วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งหัวกะทิฟื้นลงทุน ‘บิ๊กตู่'คุม นั่งปธ.บอร์ดบีโอไอ

คสช.ปลื้มแรงต้านลด-กดไลค์พุ่ง วิษณุชี้ธรรมนูญชั่วคราวมีอยู่แล้ว บัวแก้วยึดเวทีพม่าเคลียร์ต่างชาติ

คสช.เป็นปลื้มยอดกดไลค์ถล่มทลาย ประเมิน กระแสต้านแผ่วลง แต่ยังเร่งสปีดผลงานช่วยชาวนา ทีมโฆษกฯโต้ฮิวแมนไรท์วอทช์มีอคติกับศาลทหาร ยืนยันมาตรฐานเทียบเท่าศาลยุติธรรม เผย“บิ๊กตู่” คลึ้มใจ ใช้เวลาแต่งเพลงสลายสี บัวแก้วเดินเกมรุกแจงนานาชาติ ยึดเวทีที่พม่าเคลียร์มหาอำนาจ คิวต่อไปยูเอ็น ใจชื้นพี่ใหญ่จีนออกหน้าแทน “เจ๊หน่อย” ยกคุณธรรมนำไทย ชูโรดแม็ป “สภาธรรมาธิปไตย” “วิษณุ” ยันมีร่างธรรมนูญชั่วคราวอยู่แล้ว รอขัดเกลาพร้อมตั้ง สนช.-นายกฯ-สภาปฏิรูป “บิ๊กตู่” นั่งประธานบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนดึงดูดนักลงทุน

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ตีกรอบเวลาว่าจะมีนายกฯและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศไม่เกิน 3 เดือน ทำให้แรงกดดันจากภายนอกประเทศเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม ทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมาย คสช. เริ่มเปิดโมเดลงานร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป

บก.ทบ.หงอยแต่ยังคุมเข้ม

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้เรียกประชุม คสช.ชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ เพียงแต่จัดประชุมคณะทำงานเพื่อประเมินสถานการณ์ประจำวัน และการดำเนินงานด้านต่างๆ ทำให้บรรยากาศภายใน บก.ทบ. เป็นไปด้วยความเงียบเหงา เพราะเป็นวันหยุดราชการ แต่ยังคงมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร โดยห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าไปภายใน บก.ทบ. อย่างเด็ดขาด ส่วนประตูด้านหลัง บก.ทบ. เปิดให้รถเข้า-ออก ได้เฉพาะวันจันทร์-วันศุกร์เท่านั้น และมีการนำสุนัขทหารตรวจความเรียบร้อยรอบ บก.ทบ.ด้วย

ประเมินกระแสต้านแผ่วลง

ต่อมาเวลา 09.00 น.ที่ บก.ทบ. พ.อ.ธนเดช เหลืองทองคำ รองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันของ คสช. ทางฝ่ายข่าวได้รายงานการตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนในพื้นที่ต่างๆ อาทิ จ.ชลบุรี ปราจีนบุรีและสิงห์บุรี โดยประเมินว่าขณะนี้กระแสต่อต้านการรัฐประหารยึดอำนาจ ลดระดับลงอยู่ในวงจำกัด และยังไม่พบกระแสต่อต้านการดำเนินการตามแนวทางปรองดองและสมานฉันท์ ขณะที่สื่อต่างประเทศ ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ในไทยมากขึ้น ไม่มีการออกแถลงการณ์มากดดันไทย ยกเว้นประเทศนิวซีแลนด์ ทางฝ่ายยุทธการ ได้รายงานผลการปฏิบัติจากการออกประกาศฉบับที่ 54 ยกเลิกการออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.กระบี่ และพังงา รวมถึงการออกคำสั่งให้บุคคลรายงานตัวเพิ่มเติมอีก 12 ราย

