วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เร่ง"ยกระดับ"รากหญ้า

เกาะกระแสแนวทางปฏิรูปประเทศยุคคสช.

ครั้งนี้เรียกว่ารัฐประหารเงียบ เริ่มจากค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป

ไม่มีภาพความรุนแรง กองทัพทำทั้งระบบ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้สภาพการบริหารประเทศเดินไปให้ได้ก่อน

มี ผบ.เหล่าทัพเป็น ครม. มีปลัดกระทรวงเป็นรัฐมนตรี สั่งเดินหน้าล้างงบประมาณค้างท่อให้ทันสิ้นปีงบประมาณปี 57 เตรียมออก พ.ร.บ.งบประมาณสำหรับปี 58 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผู้อำนวยการสํานักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยเกริ่นเปรียบเทียบระหว่างเหตุการณ์กองทัพเข้ายึดอำนาจรัฐบาลปี 57 กับการยึดอำนาจปี 49 ว่า มีวิธีดำเนินการแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองภาพย้อนไปปี 49 จะเป็นทหารกลุ่มเล็กๆน้อยๆที่ทำ เมื่อรัฐประหารสำเร็จได้รีบส่งไม้ต่อให้คนอื่นและตั้งรัฐบาลขึ้นมา
เท่าที่ทราบข้อมูลก่อนยึดอำนาจครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ศึกษาเหตุการณ์ปี 49 เพื่ออุดช่องว่าง

เช่น หลังรัฐประหารได้เปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) รวมถึงท่านคงไปศึกษาการใช้อำนาจ ถึงได้ระบุว่าการมีอำนาจมากยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง อย่าคิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้วจะทำได้ทุกอย่าง

ปกติการใช้อำนาจมากจะเกิดแรงกระเพื่อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วย่อมมีแรงกระเพื่อมมาก ฉะนั้นเมื่อมีอำนาจมากแล้วทำตัวให้เล็กลง โดยรับฟังให้มากๆ จะช่วยลดแรงกระเพื่อมตรงนี้

แถมคลอดกรอบปฏิทินนำไปสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ประชาชนใจชื้นขึ้นมา แม้ คสช.เน้นการทำงาน 2 ขั้น ถ้าขั้นที่ 1 ในด้านความมั่นคงทำได้ดีแล้ว ขั้นที่ 2 จะใช้เวลาสั้นลงในด้านการปฏิรูปประเทศ

เริ่มจากกระบวนการรับฟังประชาชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศูนย์ปรองดองฯรวบรวมข้อมูลทั้งหมดทั่วประเทศ ได้ข้อมูลสะเด็ดน้ำ แต่อย่าลืมรากเหง้าปัญหาของประเทศมีมายาวนาน เป็นปัญหาระดับรากหญ้า ปัญหาเหลื่อมล้ำ ปัญหายากจน ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ

จะทำอย่างไรถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องนี้ได้อย่างยั่งยืน จุดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปรองดองและจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้

ขอเสนอต่อศูนย์ปรองดองฯว่า เมื่อเปิดกว้างให้พูดคุยเรื่องปรองดอง ขอให้ลงลึกถึงปัญหาของรากหญ้า ถ้าพูดคุยเฉพาะระดับข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ อานิสงส์จะตกถึงเฉพาะชนชั้นกลาง

เมื่อดูภาพรวมการทำงานทั้งหมดของ คสช.เชื่อว่า จะเดินตามกรอบปฏิทินที่วางไว้ แต่ยังแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จภายใน 15 เดือนไม่ได้ ต้องใช้เวลา ทำอย่างต่อเนื่องตามโครงสร้างและสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

เท่าที่ได้พูดคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในด้านการปฏิรูปประเทศ ทราบว่าได้รวบรวมเอกสารการปฏิรูปทั้งหมดจากกลุ่มต่างๆ เป็นข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่ายขั้วขัดแย้ง

ขณะนี้กำลังย่อยเอกสารเหล่านั้นเพื่อเดินหน้าปฏิรูปด้านการเมือง การปกครอง กระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย การปฏิรูปกฎหมายที่จะไม่ให้นำไปสู่การแตกแยกแก้ปัญหา คอร์รัปชัน ปฏิรูปการศึกษาและสังคม เป็นแผนกว้างๆ แต่ยังไม่มีรายละเอียด

ถึงบอกว่าถ้าทำขั้นที่ 1 ได้ดี ขั้นที่ 2 จะใช้ระยะเวลาสั้นลง ขั้นที่ 2 จะรวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทำแผนเอาไว้บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน

เมื่อศูนย์ปรองดองฯลงพื้นที่รับฟังปัญหาตามจังหวัดต่างๆ เป็นเรื่องที่ดี เท่ากับตรวจสอบซ้ำในประเด็นที่กลั่นกรองเนื้องานข้อสรุปจากเอกสาร

ส่วนโครงสร้างประเทศขอให้ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เช่น ขอให้ปรับโครงสร้างระบบการจัดเก็บภาษีใหม่ ให้เหมือนประเทศพัฒนาแล้วใช้วิธีเก็บภาษีทางตรงมากกว่าทางอ้อม อาทิ ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกและทรัพย์สิน

การแก้ไขประเด็นนี้ผ่านระบบรัฐสภาทำได้ยากมาก เพราะกระทบต่อสมาชิกรัฐสภา เป็นสิ่งที่สมควรติดตามดูว่า ประเด็นเหล่านี้สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้หรือไม่ช่วงที่ คสช.มีอำนาจ

