วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แกนนำแดง ร่วมปรองดอง

คสช.สั่งรื้อโครงการ งบฯนํ้า3.5แสนล้าน โพลจี้บิ๊กตู่ตอบ10ข้อ

คสช.ร่อนคำสั่งระงับงบเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท “ประยุทธ์” เรียก 20 หน่วยงานถกรื้อทบทวน “กัมปนาท” นัด 10 มิ.ย. หารือแผนงานสมานฉันท์ขีดเส้นเสร็จภายใน ส.ค. ดึงแกนนำเสื้อแดงทุกพื้นที่ร่วมเวทีปรองดอง “สวนดุสิตโพล” สำรวจความเห็นคนไทยทวงถาม “ประยุทธ์” เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาจบ-ยกเลิกเคอร์ฟิว-จะมีเลือกตั้งหรือไม่ ช่วงเวลาใด ด้าน “กรุงเทพโพล” เผยนักเศรษฐศาสตร์ฟันธง ศก.ดีขึ้นแน่ แต่เชื่อมั่นปฏิรูปสำเร็จแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ปชป.รอลุ้น รธน.ใหม่คืนสถานภาพพรรคการเมือง พท.สงบนิ่งรอดู คสช.แสดงฝีมือ ขณะที่ “ทักษิณ” ยังกบดานซุ่มเงียบ หวั่นเคลื่อนไหวทำครอบครัว-ธุรกิจเดือดร้อน “ชินวัตร” ย้ายทิ้งบ้านจันทร์ส่องหล้า ผุดอาณาจักรสุดหรูแห่งใหม่เนื้อที่ 80 ไร่ ย่านรามอินทรา ป.ป.ช.ขู่อายัดทรัพย์สิน 5 อดีต รมต.พัวพันทุจริตจำนำข้าว

กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินกระแสต่อต้านการยึดอำนาจเริ่มเบาบางลง แต่กระทรวงการต่างประเทศยังคงเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติ ขณะที่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านโพลสำนักต่างๆระบุว่า มีคำถามที่ประชาชนอยากรู้คำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช.ว่า จะใช้เวลาแก้ปัญหาบ้านเมืองนานเท่าใด และจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ ในช่วงเวลาใด

บก.ทบ.เงียบไร้ความเคลื่อนไหว

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีการเคลื่อนไหว เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้เรียกประชุม คสช.หรือคณะทำงานเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ประจำวันเหมือนเช่นทุกวันที่เคยปฏิบัติมา รวมทั้งคณะทำงานฝ่ายต่างๆก็ไม่มีการประชุม อย่างไรก็ตาม ภายใน บก.ทบ.ยังคงมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร ห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าไปภายใน บก.ทบ.อย่างเด็ดขาด โดยประตูด้านหลังเปิดให้รถเข้า-ออกได้เฉพาะในวันจันทร์-วันศุกร์ และมีการนำสุนัขทหารตรวจความเรียบร้อยรอบ บก.ทบ.ด้วย

ศปป.ดึงแกนนำแดงร่วมเวทีปรองดอง

วันเดียวกัน พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เปิดเผยว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในทุกพื้นที่ รับปากจะเข้าร่วมในเวทีปรองดองสมานฉันท์ในการพูดคุยรับฟังความคิดเห็น เพื่อเสนอแนวทางไปสู่สภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ทั้งนี้ ศปป. กำหนดลงพื้นที่ทั่วประเทศ พูดคุยตั้งแต่ระดับครอบครัว โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำประเด็นที่ได้จากการรับฟังความเห็นส่งให้สภาปฏิรูปและ สนช.ดำเนินการต่อไป

10 มิ.ย.หารือแผนสมานฉันท์

พล.ท.กัมปนาทกล่าวอีกว่า แผนงานของ ศปป.ในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ส.ค. คือการสร้างบรรยากาศให้เหมาะแก่การปรองดอง สร้างบรรยากาศให้เกิดการพูดคุยกัน การจัดกิจกรรมเวทีปรองดองที่นำดนตรี แพทย์ทหาร ไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผ่อนคลายความตึงเครียด และเปิดรับฟังความเห็นจากทุกระดับ ทุกฝ่ายมาสรุปเป็นประเด็นต่างๆ เพื่อจะนำเสนอ คสช.แยกแยะว่าประเด็นใดจะต้องส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูป ประเด็นใดที่เป็นข้อกฎหมายที่ต้องเสนอต่อ สนช. เพื่อแก้ไขปรับปรุงหรือร่างกฎหมายที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาหัวใจของการปรองดองคือ แค่การทำให้คนไทยทุกคนโดยเฉพาะคนที่มีสีได้หยุด แล้วคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นในชาติ ก็ถือว่าสำเร็จไปก้าวหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มิ.ย. จะเชิญทุกกระทรวง ทบวง กรม เพื่อมาประชุมวางแผนการทำงานด้านปรองดอง