ปลื้มยอดกดไลค์ถล่มทลาย

ขณะที่ฝ่ายกิจการพลเรือน รายงานการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ว่ายังคงมีการจัดชุดปฏิบัติการมวลชนอยู่ 148 ชุด ใน 78 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจปฏิบัติการร่วมกับส่วนราชการ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยศูนย์ประชาสัมพันธ์รายงานสรุปเรื่องร้องเรียนว่ามี 208 เรื่อง ทั้งการแจ้งเบาะแสเรื่องยาเสพติด การพนัน ปัญหาแรงงานต่างด้าว การปฏิรูปพลังงานเพื่อลดราคาน้ำมันและแก๊ส รวมถึงกรณีมีบุคคลแต่งกายคล้ายทหารบุกยึดทรัพย์สินในบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ภาคอีสาน ด้านคณะทำงานปฏิบัติการข่าวสาร รายงานว่าได้ตรวจสอบพบการออกอากาศของวิทยุชุมชนละเมิดคำสั่งของ คสช. 40 สถานี ได้ระงับการออกอากาศเป็นที่เรียบร้อย คณะทำงานติดตามสื่อ แจ้งถึงการปิดเว็บไซต์ที่ฝ่าฝืนประกาศ คสช. ว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน ดำเนินการปิดไปแล้ว 553 URL ขณะที่ เฟซบุ๊กของ คสช. มียอดกดไลค์ 323,888 ครั้ง

เร่งสปีดมาตรการช่วยเกษตรกร

อีกด้านเวลา 09.00 น.ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ. รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ได้ประชุมหารือและรับฟังข้อมูลแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร จากตัวแทนสมาคมชาวนา จำนวน 8 กลุ่ม ร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดย พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวภายหลังการประชุมว่า ชาวนาได้เสนอ 3 แนวทาง เพื่อให้รัฐช่วยเหลือ ประกอบด้วย การลดต้นทุนการผลิต การจัดการน้ำให้เข้าถึงพื้นที่ทำนามากขึ้น และการพัฒนาคุณภาพข้าวให้ดีขึ้น โดยก่อนหน้านี้ได้รับฟังความเห็นจากหน่วยงานราชการและพ่อค้าโรงสี ผู้ส่งออกมาแล้ว และในสัปดาห์หน้าจะสรุปประมวลผลเพื่อนำเสนอการกำหนดแนวทางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ฝ่ายเศรษฐกิจชุดใหญ่ที่มี พล.อ.อ.ประจิณ จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจต่อไป

โต้ฮิวแมนไรท์ฯอคติศาลทหาร

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก คสช.กล่าวตอบโต้นายแบรด อดัมส์ ผอ.องค์กรสิทธิมนุษยชน (ฮิวแมนไรท์วอทช์) ประจำภูมิภาคเอเชีย ที่ระบุถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นระบบยุติธรรมจอมปลอมในการใช้ศาลทหารว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอาจพิจารณาโดยใช้ทัศนคติส่วนตัว หรือมองผลด้านเดียวตามธงที่อยู่ในใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรเอกชน และสร้างความสับสนให้สังคม ที่เห็นชัดคือเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิบางอย่างกับบางบุคคลเท่านั้น ไม่ได้มองบริบทที่เกิดขึ้นจริงของสังคม รวมถึงคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ ที่เข้าใจในเหตุผลความจำเป็นที่ คสช.ต้องเข้ามาบริหารราชการและดูแลสถานการณ์ของประเทศในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อปลดล็อกปัญหาต่างๆ คนที่เห็นตรงกับ คสช.ส่วนใหญ่ต้องการความสงบเรียบร้อย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่อยู่ในสภาวะปกติ

ยันมาตรฐานเท่าศาลยุติธรรม

พ.อ.วินธัยกล่าวยืนยันว่า คสช.บริหารสถาน การณ์ตามความจำเป็น และเป็นที่ประจักษ์ว่าประชาชนที่ไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย จะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการที่ คสช.กำหนด นอกจากนี้อาจเป็นการไม่เหมาะสมที่มีการกล่าวพาดพึงถึงกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร โดยการใช้ความรู้สึก จึงขอยืนยันว่าการพิจารณาคดีของศาลทหาร เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่แตกต่างจากมาตรฐานของศาลทั่วไป อาจมีเพียงเรื่องระยะเวลาที่กระทำรวดเร็วกว่า แต่การพิจารณาคดีในช่วงมีประกาศกฎอัยการศึก กฎหมายกำหนดให้พิจารณาคดีด้วยศาลชั้นเดียวเท่านั้น

