วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เรตติ้ง' VS. 'พลังศรัทธาของคนดู' อะไรคือคำตอบการ 'อยู่รอด' ของวงการโทรทัศน์

เกิดเป็นกระแสตลบไปทั้งวงการ จากควันหลงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" กับกรณีรูปแบบรายการที่พิธีกร "วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา" สัมภาษณ์แขกรับเชิญ "เปิ้ล-ไอริณ ศรีแกล้ว" ออกไปในทางที่หลายคนใช้คำว่า "ไม่ให้เกียรติแขกรับเชิญ" หนึ่งในเสียงวิจารณ์ที่ดูจะสั่นสะเทือนวงการรายการโทรทัศน์พอสมควรเห็นจะเป็นเมื่อ "น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละวงศ์ ณ อยุธยา" ออกมาทวีตพูดถึงเรื่องนี้ว่า รายการของเขาหลุดผังเพราะช่องให้เหตุผลว่าเนื้อหาแนวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่มีกระแสขายโฆษณาไม่ได้ ไม่เหมือนรายการมีกระแสอย่างวู้ดดี้ประโยคนี้ของ "น้าเน็ก" เกิดเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆ จากสังคม ว่าผู้จัดรายการโทรทัศน์ต้องยืนหยัดอย่างไรถึงจะอยู่รอดและ "ขายตัวเองได้" 

ไทยรัฐ ออนไลน์ ตามไปคุยกับ 2 ผู้จัดรายการที่มีรูปแบบรายการที่ต่างขั้ว หนึ่งคือรายการโทรทัศน์ที่หลายคนให้นิยามว่ารายการน้ำดี "ภัตตาคารบ้านทุ่ง" ทาง Thai PBS ทีวีสาธารณะที่อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา และอีกหนึ่งกับ "คนดังนั่งเคลียร์" รายการที่ติดชาร์ตความแรงระดับต้นๆ จากรูปแบบการสัมภาษณ์ของพิธีกรฝีปากจัดจ้าน "อาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์" ทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐ ออนไลน์จะไปพาไปดูกันว่าการอยู่รอดโดยไม่หลุดผังช่องบนวิถีการแข่งขันอันดุเดือดของวงการโทรทัศน์ไทยเขาทำกันอย่างไร เพื่อพบคำตอบสุดท้ายว่าจริงๆ รายการเหล่านี้ "อยู่รอด" ด้วยสิ่งใด

"สตังค์-จรงค์ศักดิ์ รองเดช" ผู้ผลิตรายการและผู้ดำเนินรายการ "ภัตตาคารบ้านทุ่ง" บริษัท คิดดี มุ่งทำดี จำกัด เปิดฉากพูดคุยกับ "ไทยรัฐ ออนไลน์" ด้วยประโยคที่ว่า "รายการโทรทัศน์ไทยถูกผูกขาดด้วยเรตติ้ง"

รายการโทรทัศน์ทุกรายการจะเกิดขึ้นได้ต้องมีทุน และแน่นอนสายเลือดหลักของทุนนั้นเกิดจากเม็ดเงินโฆษณา โฆษณาจะเข้าหรือไม่เข้าตัวชี้วัดที่ดีที่สุด "วัดจากเรตติ้ง" เจ้าของรายการ "ภัตตคารบ้านทุ่ง" บอกกับเราว่า "ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ากลายเป็นธรรมชาติของรายการโทรทัศน์บ้านเราไปแล้ว ที่ต้องพยายามสร้างกระแสเพื่อเรียกเรตติ้ง เพราะเรตติ้งหมายถึงความอยู่รอด"

และที่ต้องคำนึงคือกระแสเรตติ้งสร้างยากจากเรื่องดีๆ "เรื่องฉาว เรื่องคาว" สร้างเรตติ้งได้ง่ายกว่า "เป็นธรรมชาติของคนที่อยากรู้เรื่องคนอื่น สังคมไทยเองก็เป็นสังคมที่อยากรู้เรื่องคนอื่น" รายการโทรทัศน์เลยจับจุดธรรมชาติตรงนี้ของคนไทยมาสร้างกระแสให้แรงเรียกคนดู เพื่อนำไปสู่เรตติ้ง เมื่อมีคนดูรายการก็เอายอดคนดูเยอะๆ ไปยันกับสปอนเซอร์ "สปอนเซอร์เขาไม่ได้สนใจว่ารายการไหนจะมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า เขาขอแค่มีจำนวนคนดู รายการไหนคนดูเยอะ เรตติ้งก็เยอะ สปอนเซอร์ก็เข้าเยอะ รายการก็มีทุนเยอะ ทั้งหมดนี้คือความเป็นจริงที่วนเวียนเป็นวัฏจักร"