คสช.สั่งระงับงบฯน้ำ 3.5 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีหนังสือถึงกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านน้ำของประเทศ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น ให้ระงับการดำเนินการตามแผนงานและโครงการทั้งปวง ทั้งในส่วนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ในส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและในส่วนที่อยู่ในแผนงาน โดยให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำรวบรวมข้อมูลแผนงาน โครงการ งบประมาณ ที่อยู่ในความรับผิดชอบส่งให้สำนักงานฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ภายใน บก.ทบ. อาคาร 1 ชั้น 2 ภายในวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อพิจารณาทบทวนกำหนดแนวทางที่เหมาะสม

“บิ๊กตู่” นัด 20 หน่วยงานถกทบทวน

พ.อ.วีรธัช ศรีใส ผู้ประสานงานเรื่องการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของจริงที่ออกโดย คสช.เพื่อส่งไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อให้ระงับการดำเนินการทุกอย่างในภาพรวม แต่ไม่ได้ยกเลิกโครงการตามที่สื่อออนไลน์นำเสนอไป เพื่อให้ คสช.รับทราบข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งผลักดันเดินหน้า บูรณาการทุกโครงการให้สอดคล้อง เหมาะสม คุ้มกับงบประมาณมากที่สุด ในวันที่ 9 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 หน่วยงาน มาประชุมที่ บก.ทบ.เพื่อพิจารณาว่ามีโครงการใดที่ต้องพิจารณาชี้ชัดไปเลยว่าจะให้เดินหน้าต่อ

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก คสช. กล่าวว่าก่อนหน้านี้ คสช.มีคำสั่งให้ชะลอโครงการเพื่อทบทวนรายละเอียด โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้สั่งระงับคาดว่าจะได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า

กกล.รส.จัดระเบียบรถตู้-จยย.-แท็กซี่

ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.)เชิญ บช.น. กรมการขนส่งทางบก ผู้แทนวินจักรยานยนต์ แท็กซี่ และรถตู้โดยสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมหารือรับทราบปัญหาต่างๆ ของผู้ประกอบการ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ โดยได้รับฟังปัญหาของวินจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ และรถตู้โดยสาร จากนั้นได้แจ้งปัญหา การร้องเรียนจากประชาชนเรื่องการขึ้นค่าโดยสารและการกีดขวางจราจร พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมถึงจะมีการจัดคณะกรรมการ 3 ฝ่าย เพื่อรับทราบปัญหาทั้งหมด พร้อมรับทราบแนวทางแก้ไข จากทุกหน่วย เพื่อรวบรวมเสนอให้ คสช.ดำเนินการต่อไป

สปน.เปิดช่องร้อง ขรก.ภัยมั่นคง

เมื่อเวลา 12.30 น. ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก Panadda Diskul และสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ทางไลน์กลุ่มสื่อทำเนียบว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ข้าราชการทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง นำพาความร่มเย็นเป็นสุขกลับคืนสู่ประเทศไทย เสริมสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ด้วยการไม่ทุจริตคอร์รัปชัน เป็นข้าราชการของแผ่นดินตามปรัชญาคำสอนพระราชทาน ขอความร่วมมือเพื่อนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พี่น้องกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องประชาชน แจ้งข้อมูลข่าวสารข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทางราชการ ประจำการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แสดงข้อคิดเห็น ปฏิบัติหน้าที่ทั้งต่อชาวไทยและชาวต่างประเทศในเชิงไม่สร้างสรรค์เป็นภยันตราย ไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติในบริบทเสริมสร้างสามัคคีคนในชาติ ให้สำนักนายกรัฐมนตรีทราบผ่าน WWW.1111.go.th ตู้ ปณ.1111 และสายด่วน 1111