“บิ๊กตู่” คลึ้มใจแต่งเพลงสลายสี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการเปิดเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ซึ่งประเดิมเปิดใน รายการใต้ร่มธงไทย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ทางสถานีวิทยุเครือข่ายกองทัพบก ก่อนจะมาเปิดซ้ำอีกครั้งก่อนเข้ารายการ “คืนความสุขให้กับคนในชาติ” พ.อ.กฤษฎา สาริกา ผู้บังคับการกองดุริยางค์ทหารบก เปิดเผยว่า เพลงดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้แต่ง ท่านเรียกตนเข้าไปพบและใช้เวลาแต่งเพียงแค่ 1 ชั่วโมง ด้วยลายมือที่เขียนเอง ก่อนส่งให้นายวิเชียร ตันติพิมลพันธุ์ นำไปเรียบเรียงคำร้องและทำนอง ทั้งนี้เพื่อสื่อความหมายจากใจหัวหน้า คสช. ที่ต้องการคืนความสุขให้ประชาชน และท่านยังบอกกับตนว่าต้องการให้มีสัก 1 เพลง ที่สื่อความหมายจากความรู้สึกของท่านถึงประชาชน และท่านอยากได้เพลงที่แบบฟังแล้ว ทำให้คนไทยได้รักกันโดยเร็ว

ปลัดบัวแก้วเดินเกมรุกแจงยูเอ็น

ทางด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำแนวทางชี้แจง เพื่อทำความเข้าใจกับภาคประชาสังคมต่างประเทศ หลังจากองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนชั้นนำ อาทิ ฮิวแมนไรต์วอตช์ แสดงความสนใจและเฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายนายนรชิต สิงหเสนี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ชี้แจงทำความเข้าใจที่สำนักงานใหญ่ของฮิวแมนไรต์วอตช์ ในนครนิวยอร์กแล้ว และสัปดาห์หน้านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมประชุม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ชาติสมาชิกเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในไทย รวมถึงเหตุผลและความจำเป็น ที่ทำให้กองทัพต้องเข้ามาคุมอำนาจในการบริหารประเทศด้วย

ยึดเวทีที่พม่าเคลียร์มหาอำนาจ

ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับการมาร่วมประชุมครั้งนี้ เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนแล้ว ยังมีผู้แทนจากประเทศคู่เจรจาอีกมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย เชื่อว่าคงจะมีการหยิบยกประเด็นของไทยขึ้นมาพูดคุย ซึ่งเราพร้อมและเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พูดคุยชี้แจงเพื่อให้เขาเข้าใจดีขึ้น ขณะนี้ไทยมีพัฒนาการที่น่าจะทำให้ประเทศตะวันตกมั่นใจ เพราะจากการแสดงท่าทีประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ มีความคาดหวังว่าไทยจะกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว อยากเห็นแผนการและกรอบเวลาที่ชัดเจน

เรียกทูต–กงสุลไทยรายงาน คสช.

นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยจาก 22 ประเทศทั่วโลก ที่แสดงท่าทีเป็นห่วงสถานการณ์ในไทย มาประชุมร่วมกันที่ประเทศไทย ในวันที่ 10-11 มิ.ย. และเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รองหัวหน้า คสช. โดยวันแรกจะเป็นการหารือภายในกระทรวง เพื่อรับฟังว่าประเทศต่างๆ มีมุมมองต่อไทยอย่างไร เพราะจะไม่คำนึงถึงความเห็นของต่างชาติเลยคงไม่ได้ เพื่อที่เราจะได้มีแนวทางการชี้แจงที่มีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ. ธนะศักดิ์ในวันที่ 11 มิ.ย. จะไม่ใช่แค่การสรุปแนวทางการทำงานเพื่อให้มีความกระจ่างในทุกประเด็น แต่ทั้งสองท่านอยากจะรับฟังความเห็นจากเอกอัครราชทูตด้วย