ถ้าอย่างนั้นรายการน้ำดีไม่เร้าอารมณ์จะอยู่รอดได้อย่างไรหลายคนคงมีคำถามนี้ "ต้องอดทน แต่เอาจริงๆ ถึงเชื่อมั่นแค่ไหนว่ารายการของเราสร้างมิติทางด้านบวกให้เกิดกับสังคม แต่ถ้าเราไม่มีทุน ไม่มีสปอนเซอร์มาสนับสนุน ผมคิดว่าก็คงจะอยู่ยาก สุดท้ายก็ต้องตาย อยู่ที่ว่าจะตายช้าตายเร็วแค่นั้น ถ้ามองในมุมสปอนเซอร์ก็ต้องเข้าใจเขาด้วย เขาจ่ายเงินมาแล้ว แต่ผลไม่ได้อย่างที่เขาอยากได้แล้วเขาจะเอาเงินมาให้เราทำไม เช่นกันรายการต่างๆ ที่ต้องทำรายการเพื่อเรตติ้งเอาใจสปอนเซอร์เราก็ต้องเข้าใจเขาเช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางออกของผมคือการเข้ามาทำรายการกับทีวีสาธารณะที่มีทุนให้เรา"


หากแต่ในความเป็นจริงถึงจะทำรายการในช่องที่มีเงินสนับสนุนจากรัฐ ก็ใช่ว่าคุณจะเพิกเฉยต่อคำว่าเรตติ้งได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เรตติ้งไม่ตอบโจทย์ของทางช่องรายการก็มีโอกาสหลุดผังได้ทุกเมื่อ

เมื่อต้องทำรายการให้น่าสนใจ เพื่อเรียกคนดู ในข้อแม้ที่มีทุนสนับสนุนกำจัด สปอนเซอร์ก็ไม่มี อะไรล่ะที่จะช่วยได้ "สตังค์" บอกว่าเขาเลือกใช้ความ "ครีเอทีฟ" เข้าช่วย เขาเชื่อว่ารายการน้ำดีไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ ความแตกต่างในรูปแบบที่สร้างสรรค์ก็ทำให้น่าดูได้ "ผมเชื่อว่าคนดูเขามีศักยภาพที่จะตัดสินใจเอง ว่าเขาจะดูรายการอะไร เขาคิดเป็น เขามองออก แต่ทีนี้ในเรื่องระบบออกอากาศบ้านเรา คนดูเขากำหนดเองไม่ได้ว่าฉันจะดูรายการนี้ เพราะเขาไม่ได้มีบทบาทในการวางผัง ทางสถานีจัดผังมาแบบนี้ก็จำเป็นต้องดู แต่วันหนึ่งถ้ามีรายการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเขามาเป็นตัวเลือกทำไมเขาจะไม่ดู ผมเชื่อว่าวันนี้ใกล้แล้วล่ะที่วงการโทรทัศน์ไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้น เพราะเรามีช่องทีวีดิจิตอลที่หลากหลายมาก"


ข้ามฝั่งมาดูมุมมองของ "ภัทธิรา ปาลวัฒน์วิไชย" กรรมการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 2 หัวเรือใหญ่ผู้คุมบังเหียนรายการ "คนดังนั่งเคลียร์" เธอบอกกับเราว่าโจทย์ใหญ่ของทางรายการเธอคือ "ทำเรื่องแรงๆ อย่างตรงไปตรงมาให้น่าดู" เพราะกระแสที่แรงจะทำให้ได้เรตติ้งที่ดี และคำตอบสุดท้ายคือ "สปอนเซอร์เข้า"

