วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดแผนงานเร่งด่วน 8 กระทรวง รับโรดแม็ปเศรษฐกิจ "คสช."

ในช่วง 10 กว่าวันของการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฝั่งฟากเศรษฐกิจ เราได้เห็นความตั้งใจ และการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ และเจาะ ลึกปัญหาเร่งด่วนอย่างทันที 

โดยเฉพาะการเร่งรัดการจ่ายคืนเงินค่าข้าวของชาวนา 92,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่วัน การประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต สมุย หัวหิน ชะอำ กระบี่ พังงา เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และการจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้ทันเวลาที่กำหนด

ขณะที่เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยืนยันจะเร่งรัด
“คืนความสุขให้คนในชาติ” และก้าวไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศภายในเวลา 3 เดือนนับจากนี้

“เราเอาความเดือดร้อน ความเร่งด่วน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจของประชาชนระดับที่มีปัญหามากที่สุด มีรายได้น้อยมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เราขับเคลื่อนงาน 21 กระทรวง ให้ทำงานร่วมกับข้าราชการตามนโยบายของ คสช. ตามคำสั่งการอนุมัติของผม ในฐานะหัวหน้า คสช. ...ข้อมูลเดิมๆ มันมีกันอยู่แล้ว ทุกเรื่อง เรามาทบทวน มาแก้ไข มาปรับปรุงนะครับ...เพื่อจะนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกับ คสช.ให้ได้

อะไรที่ทำได้ไม่เป็นภาระ ไม่มีผลกระทบระยะยาวต่อทุกระบบ เช่น ระบบการเงิน การคลัง หนี้สาธารณะก็ดำเนินการได้ ทุจริตคอร์รัปชันทั้งที่ผ่านมา หรือยังอยู่ในกระบวนการต้องทบทวน และดำเนินการให้เหมาะสม โดยการดำเนินการต่างๆ ได้กำหนดไปให้ส่วนขับเคลื่อนทั้งหมดไปทำมา แต่จะต้องอยู่ในกรอบของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงบประมาณจะต้องร่วมกันจัดทำ มีการประเมินผล สิ่งใดที่ไม่มีผลสัมฤทธิ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีการต่อต้าน”

เมื่อ คสช.เริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างเร่งด่วน “ทีมเศรษฐกิจ” จึงเห็นควรเดินหน้าสำรวจ “โครงการกระตุ้น และขับ เคลื่อนเศรษฐกิจ” ที่ต้องทำตามคำสั่งใน 8 กระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อให้คนไทยร่วมเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน แม้จะยังอยู่ในภาวะที่ทหารควบคุมอำนาจชั่วคราวก็ตาม.

คลังชงอัดฉีดเงิน

กระทรวงการคลังได้เสนอโรดแม็ปให้ คสช.พิจารณาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ระยะประกอบด้วยมาตรการระยะเร่งด่วน มาตรการระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี มาตรการระยะกลางเกินกว่า 1 ปีและมาตรการระยะยาว

โดย มาตรการระยะเร่งด่วน ตั้งเป้าอัดฉีดเงินสดเข้าสู่ระบบโดยเร็วได้แก่ 1.เงินที่ติดค้างชาวนา 92,000 ล้านบาทจากโครงการรับจำนำข้าว โดยธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินไปแล้ว 47,000 ล้านบาทที่เหลือคาดไม่เกินวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เกษตรกรทั้ง 830,000 รายที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินทั้งหมด

2.การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปี 57 ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเร่งรัดเบิกจ่ายให้ได้ 95% ของรายจ่ายทั้งหมด 2.525 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะเบิกจ่ายงบได้เพียง 92% โดยยอดเบิกจ่ายล่าสุด ณ วันที่ 31 พ.ค.57 มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 1.565 ล้านล้านบาท คิดเป็น 62% 3. การเพิ่มวงเงินสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจทั้ง 8 แห่งจากเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่สุทธิ 129,000 ล้านบาทเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาท

ด้าน มาตรการระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จะเน้นเรื่องการปฏิรูปภาษีเพื่อการจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียภาษีเช่นคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% และบุคคลธรรมดาจากอัตราภาษี 5 ขั้นเป็น 7 ขั้นให้เป็นอัตราภาษีถาวร

มาตรการระยะกลาง ปัดฝุ่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดเก็บภาษีสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงอัตราภาษีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่วนมาตรการระยะยาว คือการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เช่น การจัดตั้งหน่วยงานดูแลผู้เสียภาษีที่มีรายได้สูง การจัดทำฐานข้อมูลภาษีอากร 3 กรมภาษี เป็นต้น.