ใจชื้นพี่ใหญ่จีนรับออกหน้าแทน

ต่อมานายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการหารือกับนายหลิว เจิ้น หมิน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีน และนางสเตฟานี ลี หัวหน้าคณะผู้แทนนิวซีแลนด์ ว่า จีนถือเป็นเรื่องภายในของไทยและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความคาดหวังว่าสถานการณ์ในไทยจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้ความสัมพันธ์สองประเทศเดินหน้าต่อไป โดยจีนพร้อมจะสนับสนุนไทยหากมีการหยิบยกประเด็นของไทยมาพูดคุยในเวทีต่างๆ ส่วนนิวซีแลนด์นั้นเชื่อว่าจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้น เราแจ้งว่ารับทราบถึงความห่วงกังวลของนิวซีแลนด์ และทราบว่าเขาใช้ประชาธิปไตยเป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ขออย่าให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับทุกประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีปัญหาและสภาพสังคมต่างกัน ขณะนี้เป็นเวลาที่มิตรประเทศของเราควรมองไปข้างหน้า นิวซีแลนด์ควรสนับสนุนและอยู่เคียงข้างไทย แม้ที่ผ่านมาไทยจะเป็นประชาธิปไตยจริง แต่ก็เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีเสถียรภาพและไม่อาจขับเคลื่อนประเทศได้ ขณะนี้เป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาธิปไตย เพื่อนำพาประเทศ ให้กลับเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และยั่งยืน

“เจ๊หน่อย” ยกคุณธรรมข้ามวิกฤติ

วันเดียวกันเวลา 10.00 น.ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระสุธีธรรมานุวัตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยธรรม” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานสถาบันสร้างอนาคตไทย นำเสนอบทความ “ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยคุณธรรมสี่ประการ” ในวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ว่า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำหลักธรรมคุณธรรม 4 ประการของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานในวโรกาสที่เสด็จออกพระสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2549 ประกอบด้วย 1.ให้ทุกคนคิดพูดทำด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญ ต่อกาย ต่อใจ ต่อกัน 2.ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ 3.ประพฤติปฏิบัติตนสุจริตในกฎ กติกา และระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมกันเสมอกัน 4.หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ มั่นใจว่าประเทศชาติจะดำรงอยู่ต่อไปได้

9 ปีหยั่งรากลึกเพราะสื่อเทียม

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หลักดังกล่าวนี้ไม่มีองค์กรใดนำมาปฏิบัติ จึงใช้โอกาสวิกฤติขัดแย้ง 9 ปีมานี้ ศึกษาวิจัยเพื่อนำคุณธรรมทั้ง 4 ประการ มาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้เป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติ ระยะ 9 ปีที่ผ่านมา มีทั้งวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมืองต่อเนื่อง สังคมไทยเกิดความแตกแยก ส่วนหนึ่งมาจากสื่อมวลชนที่ไม่ใช่สื่อหลัก แต่สื่อออนไลน์ที่บางบริบทนำเสนอความเท็จ สร้างความขัดแย้งต่อเนื่อง โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนไปแบบหยั่งรากลึกในปัญหาคุณธรรม ศีลธรรม อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความขัดแย้งทางการเมือง 9 ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งของ 2 ฝ่าย ที่มองวงจรอุบาทว์กันคนละด้าน ขณะที่แนวพระพุทธเจ้าใช้หลักธรรมาธิปไตย เรียกประชุมทุกฝ่าย ใช้เสียงข้างมากตัดสินเรื่องต่างๆ จึงไม่เกิดการทะเลาะกัน ในทางการเมืองผู้ที่ตัดสินใจ คือนักการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ชูโรดแม็ป “สภาธรรมาธิปไตย”