คอนเซปต์แต่แรกของ "คนดังนั่งเคลียร์" คือสัมภาษณ์ใครก็ได้ที่ดังหรือเป็นคนที่สังคมต้องการรู้จักและอยากรู้คำตอบจากปากเขา เหตุผลที่เลือกคนเหล่านี้เพราะง่ายต่อการทำให้เกิดกระแส เร้าให้คนดูอยากติดตาม "ภัทธิรา" ยอมรับแบบตรงไปตรงมากับทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ว่า "คนดังนั่งเคลียร์" ไม่มีลิมิตความแรงของคำถาม

"เราจำเป็นต้องแรงเพราะเป็นประเด็นที่สังคมอยากรู้ เราต้องจริงใจต่อการนำเสนอที่ตรงไปตรงมา แต่ทั้งนี้คำถามทั้งหมดแขกรับเชิญต้องอนุญาตให้เราถามได้ ทุกคำถามที่อาจารย์ยิ่งศักดิ์ถามในรายการยืนยันว่าแขกรับเชิญรู้ล่วงหน้าเพราะเราส่งให้เขาพิจารณา ทุกคนต้องตกลงกับเราแล้วว่าเต็มใจที่จะตอบคำถามเหล่านี้ คำถามไหนที่แขกรับเชิญไม่สบายใจเราก็จะไม่ถาม เรื่องหนึ่งที่เราระวังอย่างมากคือแขกทุกคนต่อให้เขามีประเด็นลบ เราก็จะให้เกียรติเขา ต้องระวังว่าคำถามอะไรจะทำร้ายหรือไม่ให้เกียรติแขกรับเชิญหรือเปล่า เพราะเราถือว่านี่คือมารยาททางการทำงาน"

"ภัทธิรา" ​สรุปว่ารูปแบบรายการของ "คนดังนั่งเคลียร์" ที่ทุกคนเห็นมีผลอย่างมากต่อเม็ดเงินจากสปอนเซอร์ที่เป็นรายได้หลักของรายการ เพราะรูปแบบนี้อย่างนี้นี่ล่ะ คนดูจึงเยอะ เรตติ้งจึงดี "ต่อให้รายการคุณกระแสดีมากมายแต่คนไม่ดู ก็เท่านั้นเพราะเรตติ้งคุณไม่ได้ โฆษณาก็จะไม่เข้า ระบบของเอเจนซี่โฆษณาตัวชี้วัดที่จะทำให้เขาจะซื้อหรือไม่ซื้อโฆษณาก็คือเรตติ้ง รายการไหนดังไม่ดังเอเจนซี่เขาวัดจากตัวเลขเรตติ้ง ไม่ใช่วัดจากกระแสวิพากษ์วิจาณ์"


ถึงแม้รายการจะต่างขั้วแต่บทสรุปหนึ่งที่ได้จากการพูดคุยครั้งนี้ก็คือนอกจาก "เรตติ้ง" ที่จะเป็นตัวช่วยให้รายการ "รอด" แล้วดูเหมือนความคิดนึงที่ทั้ง "ภัตตาคารบ้านทุ่ง" และ "คนดังนั่งเคลียร์" คิดตรงกันกันคือความจริงใจที่มีให้กับคนดู

"เมื่อได้ก็ตามที่คุณลวงคนดูด้วยเทคนิคอะไรก็แล้วแต่เพื่อสร้างกระแส เรียกเรตติ้ง มันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่มีความจริงใจ วันนี้คนดูโทรทัศน์เขาฉลาด เขาดูออก เขารู้ว่าคุณกำลังทำอะไร ถ้าไม่จริงใจต่อให้รายการคุณมีกระแสแค่ไหนก็ไม่มีคนดู วันนี้สปอนเซอร์คุณเยอะแค่ไหน แต่ถ้าคนดูเขาไม่ดูคุณสุดท้ายสปอนเซอร์ก็จะหนีคุณ" หนึ่งในสองคนโทรทัศน์กล่าวทิ้งท้าย

"คนดู" คือคำตอบสุดท้ายของวงการโทรทัศน์ไทยเพราะฉะนั้นอย่าริเล่นกับพลังศรัทธาของผู้ชม.