คมนาคมยกเครื่องขนส่งระบบราง

ด้านกระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน ตามยุทธศาสตร์เพื่อการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลอดจนการสร้างความสุขให้แก่ประชาชนในการเดินทางด้วยโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมที่ลดระยะเวลาการเดินทาง สะดวก และปลอดภัย

เบื้องต้นเน้นการพัฒนาการขนส่งในระบบราง การพัฒนาเส้นทางหลวงสายประธาน และการพัฒนาการขนส่งทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งแต่ละสาขา

ประกอบด้วย 1.โครงการระบบรถไฟทางคู่ 5 โครงการ 1.ทางคู่สายลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.วงเงิน 24,842.44 ลบ. 2. ทางคู่สายมาบกะเบา-นครราชสีมา 132 กม. 29,855.08 ลบ. 3.ทางคู่สายนครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. 20,038.43 ลบ. 4.ทางคู่สายนครราชสีมา- ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม.วงเงิน 26,007.20 ลบ. 5.ทางคู่สายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,292.53 ลบ.

2.โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้ว 3 สายทาง ระยะทาง 80 กม. และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 6 โครงการ ระยะทาง 106 กม. คือ 1.สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายบางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค, 2.สายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ, 3.สายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตและบางซื่อ-ตลิ่งชัน, 4.สายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 5.สายสีเขียวในส่วนของ กทม. (ช่วงวงเวียนใหญ่- บางหว้า) และ 6.โครงการที่อยู่ระหว่างประกวดราคา 1 โครงการ 19 กม. คือสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าที่จะนำเสนอในระยะแรก 4 โครงการ 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-รามคำแหง-สุวินทวงศ์ 20 กม.วงเงิน 110,117.97 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงติวานนท์-ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ-รามอินทรา-มีนบุรี 36 กม. 56,691 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10 กม.5,447 ล้านบาท 4.โครงการเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง หรือ Airport Rail Link ส่วนต่อขยายพญาไท-ดอนเมือง 21 กม. 28,440 ล้านบาท

ยังมี โครงการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางหลวงสายประธาน ที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาคอขวดและการจราจรติดขัดในทางสายหลัก 12 สายทาง 235 โครงการ ระยะทาง 2,162 กม., วงเงิน 31,600 ล้านบาท 2.โครงการเร่งรัดการก่อสร้างขยาย 4 ช่องจราจร ระยะที่ 2 1,864 กม. วงเงิน 80,610 ล้านบาท 3.โครงการก่อสร้าง Motorway 2 เส้นทาง ได้แก่ บางปะอิน-โคราช วงเงิน 84,600 ล้านบาท และสายพัทยา-มาบตาพุด 32 กม. 1,800 ล้านบาท.

ปฏิรูปพลังงานเลิก “ลิงแก้แห”

ขณะที่กระทรวงพลังงานนั้น คสช.ได้มีคำสั่งให้ระงับปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในครัวเรือนเอาไว้จากเดิมที่ต้องปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรอให้มีการปรับโครงสร้างพลังงานในภาพรวมเสียก่อน

ขณะที่เครือข่ายปฏิรูปพลังงานได้ออกโรงให้รัฐยกเลิกกองทุนน้ำมันที่มีการนำไปใช้บิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงาน และปรับลดราคาน้ำมันลงมาให้สะท้อนต้นทุน ซึ่งก่อนหน้าผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีหนังสือไปยังประธาน คสช.ระบุสถานะของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันขัดต่อกฎหมายสมควรยกเลิก หรือปรับให้ถูกครรลอง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และประธานคสช.ได้กล่าวถึงโรดแม็ปนโยบายด้านพลังงานว่า “เรื่องพลังงาน เรื่องรัฐวิสาหกิจต้องมีการทบทวนอย่างถี่ถ้วน เพราะมีความสลับซับซ้อน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยง ถ้ารีบทำจะมีผลกระทบต่ออีกหลายระบบด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดภาษี ลดราคาน้ำมัน หากไม่ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เราคงทำอย่างใด อย่างหนึ่งก่อนไม่ได้

“ถ้าเราปรับโครงสร้างไม่ได้ แล้วเราไปลดราคามากๆ ตามที่เรียกร้อง ปัญหามันจะตามต่อไปในภาคขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค ราคาสินค้ามากมาย เพราะฉะนั้นต้องมาคลี่คลายโดยเร็ว ต้นทุนที่มามายังไง การจัดสรรผลประโยชน์ กำไร ประโยชน์ที่คนไทยได้รับ ต้องทำความเข้าใจอันเดียวกัน เสียก่อน เพื่อที่จะได้เกิดการแก้ไขโดยยั่งยืน”

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการด้านพลังงาน ได้แก่ การปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งที่ลักลั่นกันอยู่ ซึ่งมีหลายกระแสต้องการให้ตรึงราคาของแอลพีจีทั้งสองภาคไปก่อน ขณะที่ สนพ.จะเสนอให้พิจารณาเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่ล่าสุดต้องขออนุมัติกู้เงินเพิ่มสภาพคล่องจากกรอบวงเงินเดิม 30,000 ล้านบาทเนื่องจากขณะนี้ติดลบไปแล้ว 7,000 ล้านบาท.