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวต่อว่า ประชาธิปไตย หากยึดแค่หลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ไม่ได้เอาโครงสร้างส่วนลึกครอบครัวที่หล่อหลอมให้มีจริยธรรม การกล่อมเกลาทางจิตใจ ก่อให้เกิดประชาธิปไตยแยกส่วน คิดถึงแต่สิทธิของตัวเอง ไม่คำนึงถึงผู้อื่น จึงก่อให้เกิดปัญหาในประชาธิปไตยไทย หากใช้หลักธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะช่วยสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ ยุติการเผชิญหน้าของ 2 ฝ่าย และยุติการใช้สื่อเทียมยุยง ซึ่ง คสช.ดำเนินการแล้ว ที่สำคัญต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างเสมอภาค สร้างกระบวนการที่เห็นต่างให้เป็นผู้ร่วม พัฒนาประชาธิปไตยไทย ให้เกิดมีสภาประชาชนที่ฟังความคิดเห็นต่าง 2 ฝ่าย มาหล่อหลอมกันให้เป็น “สภาธรรมาธิปไตย” เอาธรรมะเป็นตัวตั้งให้ผู้เห็นต่างคิดร่วมกัน น่าจะเป็นหนทางก้าวสมานฉันท์ได้ จึงขอเสนอแนวทางดังกล่าวเป็นโรดแม็ป แก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

“วิษณุ” ยันมีร่างธรรมนูญอยู่แล้ว

ภายหลังการเสวนา นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวได้รับมอบหมายจาก คสช.เป็นหัวหน้าคณะดำเนินการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวว่า ขณะ นี้ คสช.ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้ง แต่เชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่างรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเอาไว้ก่อนแล้ว ก่อนจะส่งมาให้ตน จากนั้นจะทีมเข้ามาดูและปรับปรุงเรื่องกฎหมาย เป็นอย่างนี้กับการทำกฎหมายทุกฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับจริงก็ต้องทำเช่นนี้ ชั้นของการยกร่างจะมีตุ๊กตา เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาถ้อยคำหรือสำนวนภาษากฎหมาย ตอนนี้ยังไม่มีใครส่งอะไรมาถึงมือทั้งสิ้น ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาใครเชี่ยวชาญด้านใดคงจะดูด้านนั้น

รอตั้ง สนช.-นายกฯ-สภาปฏิรูป

นายวิษณุกล่าวต่อว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญขอให้เข้าใจว่า หากจะทำเวลานี้หลายคนต้องร่วมกันพิจารณา ไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีเพียงไม่กี่มาตรา ไม่ถึง 30-50 มาตราตามที่สื่อเสนอ ก็ได้แต่กลั้นขำ รวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ กำหนดว่าต้องมีกี่คน การมีธรรมนูญชั่วคราวนั้นเพื่อใช้ตั้ง สนช. นายกรัฐมนตรี และสภาปฏิรูป จากนั้นจะดำเนินการในระยะเวลากี่เดือนก็แล้วแต่ และสภาปฏิรูปจะเป็นคนทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อได้ฉบับถาวรแล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อนั้นฉบับชั่วคราวก็หมดไป และเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วก็จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นอย่าได้คาดหมายอะไรจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากจะมีการเสนอให้แก้ไขเรื่องใดๆ จะเป็นในช่วงการทำฉบับถาวร

ช่วยคัดแยกประเภทกฎหมาย

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนการทำหน้าที่ปรึกษาด้านกฎหมายมีการตั้งทีมงานขึ้นมา เพราะหลังยุบสภามีกฎหมายค้างอยู่ในสภาฯเป็นจำนวนมาก และตกไป แต่หลายกระทรวงมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งกรณีที่มีประชาชนเข้าชื่อแล้วส่งให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรอง แต่เกิดยุบสภาก่อน ค้างอยู่หลายฉบับที่ทำเนียบรัฐบาล กฎหมายที่รัฐบาลส่งไปให้กฤษฎีกาตรวจสอบ กฎหมายที่หน่วยงานกำลังยกร่างอยู่ ถูกส่งมาที่ คสช.จำนวนมาก คสช.จะจับใบดำใบแดงเพื่อหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาออกเป็นคำสั่ง คสช.คงไม่ได้ เพราะบางฉบับมีความยาว ต้องส่งมาให้คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายช่วยพิจารณา จัดประเภทเร่งด่วนที่อาจต้องออกเป็นประกาศ คสช. ประเภทที่ต้องรอ สนช. และที่ต้องมีสภาหลังการเลือกตั้งมาพิจารณา