ถ้าคลอดออกเป็นกฎหมายได้จะมีฐานภาษีรองรับ ประเทศมีรายได้และรายรับที่สมดุลกัน จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการให้แก่ประชาชน ไม่ใช่นโยบายประชานิยม

ขณะที่การปฏิรูปด้านสังคม ได้บอกไปแล้วว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้รากหญ้า ส่วนการปฏิรูปการเมือง มีข้อเสนอให้ยกร่างรัฐธรรมนูญยึดรากเหง้า วัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะคนไทยมีระบบอุปถัมภ์ น่าจะนำระบบอุปถัมภ์เข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

เพราะประเทศที่เจริญล้วนมีรัฐธรรมนูญ โดยมีฐานจากศาสนาหรือวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆเป็นหลัก ดังนั้นอย่านำเอารัฐธรรมนูญที่มีฐานของเยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา มาตัดต่อพันธุกรรมรัฐธรรมนูญเป็นของคนไทย

และขอให้กำหนดฐานที่มาของนักการเมืองและกำหนดสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งปกตินักการเมืองจะมีฐานการเงิน ฐานประชาชนและฐานทางปัญญา ใครมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบจะเป็นนักการเมืองได้ยาว

แต่ในประเทศไทย นักการเมืองส่วนใหญ่มีฐานการเงิน ไม่มีรากฐานที่เริ่มจากนักการเมืองท้องถิ่นแล้วขยับขึ้นมาเป็นนักการเมืองระดับชาติ เมื่อไม่มีรากฐานเช่นนี้จะไม่ทราบสภาพปัญหาของคนจน

ผลการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านๆมาปรากฏให้เห็นภาพปัญหาขัดแย้งมาตลอด เมื่อต่างฝ่ายต่างล็อบบี้ให้ได้คนหรือให้ผลตอบแทนมากกว่า เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล

วิธีแก้ปัญหามีกติกากำหนดให้ใครที่เป็นรัฐบาล สมมติว่า พรรคที่ 1 ได้รับเลือกตั้งมีจำนวนเสียงเกินครึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร

แม้มีเสียงเกินครึ่งเพียง 1 เสียง ห้ามดึงพรรคอื่นเข้าร่วมเด็ดขาด ต้องจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ในทางปฏิบัติเสถียรภาพของรัฐบาลอาจจะไม่ค่อยดี แต่ถ้ารัฐบาลบริหารประเทศได้ดีก็อยู่ได้ ส่วนฝ่ายค้านจะเป็นพรรคที่ 2 ลงไป

แต่ถ้าพรรคที่ 1 ได้รับเลือกตั้งมาจำนวน 49 เปอร์เซ็นต์ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปล็อบบี้พรรคการเมืองอื่นให้มาร่วม กติกานี้จะกำหนดให้พรรคที่ 1 เอาพรรคที่ 2 มาร่วมตั้งรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านจะเป็นพรรคที่ 3 ลงไป

กติกาแบบนี้ไม่ทำให้พรรคการเมือง นักการเมืองทะเลาะกัน แย่งชิงจัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นไปตามที่ประชาชนกำหนด

เหมือนเหตุขัดแย้งในประเทศไอร์แลนด์เหนือฆ่ากันตายนับพันศพ สุดท้าย 2 ขั้วขัดแย้งร่วมตั้งรัฐบาลอยู่ครบเทอมในรอบ 40 ปี เพราะต่างฝ่ายต่างแย่งกันทำงาน เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงเกินครึ่งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะนำสูตรจัดรัฐบาลดังกล่าวมาใช้ ไม่มีทางที่จะเป็นเผด็จการรัฐสภาได้ ในเมื่อประชาชนเลือกให้เกิดขึ้นเช่นนั้น

เมื่อมีกติกา มีรัฐธรรมนูญออกมาตามที่เสนอ สุดท้ายบอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะมีการฉีกรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ ถ้านักการเมืองเล่นตามกติกากองทัพคงไม่ทำ ซ้ำร้ายคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยกลับเรียกร้องให้ทหารออกมา คงเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง ฉะนั้นต้องกลับมาเริ่มต้นปฏิรูปคนด้วย

ทีมการเมือง ถามว่าถ้า คสช.ทำได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ตามที่เสนอไป ในอนาคตจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นหรือไม่ นายเอกชัย บอกว่า เรื่องนี้น่าคิด แต่ได้ข่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะห้ามแก้ไข เหมือนรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

มีเจตนาต้องการให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆสมบูรณ์ หากแก้รัฐธรรมนูญบ่อย รัฐสภาจะไม่มีเวลาพิจารณาออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

แนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมีสาเหตุมาจากคนไทยติดอำนาจนิยม ไม่ค่อยมีเหตุผลและคนไทยทำอะไรไม่ค่อยต่อเนื่อง

มองอะไรใกล้ตัว อยากให้มองไกลๆตัวทำเพื่อชาติก่อน ตัวเราได้ประโยชน์เป็นคนสุดท้าย หากมองที่ตัวเราเป็นส่วนแรก สุดท้ายจะไม่เห็นแผ่นดินและไม่เห็นชาติ

ฉะนั้นเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นโครงสร้างปฏิรูปประเทศแล้ว ขอเสนอ คสช.ให้มีแผนปฏิรูปคนภายใน 20 ปีว่า จะให้ลูกหลานของเราเป็นแบบไหน

เพื่อให้คิดแบ่งปันและทำเพื่อชาติ.

ทีมข่าวการเมือง