กต.มือเป็นระวิงแจงนานาชาติ

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงแนวทางการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของไทยต่อต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ว่า นอกจากจะมอบหมายให้นายนรชิต สิงหเสนี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ชี้แจงทำความเข้าใจที่สำนักงานใหญ่ของฮิวแมนไรท์วอทช์ในนครนิวยอร์ก และการไปชี้แจงในเวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงสัปดาห์หน้า แต่ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประ-เทศได้มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงฯไปชี้แจงสถานการณ์ของไทยต่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ อยู่เป็นระยะตามที่มีพัฒนาการ โดยชี้แจงให้เห็นว่า การดำเนินการภายใต้การควบคุมอำนาจยังปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทั้งการให้สิทธิเสรีภาพต่อสื่อ และการควบคุมตัวบุคคล ในวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 10.30 น. ตนจะบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจการเยือนเวียดนาม พม่า และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ตลอดจนภารกิจต่อไปของปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ปฏิรูปสำเร็จแค่ 50%

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 31 แห่ง จำนวน 60 คน เรื่อง “ประเทศไทยบนโหมดปฏิรูป” เมื่อวันที่ 26-30 พ.ค. พบว่า ร้อยละ 65 เห็นว่า นายกรัฐมนตรีควรมีคุณสมบัติเป็นคนเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ให้ความสำคัญกับการปฏิรูป โดยร้อยละ 41.7 เห็นว่ากรอบเวลาการบริหารประเทศไม่ควรเกิน 1 ปี เรื่องที่ต้องการให้ปฏิรูปมากที่สุด ร้อยละ 41.5 คือการเมือง เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ ร้อยละ 34.5 ด้านสังคมต้องการให้ปฏิรูปการศึกษา ร้อยละ 29.6 ด้านเศรษฐกิจ ต้องการให้ปฏิรูประบบภาษี ทั้งภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ทั้งนี้มั่นใจว่าการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จร้อยละ 50 จากที่คาดหวังไว้ โดยสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์อยากบอกกับหัวหน้า คสช.ในการปฏิรูปอันดับ 1 เป็นกำลังใจให้ ขอให้อดทนมั่นคงแน่วแน่ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง อันดับ 2 ต้องเข้าใจปัญหาที่จะปฏิรูป ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง และอันดับ 3 ต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ นอกจากนี้ร้อยละ 80.0 เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น ร้อยละ 6.7 น่าจะแย่ลงอีก

อยากรู้วันแก้ปัญหาจบ-เมื่อไหร่ได้ ลต.

ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,434 คน ระหว่างวันที่ 3-7 มิ.ย. ถึงประเด็น 10 เรื่องที่ประชาชนอยากรู้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 89.34 คือจะใช้เวลานานแค่ไหนในการแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เข้าสู่ภาวะปกติและจะยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศเมื่อใด รองลงมาอันดับ 2 ร้อยละ 85.59 คือ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีจะจัดการเลือกตั้งในช่วงเวลาใด อันดับ 3 ร้อยละ 82.95 แนวทางการทำงานการปฏิรูปบ้านเมือง ทิศทางของบ้านเมืองต่อจากนี้ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีในปัจจุบัน อันดับ 4 ร้อยละ 80.33 แนวทางการแก้ปัญหาด้านพลังงานที่ราคาแพง อันดับ 5 ร้อยละ 78.32 การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในคดีต่างๆ อันดับ 6 ร้อยละ 78.11 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 77.30 แนวทางการปฏิรูปการศึกษาอันดับ 8 ร้อยละ 76.28 การช่วยเหลือดูแลเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องข้าว หนี้สินเกษตรกร อันดับ 9 ร้อยละ 75.27 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และอันดับ 10 ร้อยละ 68.25 ความในใจของคณะคสช.โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์

สื่อนอกวิจารณ์ทหารมือไม่ถึงคุม ศก.

ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคำให้สัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจชาวต่างชาติ ซึ่งแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรัฐประหาร เมื่อ 8 มิ.ย. โดยอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของนายราจิฟ บิสวา ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ประจำบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน “ไอเอชเอส” ในภูมิภาคเอเชีย ให้ความเห็นว่า รัฐบาลทหารไทยกำลังดิ้นรนจัดการระบบเศรษฐกิจในประเทศ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาขาดแคลนบุคลากรที่จะมารับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว เห็นได้จากการแต่งตั้งทหารอากาศและทหารเรือมารับผิดชอบกิจการด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นหลังรัฐประหารครั้งก่อนในไทยเมื่อปี 2549 ซึ่งคณะรัฐประหารประกาศใช้มาตรการควบคุมเงินทุนจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ขณะที่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันระบุว่าจะมีการปรับระบบการจัดเก็บภาษี การสนับสนุนบริษัทขนาดกลาง และการผลักดันโครงสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่นักลงทุนต่างชาติยังไม่แน่ใจในแผนปฏิรูปของรัฐบาลทหารมากนัก จึงอาจยังไม่มีการเคลื่อนไหวด้านการลงทุนใดๆ เพิ่มเติมในระยะเวลาอันใกล้

ถึงคิวผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯรายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายว่าบรรยากาศที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ ซึ่งเป็นสถานที่เข้ารายงานตัวของบุคคลตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจาก คสช.ไม่ได้มีคำสั่งเรียกให้บุคคลใดเข้ารายงานตัวในวันดังกล่าว เพราะหยุดทำการ 1 วัน ขณะที่ประตูด้านหน้าปิดสนิท เปิดเพียงประตูที่ใกล้กับบ้านสี่เสา เทเวศร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารดูแลรักษาความปลอดภัยตามบริเวณโดยรอบเข้มงวด อย่างไรก็ตาม วันที่ 9 มิ.ย. คสช.มีคำสั่งเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว 18 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีคดีหมิ่นสถาบันและอยู่ต่างประเทศ อาทิ นายใจลส์ ใจ อึ้งภากรณ์ นักวิชาการอิสระ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” นางฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส เป็นต้น

ทหารตั้งจุดตรวจบ้านพ่อ “จาตุรนต์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.20 น. เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธ จำนวน 20 นาย ได้นำแผงเหล็กและกรวยมากั้นตั้งเป็นจุดตรวจบริเวณทางเข้าซอยศุภกิจ 3 ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งห่างจากทางเข้าซอยไปประมาณ 50 เมตร เป็นบ้านของนายอานันต์ ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา บิดานายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ และนางฐิติมา ฉายแสง อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการตรวจจดชื่อ จดทะเบียนรถของผู้ที่เดินทางเข้าออกภายในซอยศุภกิจ 3 ทั้งหมด และช่วงเวลาดังกล่าว นายจาตุรนต์และนางฐิติมาเดินทางจากกรุงเทพฯ มาพบนายอานันต์พอดี แต่ยังไม่ทันได้เดินทางเข้าบ้าน ชาวบ้านได้เข้าร้องขอให้นายจาตุรนต์และนางฐิติมาช่วยเจรจาทหารถอนกำลังกลับไป เพราะไม่ได้รับความสะดวก เดือดร้อนจากการตั้งจุดตรวจของทหาร นางฐิติมาจึงเข้าไปเจรจาขอให้ทหารกลับไป โดยเจ้าหน้าที่ทหารยินยอมกลับไป แต่ได้ขอนางฐิติมาไม่ให้แจ้งกับสื่อเพื่อเสนอเป็นข่าวออกไป โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ถอนกำลังกลับไปในเวลา 09.00 น.

ขณะเดียวกัน นายจาตุรนต์ได้พูดคุยกับคนใกล้ชิดว่า คงห้ามไม่ให้ประชาชนมาให้กำลังใจตนเองและนางฐิติมา รวมถึงบิดาของตน ทั้งนี้เป็นการตั้งจุดตรวจครั้งแรก ภายหลังนายจาตุรนต์ได้รับการปล่อยชั่วคราว และภายหลังนางฐิติมาเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.แล้ว

ขอหมายจับ 10 คนไม่มารายงานตัว

ช่วงค่ำ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับ การกองปราบปราม กล่าวว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมสำนวนเพื่อออกหมายจับบุคคลผู้ฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย 1.นายสำราญ สายชนะ 2.นายธนเดช เอกอภิวัชร์ 3.นายอรรถชัย อนันตเมฆ 4.นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ 5.นางหน่อย แดงเป้า 6.นายณรงค์ศักดิ์ พลายอร่าม 7.น.ส.จิตรา คชเดช 8.นายพิพัฒน์ พรรณสุวรรณ์ 9.นายสิรภพ กรณ์อรุษ และ 10.นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทั้ง 10 ราย พนักงานสอบสวนได้ขอหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หมายจับมีอายุความ 10 ปี โดยศาลได้ออกหมายจับแล้ว

พท.สงบนิ่งรอดูฝีมือ คสช.