“นิพิฏฐ์” เทียบตัวยารัฐประหาร

เมื่อเวลา 11.14 น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ยาแรงหรือไม่กินยา” หลายคนแปลกใจว่าเวลามีรัฐประหารทำไมกวาดจับอาวุธสงครามได้เยอะแยะ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ผู้คนดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่กล้าทำผิดกฎหมาย แต่เวลาอยู่ในภาวะปกติทำไมบ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวาย หรือว่าคณะรัฐประหารใช้ยาแรง เวลาเป็นประชาธิปไตยเราใช้ยาอ่อน จริงๆไม่ใช่ เพราะกฎหมายก็ยังมีโทษทางอาญาเหมือนเดิม เพียงแต่มีเครื่องมือพิเศษ คือการตรวจค้นโดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งศาล รวมถึงความกล้าเข้าตรวจค้นทุกคนที่อยู่ในข่ายน่าสงสัย ส่วนเวลาปกติหากสงสัยใคร ตำรวจต้องทำเรื่องเสนอศาล ซึ่งตำรวจไม่ค่อยทำ หรือหากจะทำคนร้ายก็รู้ตัวเสียก่อนเลยจับไม่ได้ แม้กระทั่งความกล้าก็หายไป เพราะมีเหตุปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่กล้า จึงเป็นคำตอบว่ายาก็ยาเดิม แต่คณะรัฐประหารเขากล้าจับกรอกปากให้กินยาเลย

ให้ยอม “ระบอบคนดี” มาชั่วครู่

นายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า กำลังสรุปว่ากระบวนการยุติธรรมขั้นต้นมีปัญหา กระบวนการยุติธรรมเมืองไทยซื้อได้ เว้นแต่คุณจะซื้อในราคาเท่าไหร่? เมืองไทยเป็นประเทศที่ใช้ยาแรงอยู่แล้ว เพียงแต่คนป่วยไม่ได้กินยาเท่านั้นเอง คนไทยกลัวคนแต่ไม่กลัวกฎหมาย คนอยู่เหนือกฎหมาย เหมือนเรากลัวตำรวจแต่เราไม่กลัวกฎหมาย ฉะนั้นใครที่ตอนนี้เกิดโหยหาประชาธิปไตยขึ้นมาน้ำหูน้ำตาไหลพรากๆ อย่าลืมระบอบที่ดีที่สุดคือระบอบ “อภิชนาธิปไตย” (ระบอบที่คนดีปกครองบ้านเมือง) มิใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่อภิชนาธิปไตยก็มีปัญหาเรื่องคนดี เขาเลยไม่ใช้กัน แต่ถ้าเป็นคนดีแล้วมาสั้นๆ ก็ยอมๆเขาหน่อย เพราะพวกเราในฝ่ายประชาธิปไตยนี่แหละทำเรื่องจนเขาต้องเข้ามา จะโทษใครล่ะ?

ปชป.ยันสถานะพรรคยังอยู่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์หารือกันเห็นว่า สถานะความเป็นพรรคการเมืองของพรรคยังคงอยู่ เพราะยังมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ แต่จะหยุดเคลื่อนไหวตามคำร้องขอของ คสช. แต่การทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนและกลุ่มเกษตรกร ที่ร้องผ่านสาขาพรรค 170 กว่าสาขา ถือเป็นเรื่องที่พรรคต้องติดตามและทำกิจกรรมเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งไม่ขัดกับกติกาที่ คสช.ขอร้องเอาไว้ และอยากขอร้องให้ คสช. เร่งวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยตั้งวอร์รูมแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม ทั้งกลุ่มเกษตรชาวสวนผลไม้ ยางพารา ปาล์ม อยากให้ คสช.เร่งจ่ายเงินค่าปัจจัยผลผลิตที่ค้างจ่ายเกษตรกรอยู่ 1.5 แสนราย วงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท

ปัดข่าว “เทือก” สร้างรอยร้าวลึก

เมื่อถามถึงกระแสปัญหาความแตกแยกภายในพรรค โดยมีอดีต ส.ส.ส่วนหนึ่งต้องการย้ายไปอยู่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. น.ส.มัลลิกาปฏิเสธว่า ไม่มีปัญหาดังกล่าว นายสุเทพประกาศชัดเจนมาตลอดว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค ขณะที่คณะกรรมการบริหารพรรคทุกรายยังสามัคคีกันอยู่ มีการประสานงานทำกิจกรรมต่างๆด้วยดี แต่คงต้องรอดูกติกาใหม่ที่จะมีออกมาหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ประกาศจะให้มีรัฐบาลใน 3 เดือน และจะเริ่มมีโรดแม็ปการปฏิรูป ซึ่งคงมีกติกาใหม่ๆขึ้นมา

ชี้เป้าเอาผิด “สุวิจักขณ์” ถลุงงบฯ

ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับข้อร้องเรียนจากข้าราชการในสภาผู้แทนราษฎรว่า หลังจากยุบสภาฯแล้ว กรรมาธิการทั้ง 35 คณะมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการศึกษาดูงานจากต่างประเทศ ประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจโยกงบดังกล่าว เปิดเป็นโครงการเสริมสร้างศักยภาพข้าราชการของสำนักงานฯ เพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยนำข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน 2,245 คน ไปดูงานในกลุ่มประเทศอาเซียนรวม 6 คณะ งบประมาณรวม 11,681,800 บาท แต่ซอยงบเป็นคณะละ 1,940,000 บาท เป็นการเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างไปใช้วิธีพิเศษหรือไม่ หลังการรัฐประหารนายสุวิจักขณ์ได้สั่งให้ยกเลิกโครงการนี้ พร้อมสั่งเก็บเอกสารรายละเอียดโครงการทั้งหมด ขอให้ คสช.ติดตามเรื่องนี้ โดยขอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเข้ามามาก ทั้งการจัดซื้อชุดเก้าอี้รับแขก นาฬิกาเทวดาติดผนังเรือนละ 75,000 บาท ปรับปรุงห้องนักข่าว 5 ล้านบาท สร้างอาคารโรงพักตำรวจรัฐสภา ห้องยุทธศาสตร์หรือวอร์รูมสภาอีกเกือบ 100 ล้านบาท คสช.ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดต้องย้ายเลขาสภาฯคนนี้ออกจากตำแหน่งไปก่อน ไม่เช่นนั้นสภานิติบัญญัติจะเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน หาก คสช.จะปราบปรามการทุจริตจริง ต้องล้างบางการทุจริตในสภาให้เสร็จก่อน” น.ส.รังสิมากล่าว

“หมอณรงค์” ส่งเรื่องคืน คสช.

อีกเรื่อง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ อดีต รมว.สาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงหลังจากร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มกปปส. ว่า คณะกรรมการดังกล่าวได้ตั้งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นประธานคณะกรรมการ แต่ปลัดกระทรวงไอซีทีได้ขอลาออกแล้ว โดยหลักการต้องนำกลับสู่ รมว.สาธารณสุขเพื่อพิจารณาอีกครั้ง แต่เมื่อขณะนี้ไม่มีรัฐบาล และตนต้องปฏิบัติหน้าที่ รมว.สาธารณสุขชั่วคราวด้วย จึงไม่เหมาะสมที่จะพิจารณาเรื่องของตัวเอง จึงต้องส่งเรื่องให้หัวหน้า คสช.พิจารณาต่อไป จริงๆแล้วบ้านเมืองจะไม่เดินมาถึงจุดนี้ จะไม่มีรัฐประหารหากข้าราชการเข้มแข็ง แต่ที่ผ่านมามีเพียงกระทรวงสาธารณสุขออกมาเท่านั้น จึงถึงเวลาปฏิรูปประเทศให้เข้มแข็ง