อุตสาหกรรมรื้ออุปสรรคลงทุน

สำหรับกระทรวงอุตสาหกรรม หลังจาก คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้า คสช.เป็นประธานเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนกลับมา เชื่อว่าบีโอไอจะสามารถอนุมัติโครงการค้างท่อกว่า 700 กิจการ มูลค่า 750,000 ล้านบาทไปได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่หลายหมื่นคน

ขณะที่ได้เสนอให้ คสช.เห็นชอบให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 16,590 ล้านบาท มาจ่ายค่าอ้อยเพิ่มเติมอีก 160 บาทต่อตันอ้อยจากเดิม 900 บาทต่อตันอ้อย โดยหากชาวไร่อ้อยที่มีอยู่ 200,000 ครอบครัว ได้รับเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายขึ้นอีกมาก

รวมทั้งเตรียม “ปลดล็อก” ออกประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำหนดให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน (โซลาร์ รูฟ ท็อป) ที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนผลิตไฟฟ้าตามมาเป็นพรวน

ส่วนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้จัดทำโครงการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอทอปให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าให้นักท่องเที่ยว รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสามารถสร้างผู้ประกอบการ มผช. 5,000 ราย ภายในเดือน ก.ย.นี้

ขณะที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้จัดทำแผนการส่งเสริมศักยภาพเอสเอ็มอีรวมทั้งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ ลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่อง ส่งเสริมช่องทางการตลาด 8 โครงการ วงเงิน 12,783 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2.8 ล้านกิจการ หรือมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวประมาณ 12 ล้านคน.

พาณิชย์ลดค่าครองชีพ–กู้ส่งออก

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ยังคงเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 205 รายการ ให้ตรึงราคาขายสินค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-พ.ย.57 และได้ขอความร่วมมือห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ที่มีศูนย์อาหาร (ฟูดคอร์ต) ตรึงราคาอาหารจานเดียวในฟูดคอร์ตเป็นเวลา 6 เดือนจนถึงสิ้นเดือน
พ.ย.นี้ กับจัดมุมขายอาหารปรุงสำเร็จ 10 รายการ ไม่เกินจานละ 35-40 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดงานมหกรรมธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยจะเพิ่มจำนวนการจัดงานจาก 800-1,000 ครั้งต่อปี เป็น 1,200 ครั้งในปีนี้ คาดว่าจะลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้ 50,000-60,000 ล้านบาท ทั้งจะเร่งทำโครงการช่วยเหลือร้านโชห่วยโดยขอความร่วมมือผู้ผลิตส่งสินค้าตรงถึงร้านโชห่วย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจากการจัดงาน 2 ครั้งที่ผ่านมา มีเงินสะพัดราว 1,300 ล้านบาท

ในด้านการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร มีแผนจัดตลาดนัดข้าวเปลือกนาปรังปี 57 ในพื้นที่ผลิตข้าวนาปรัง 32 จังหวัด เช่น เชียงราย กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กาฬสินธุ์ สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น รวม 100 ครั้ง เริ่มเดือน มิ.ย.-ก.ย.57

ด้านการผลักดันการส่งออกจะจัดสรรงบประมาณเพื่อต่ออายุโครงการ SMEs Proactive วงเงิน 300 ล้านบาทที่กำลังจะหมดลงในเดือน ก.ย.57 ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินโครงการต่อ เพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ทำตลาดต่างประเทศ, การแก้ปัญหาและอุปสรรคด้านการส่งออก และเร่งผลักดันการค้าชายแดน.

เกษตรเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโครงการเร่งด่วนที่ได้รับการอนุมัติจาก คสช. ให้เดินหน้าโครงการได้ทันที 4 โครงการ วงเงิน 11,698 ล้านบาทประกอบด้วย 1.งบกลางจำนวน 6,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตให้แก่ชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบปี 2557 (ระยะสั้น) ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

2.งบกลางจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ระบาดในกุ้งทะเล ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ระบุถึงความจำเป็นว่า จะช่วยป้องกันการสูญเสียรายได้การส่งออกกุ้งไทยได้อย่างน้อย 30,000-40,000 ล้านบาท และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 5,000-6,000 ราย หรือ 30-40% ของจำนวนผู้เลี้ยงกุ้งไม่ต้องหยุดการผลิต

3.งบกลางจำนวน 5,498 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรวม 584,005 ราย ที่ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ระหว่างปี 2555-57 และ 4. โครงการบริหารจัดการนมโรงเรียนที่ให้องค์การส่งเสริมกิจการโคมนม (อสค.) เข้าไปซื้อขายนมกับท้องถิ่นโดยตรงเป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติมอีก 2 ปี

สำหรับเม็ดเงินงบประมาณประจำปี 57 ของกระทรวงเกษตรฯที่ยังค้างท่อนั้น พบว่า ปี 2557 กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 80,000 ล้านบาท จนถึงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 39,200 ล้านบาท หรือ 49% ของงบประมาณทั้งหมดที่ได้รับจัดสรร ยังเหลืองบประมาณค้างท่อ รอการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 40,800 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ และฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช.มีการประชุมร่วมกันทุกวัน เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายตามแผนงานปี 2557 ที่มีอยู่.

ท่องเที่ยวดึงต่างชาติกลับ

ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช.ได้ย้ำนโยบายสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2557 ที่ 2 ล้านล้านบาทและ 2.2 ล้านบ้านบาทในปี 2558 เช่นเดิม หลังคำนวณรายได้ล่าสุดของปี 2557 คงอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาทอันเนื่องมาจากผลกระทบทางการเมืองตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา

เป็นที่มาของการนำเสนอแผนของบประมาณพิเศษเพื่อการฟื้นฟูภาพลักษณ์และกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวจากต่างประเทศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วงเงิน 845 ล้านบาท ดำเนินการระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ย.57

โดย ททท.จะใช้ทั้งมาตรการด้านการตลาด ได้แก่ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ที่หลากหลาย เช่น แคมเปญ “Thailand Best Friends Forever” เชิญมิตรแท้ที่เป็นนักท่องเที่ยวช่วยประชาสัมพันธ์บอกต่อความประทับใจผ่านสื่อออนไลน์ การเชิญคณะสื่อมวลชนร่วม 1,000 คนเข้ามาดูแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย และกิจกรรมพิเศษ “สตรีท เฟสติวัล” ในหัวเมืองท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันยังมีโครงการ “ดรีม เดสติเนชั่น” กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำโครงการราคาเดียวเที่ยวประเทศร่วมกับสายการบินราคาประหยัด การกระตุ้นการเดินทางโดยใช้มาตรการทางภาษี โดยคาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ในเดือน ต.ค-ธ.ค.นี้ได้.

ไอซีที : กระชับพื้นที่อินเตอร์เน็ตชาติ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีโครงการเร่งด่วนเสนอให้ คสช.อนุมัติได้แก่ การบำรุงรักษาระบบศูนย์เตือนภัยแห่งชาติวงเงิน 32 ล้านบาท การจัดหาและติดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางแห่งชาติ วงเงิน 580 ล้านบาท จัดหาและติดตั้งศูนย์ควบคุมระบบสื่อสารกลางภาครัฐวงเงิน 150 ล้านบาท โครงการจังหวัดอัจฉริยะต้นแบบต่อเนื่อง จ.นครนายก 200 ล้านบาท และ จ.ภูเก็ต 95 ล้านบาท ซึ่งเป็นแปลงงบประมาณของปี 2557 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 57 กระทรวงไอซีที ได้รับจัดสรรงบประมาณ 5,132 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 10% หรือ 500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบประจำที่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่งบลงทุนในโครงการใหม่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น โครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สายในสถานการศึกษาทั่วประเทศ รองรับนโยบายแท็บเล็ตสำหรับเด็กนักเรียนวงเงิน 3,755 ล้านบาท ซึ่งต้องรอความชัดเจนจาก คสช.ว่าจะให้ดำเนินการหรือไม่ โครงการปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน 100 ล้านบาท และโครงการติดตามการปรามปราบเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม 150 ล้านบาท

ส่วนภารกิจในระยะต่อไป คือ การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและขับเคลื่อนแผนแม่บทไอซีทีแห่งชาติ การตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการจัดทำระบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ และแผนอินเตอร์เน็ตแห่งชาติ การศึกษาแนวทางการควบรวมกิจการของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด เนื่องจากประกอบกิจการซ้ำซ้อนให้เป็นองค์กรเดียวกัน.

ทีมเศรษฐกิจ

8 มิ.ย. 2557 11:49 8 มิ.ย. 2557 11:49 ไทยรัฐ