วันเดียวกัน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงนี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องระวังเรื่องการสื่อสาร เกรงว่า คสช.อาจเข้าใจผิดได้ และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า คสช.แล้ว ต้องให้เวลาให้โอกาส คสช.ทำงานไป พรรค เพื่อไทยจะหยุดการเคลื่อนไหวจนกว่าจะเห็นโรดแม็ป ของ คสช.ที่ชัดเจน หาก คสช.เชิญไปร่วมเสวนาปรองดองสมานฉันท์ก็พร้อมให้ความร่วมมือและเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในเชิงสร้างสรรค์ คณะกรรมการกิจการบริหารพรรคเพื่อไทย ยังคุยกันอยู่ รักกันดี ยิ่งมีวิกฤติทางการเมือง ยิ่งรักและห่วงใยกัน ได้แต่หวังให้บ้านเมืองสงบ และเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ส่วนจะปรับโครงสร้างภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ยังไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กรรมการบริหารพรรคต้องคุยกันเมื่อเวลาและสถานการณ์เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ พรรคก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ แต่เราจะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

“พิชัย” ค้านยุบทิ้งกองทุนน้ำมัน

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดกันมากเรื่องควรยุบหรือไม่ ควรยุบกองทุนน้ำมัน เห็นว่ากองทุนน้ำมันควรต้องมีอยู่ แต่จะต้องมีหน้าที่หลักตามจุดประสงค์เดิม คือการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันแพงก็เข้าแทรกแซง ถ้าราคาถูกก็เข้าไปเก็บ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยธุรกิจไม่เดือดร้อนกับความผันผวนของราคา และน่าจะใช้กองทุนนี้เพิ่มสำรองน้ำมันของประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีสำรองอยู่เพียงประมาณ 40 วันเท่านั้น ปัจจุบันกองทุนน้ำมันถูกใช้ในการสนับสนุนราคาพลังงานทั้งก๊าซแอลพีจีและดีเซล เมื่อเกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ดังนั้น การปรับราคาพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุนจึงจำเป็น และได้เริ่มขั้นตอนนั้นแล้วขณะดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน เพื่อไม่ให้นำกองทุนน้ำมัน มาใช้ผิดวัตถุประสงค์และไม่ยุติธรรมกับผู้ใช้น้ำมันและต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

“ทักษิณ” กบดานกลัวครอบครัวเดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ถึงความเคลื่อนไหว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า นับแต่รัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. ยังไม่มีใครได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวกับแนวทางการเคลื่อนไหวและทิศทางพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร เนื่องจากถูกฝ่ายทหารจับตาใกล้ชิด ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังรอดูสถานการณ์ ไม่ต้องการให้เป็นเป้าโจมตีทางการเมือง ที่อาจส่งผลกระทบมาถึงครอบครัวและธุรกิจในประเทศ จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กที่มักเดินทางไปหาบ่อยครั้ง ส่วนบุคคลในครอบครัวชินวัตร ยังเก็บตัวเงียบตามเซฟเฮาส์ต่างๆ ซึ่งนายพานทองแท้ คุณหญิงพจมาน แยกกันไปพักยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะที่นางพินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร แยกไปพักอีกสถานที่หนึ่ง โดยไม่ได้กลับมาพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จรัญสนิทวงศ์ 69