“ลูกเล่าต๋า” เข้ารายงานตัว

หลังจาก คสช.มีคำสั่งฉบับที่ 50/2557 ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมรวม 12 ราย มีผู้ทยอยเข้ารายงานตัวแล้ว อาทิ นายวิจารณ์ แสนลี่ บุตรชายนายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ นายหรั่ง ธุระพล นายก อบต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ที่เคยถูกออกหมายจับคดียาเสพติด นายเจ๊ะอาแว สะมารอเม๊าะ ต้องสงสัยว่าเป็นนักค้ายาเสพติดทางภาคใต้ นายประสิทธิ์ ดวงเพ็ชร และนายมนตรี พฤกษาพันธ์ทวี อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติด ขณะที่นางเจนจิรา พูลสวัสดิ์ พี่สาวภรรยาของ พ.ต.ท.อุทัย บทมาตย์ ที่ถูกคำสั่งเรียกให้เข้ารายงาน ได้เข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ คสช. อ้างว่า พ.ต.ท.อุทัยทะเลาะกับภรรยาแล้วหนีออกจากบ้าน จึงไม่สามารถมารายงานตัวได้ ส่วนนายจำเริญ ชีวินเฉลิมโชติ เจ้าของไร่ชาอู่หลง ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย มอบหมายให้นายนนทชัย ชีวินเฉลิมโชติ บุตรชาย นำเอกสารมาชี้แจงว่าบิดาติดทำธุรกิจที่ต่างประเทศ

ตั้ง กก.บีโอไอชุดใหม่ดึงนักลงทุน

ต่อมาเวลา 18.30 น. คสช.มีประกาศฉบับที่ 55/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธานกรรมการ 2.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นรองประธานกรรมการ สำหรับกรรมการ ได้แก่ พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายสถิต ลิ่มพงษ์พันธุ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีที่ปรึกษา ได้แก่ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย และนายภัคพล งามลักษณ์ สมาคมผู้ค้าปลีก และให้นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นกรรมการและเลขานุการ สั่ง ณ วันที่ 6 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

เลขาฯบีโอไอเร่งสร้างเชื่อมั่น

นายอุดม วิวัฒนชัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การตั้งบอร์ดบีโอไอสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ความเชื่อมั่นจะสูงขึ้นและดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทยได้มาก หากบอร์ดสามารถอนุมัติโครงการได้อย่างรวดเร็วไม่มีข้อติดขัด พล.อ.อ.ประจินให้นโยบายว่า หลังจากตั้งบอร์ดบีโอไอแล้วจะต้องอนุมัติโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน การจะได้ตามเป้าต้องมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ ขณะนี้มีโครงการทุกประเภทที่รออนุมัติส่งเสริมการลงทุนอยู่ประมาณ 700 โครงการ รวมมูลค่าลงทุน 7.6 แสนล้านบาท แต่หากเป็นเฉพาะโครงการที่ต้องผ่านการกลั่นกรองของอนุกรรมการบีโอไอก่อนส่งให้บอร์ดชุดใหญ่ มีอยู่ประมาณ 400 โครงการ มูลค่าลงทุนประมาณ 7 แสนล้านบาท

ซึ่งวันที่ 9 มิ.ย. จะประสานไปยัง คสช. เพื่อกำหนดการประชุมบอร์ดที่ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าการประชุมครั้งแรกจะเป็นการทำความเข้าใจเพื่อให้การทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพราะบอร์ดชุดนี้มีหลายคนที่ใหม่ไม่เคยอยู่ในบอร์ดบีโอไอมาก่อน และหากมีเวลาจะนำเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองของอนุกรรมการบีโอไอชุดก่อน มูลค่าลงทุนรวมแสนกว่าล้านบาทมาให้บอร์ดได้พิจารณาด้วย