่ช่องสงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เรื่อยมาจนถึงหลักเขตแดนที่ 73 ที่บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด หลักเขตแดน 73 หลักนั้น บางหลักถูกเคลื่อนย้าย บางหลักชำรุด และบางหลักยังหาไม่เจอ จำเป็นต้องร่วมมือกันค้นหา และปรับปรุงต่อไป

ส่วนเขตแดนทางทะเล เนื่องจากไทยกับกัมพูชาต่างประกาศเขตทับซ้อนกันอยู่ ทำให้ต้องรอการเจรจา แต่ไม่ว่าอย่างไรเกาะกูดไม่อาจเป็นของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างแน่นอน

กรณีข่าวลือนั้นนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เจ้าหน้าที่กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ บอกว่า สาเหตุของข่าวลือคงมาจากหลายสาเหตุ เป็นต้นว่าอาจไปดูแผนที่บางอย่าง หรือไปดูการประกาศเขตไหล่ทวีปที่มีการลากเส้นผ่านเกาะกูด ก็เลยไปตีความเอง อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาปี 1907 เขากำหนดไว้ชัดเจน ดังนั้นเกาะกูดเป็นของไทยโดยไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ

ส่วนอาจารย์กวีพล สว่างแผ้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายว่า การพิจารณาเกาะต่างๆต้องมีข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์เข้ามา เพื่อกำหนดให้สมเหตุสมผล ส่วนการลากเส้นเขตแดนอย่างเขตไหล่ทวีป มักพูดกันว่าทำไมกัมพูชาลากผ่านเกาะกูด เรื่องนี้เพราะว่าในแผนที่หยาบ จริงๆแล้วเส้นจะอ้อมเกาะกูดไป

เมื่อถามว่าหลักเขตแดนที่ 73 มีสิทธิ์ขยับหรือไม่ อาจารย์บอกว่า หลักที่ 73 ผ่านกาลเวลามานานจนได้เป็นวัตถุรูปธรรมแล้ว ไม่
ว่าส่วนไหนทางบกจะเลื่อนอย่างไร หลักที่ 73 ก็ไม่มีโอกาสเลื่อนได้อีก “มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่าในแผนที่ทั่วโลกมีค่าพิกัด แผนที่ทางทะเลและแผนที่ทางบกคนละฉบับ ดังนั้นเขตแดนทางทะเลไม่เกี่ยวกับทางบก”

ส่วนเรื่องน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ ยังเป็นแค่ “ความเชื่อว่ามี ยังไม่มีใครเข้าไปดูเพราะเรายังตกลงกันไม่ได้ เราต้องให้สัมปทานออกไปสำรวจ บริษัทเอกชนก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะมีค่าดำเนินคดีฟ้องร้องมากมาย แม้เราจะให้สัมปทาน แต่มันมีขั้นตอนสำรวจก่อนการขุดเจาะ เพราะฉะนั้นเรายังไม่ได้สำรวจอะไรเลย ส่วนในอ่าวไทยยกเว้นพื้นที่ทับซ้อนเราดำเนินการไปแล้ว”

ปัญหาเขตแดนทางทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน มิเพียงระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น หากยังมีประเทศอื่นๆ เป็นต้นว่า มาเลเซียกับบรูไน กัมพูชากับเวียดนาม เวียดนามกับจีน และมาเลเซียกับฟิลิปปินส์ เป็นต้น

นับเป็นปัญหาหนึ่งที่รอให้ประชาคมอาเซียนสะสาง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้