ผุดอาณาจักรหรูแทนจันทร์ส่องหล้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คนในครอบครัวชินวัตรมีโครงการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ แทนบ้านจันทร์ส่องหล้า ที่มีเนื้อที่จำกัด อีกทั้งใกล้แหล่งชุมชน ไม่สามารถขยายต่อเติมอะไรได้มากกว่าเดิม รวมทั้งสถานที่เข้าออกคับแคบ โดยสถานที่ก่อสร้างบ้านหลังใหม่อยู่ใกล้กับโครงการบางกอกบูเลอวาร์ด รามอินทรา ติดถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก ที่ไปได้ทั้งบางปะอินและชลบุรี เยื้องกับห้างสรรพสินค้า แฟชั่นไอส์แลนด์ ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นานก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ มีเนื้อที่ที่เตรียมไว้ก่อสร้างเกือบ 80 ไร่ สำหรับโครงการบ้านหลังใหม่ เป็นความฝัน พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ที่อยากจะมีบ้านที่เพียบพร้อมทุกอย่างทั้งตัวบ้าน ที่จะแบ่งแยกซอยออกอีกเป็นหลังๆ เพื่อใช้รับรองแขก ห้องประชุม รวมทั้งพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ ภายในอาณาบริเวณ อาทิ สนามกอล์ฟขนาดย่อม สนามฟุตบอลขนาดเล็ก สระว่ายน้ำ คอร์ตเทนนิส ความตั้งใจที่จะหาสถานที่สร้างบ้านหลังใหม่ของครอบครัวชินวัตรมีมานานแล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือ ที่ดินรัชดา ซึ่งตั้งใจว่าหลังจากประมูลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลังได้แล้วจะใช้ก่อสร้างบ้านหลังใหม่ แต่ต่อมาเกิดปัญหาข้อกฎหมายโยงเป็นประเด็นการเมือง จึงมองหาสถานที่ใหม่แทน โดยคุณหญิงพจมานเป็นผู้ดูแลหลักในการก่อสร้างบ้าน ได้เริ่มสร้างบ้านไประยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาตายตัวว่าจะต้องแล้วเสร็จเมื่อใด

เล็งยกให้โอ๊คหรือเอมอยู่โยงต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับบ้านจันทร์ส่องหล้านั้น หากบ้านพักหลังใหม่สร้างแล้วเสร็จ ยังอยู่ระหว่างการหารือของคนในครอบครัวที่อาจจะยกให้บุตรคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้าง ต่อเติมแยกส่วนออกมาเพื่อใช้เป็นเรือนหอของนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์กับนางพินทองทา คาดว่านางพินทองทาหรือนายพานทองแท้ อาจจะยังอยู่บ้านพักจันทร์ส่องหล้าต่อไป ส่วน น.ส.แพทองธาร บุตรสาวคนเล็กที่ติดบิดามารดามาก จะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่แน่นอน

ปชป.รอดู รธน.ใหม่ชี้สถานะพรรค

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสงสัยการยื่นเรื่องถอดถอนบุคคลต่างๆ สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่ยังค้างอยู่ในชั้นของวุฒิสภามีปัญหา อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.จะให้เป็นอำนาจของใคร และยังมีหลายเรื่องค้างคาอยู่ อาทิ การถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ยังค้างอยู่ในชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการยื่นเรื่องยุบพรรคเพื่อไทย 3 เรื่อง ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ มีปัญหาเนื่องจาก คสช.ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ส่งผลให้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ต้องสิ้นสภาพและทำให้พรรค การเมืองสิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องรอดูว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะให้เป็นพรรคการเมืองเดิมต่อไป หรือจะให้จดทะเบียนขึ้นใหม่อยู่ที่การเขียนรัฐธรรมนูญ

จี้เร่งคลอด ก.ม.พรรคการเมือง–ภาษี

นายวิรัตน์กล่าวว่า ส่วนกฎหมายที่ คสช.ต้องเร่งนำมาพิจารณาปรับปรุงและประกาศใช้ด่วน อาทิ กฎหมายภาษี กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายกระจายอำนาจ กฎหมายกองทุนน้ำมัน กฎหมายจำนวน ส.ส.และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกฎหมายการเข้าเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

“นิพิฏฐ์” ชงปฏิรูปสื่อแก้ลำเลือกข้าง

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหัวข้อเรื่อง “เมื่อนกน้อยในไร่ส้มสมัครใจกินอาหารสำเร็จรูป” ว่าวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นมีการกล่าวว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่คิดว่า “สื่อ” บางส่วนก็มีส่วนกระพือความเกลียดชัง ความรุนแรงให้เกิดขึ้น เพราะสื่อในปัจจุบัน มิใช่ “นกน้อยในไร่ส้ม” ที่มีความเป็นอิสระเสรี ตรงไปตรงมาเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นสื่อที่เลือกข้าง มีเจ้าของ การแก้วิกฤติประเทศด้วยการปฏิรูปหลายๆด้าน สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีใครกล้าพอจะพูดคือการปฏิรูปสื่อ เมื่อนกน้อยในไร่ส้ม ไม่อยากบินไปหากินอย่างอิสระ แต่พอใจที่จะกินอาหารสำเร็จรูปอยู่ในกรงทอง วิกฤติทางการเมืองก็เกิดขึ้นจากเจ้านกน้อยที่กินอาหารสำเร็จรูปนี่แหละ

เลขาฯสภาโวย “รังสิมา” ป้ายสี

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ด้านกฎหมาย ระบุว่ามีกฎหมายค้างอยู่ในสภาฯจำนวนมาก ว่าหากจะขอดูกฎหมายคงขอมายังข้าราชการสภาฯ ซึ่งมีสรุปรายงานประจำปีอยู่แล้ว ส่วนการที่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ คสช.ปรับตนออกจากตำแหน่ง เพราะใช้งบประมาณดูงานต่างประเทศหลังยุบสภาฯ ยืนยันว่าไม่มีอะไร ได้สั่งชะลอโครงการของสภาฯทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. หลัง คสช.มีหนังสือเวียนถึงทุกหน่วยงานให้รอ นโยบายของ คสช. นอกจากนี้ได้ชี้แจงต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. ที่รับผิดชอบงานสำนักงานเลขาธิการสภาฯว่า สภาฯมีงบประมาณ ส.ส.เหลืออยู่กว่า 2 พันล้านบาท และมีงบประมาณข้าราชการเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง ถือว่า น.ส.รังสิมาโจมตีใส่ร้ายตนตลอดและทำให้เสียหาย ตนเป็นข้าราชการต้องทำตามกติกา และเป็นกลไกหนึ่ง คสช.จะให้ทำอะไร ก็ยินดีตามที่ได้รับมอบหมาย

“วิชา” ปลุกขุดรากถอนโคนคอร์รัปชัน

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน” กทม.นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวบรรยายหลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือวิสามัญช่อสะอาด หัวข้อ “ทุจริตคอรัปช่ันผลกระทบต่อชาติ” ตอนหนึ่งว่า จากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติไทยสอบตกทุกปี ประเมินมาสิบกว่าปีไม่เคยได้คะแนนถึงครึ่ง อยู่ในโซนตกต่ำอย่างมาก ไม่ได้รับความศรัทธาจากโลก ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชัน (UNCC) กำหนดให้ทุกประเทศต้องรายงานต่อสหประชาชาติว่าได้ปรับปรุงกฎหมายอย่างไร ประเทศไทยมีกฎหมายดี แต่การบังคับใช้กฎหมายเลว จำเป็นต้องปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ต้องแก้แบบถอนรากถอนโคน ควรเอาระบบสหรัฐอเมริกามาใช้ในเรื่องการต่อต้านระบบอุปถัมภ์

ป.ป.ช.ลุยตรวจสต๊อกข้าวสัปดาห์หน้า

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า พยาน 4 ปาก ให้ถ้อยคำเสร็จแล้ว จากนั้นคณะทำงาน ป.ป.ช.จะสรุปรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้วหรือยัง หากยังไม่เพียงพอจะดำเนินการต่อไป คาดว่าการไต่สวนการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเสร็จก่อนการไต่สวนคดีจำนำข้าวของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ แต่จะเสร็จเมื่อใดคาดเดาไม่ได้ ต้องรอดูข้อเท็จจริงที่คณะทำงาน ป.ป.ช.จะสรุปส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.สัปดาห์หน้าก่อน เมื่อถามว่า คสช.เตรียมลงพื้นที่ตรวจสต๊อกข้าว ป.ป.ช.จะตรวจสอบควบคู่ไปหรือไม่ นายวิชาตอบว่า สัปดาห์หน้าคงจะเห็นภาพตรงนี้ชัดเจนขึ้นว่า คสช.จะลงไปตรวจอย่างไร ป.ป.ช.เองก็ต้องการลงไปตรวจสต๊อกข้าวด้วยเหมือนกัน แต่จะเริ่มต้นอย่างไรขอหารือกันก่อน

ขู่อายัดทรัพย์สิน 5 อดีต รมต.

นายวิชากล่าวว่า ส่วนการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของ 5 รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งตรวจสอบทรัพย์สินควบคู่ไปกับการไต่สวนคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำผลการตรวจสอบมาประกอบการไต่สวนคดีอาญา ส่วนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจะใช้เวลานานเท่าใด ต้องดูว่ามีทรัพย์สินใดผิดปกติหรือไม่ แต่ต้องทำอย่างเร็วมาก อาจจะต้องมีการยึดและอายัดทรัพย์สิน และดูบัญชีทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิดและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เมื่อถามว่า 8 สมาคมชาวนาต้องการให้ คสช.ดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เพราะทำให้ได้ราคาข้าวดี นายวิชาตอบว่า ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องระดับนโยบาย คสช.จะเป็นผู้พิจารณา แต่ ป.ป.ช. ได้บอกข้อมูลต่างๆไปแล้ว

เลิกเคอร์ฟิว“เกาะช้าง–หาดใหญ่–พะงัน”

ต่อมาเวลา 19.36 น. มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 56/2557 เรื่องการยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่เพิ่มเติม ดังนี้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี สำหรับพื้นที่อื่นๆ ให้ยังคงปฏิบัติตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 7 /2557 เรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน ประกาศคสช.ฉบับที่ 42/2557 เรื่องแก้ไขห้วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานและประกาศ คสช.ฉบับที่ 52/2557 เรื่องยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่

เรียกบุคคลรายงานตัวเพิ่มอีก 16

จากนั้นเวลา 21.40 น. มีคำสั่ง คสช.ที่ 52/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้บุคคลเข้ามารายงานตัว ณ ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ ในวันที่ 9 มิ.ย.2557 เวลา 10.00-12.00 น. ดังนี้ 1.นายพรศักดิ์ ศรีละมุล 2.นายมนัส ไทยล้วน 3.นายจิระประวัติ วศินทรงสุรเดช

ต่อมามีคำสั่ง คสช.ที่ 53/2557 เรียกให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ณ ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ ในวันที่ 9 มิ.ย.2557 เวลา 10.00-12.00 น. อีก 13 คน ดังนี้ 1.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 2.นายธนกฤต ชะเอมน้อย 3.นายสุนัย จุลพงศธร 4.นายอารี ไกรนรา 5.นายณัฐ สัตยาภรณ์– พิสุทธิ์ 6.นายธีร์ บริรักษ์ 7.นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล 8.นายธานัท ธนวัชรนนท์ 9.น.ส.สุดา รังกุพันธุ์ 10.นายชัยอนันต์ ไผ่สีทอง 11.นายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 12.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 13.นายพฤทธ์นรินทร์ ธนบริบูรณ์สุข

ฟุ้งบิ๊ก ปท.เชื่อมั่นไทยกลับสู่ ปชต.

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 21.15 น. ที่นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ความร่วมมือเอเชีย หรืออีเอเอส ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงของประเทศจากชาติตะวันตก อาทิ สหรัฐฯ รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เข้าร่วมประชุมว่า ได้ใช้โอกาสพูดถึงประเด็นเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค เล่าถึงสถานการณ์ในไทยและพัฒนาการล่าสุดให้ทราบ พร้อมบอกไปว่าทราบดีที่เขาห่วงกังวลและต้องแสดงท่าที แต่ควรจะสนับสนุนไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ สถานการณ์ในไทยจะได้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งนี้นายแดเนียล รัสเซลส์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิก ยืนยันในที่ประชุมว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ พร้อมแสดงความคาดหวังว่าไทยจะกลับสู่ประชาธิปไตยได้โดยเร็ว ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่างยืนยันว่า ไทยเป็นมิตรประเทศ และหวังอยากให้ไทยกลับสู่การเลือกตั้งและมีประชาธิปไตยโดยเร็ว และเชื่อมั่นเช่นนั้น ขณะนี้เขาก็มีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากที่ไทยได้ประกาศโรดแม็ป 3 ขั้นไปแล้ว ส่วนหัวหน้าคณะฝ่ายอินเดีย ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย จะเป็นไปตามปกติ โดยอินเดียมีแผนจะเชิญ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ให้ไปเยือนอินเดีย ในเดือน มิ.ย.

9 มิ.ย. 2557 07:53 ไทยรัฐ