วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ห่วงโซ่ปรองดอง นำร่องปฏิรูป

การบ้านใหญ่ทุกภาคส่วน “เร่ง” สลายสีเสื้อ

ผ่านสัปดาห์ที่ 2 ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการรัฐประหาร สถานการณ์ค่อยๆกลับสู่ความสงบ

ประชาชนเริ่มคุ้นชินใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติ

และก็ยังต้องติดตามกันต่อไปกับกระบวนการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ตามขั้นตอนขบวนการภายหลังการยึดอำนาจการปกครองที่ต้องมีกฎหมายรองรับการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร

เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน

นั่นหมายถึงว่า นาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ยังคงอำนาจ “เบ็ดเสร็จ” ไว้ในกำมือ

ถืออำนาจสูงสุดอยู่เหนือธรรมนูญการปกครอง

โดยรูปการณ์ที่ คสช.ยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานประปรายจากภายในประเทศ มวลชนต่อต้านรัฐประหารเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว

แสดงอาการไม่ยอมรับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

อีกด้านก็มีกระแสกดดันจากนานาชาติ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เรียกร้องให้ทหารรีบคืนประชาธิปไตย ให้ประเทศไทยรีบกลับสู่การเลือกตั้ง

ตามหลักการ “อำนาจจากรัฐประหาร” หนีไม่พ้นโดนตั้งแง่รังเกียจจากสังคมโลก

เป็นสภาวการณ์ตาม “แบบฟอร์ม” ที่คาดการณ์ไว้แต่แรกอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ตรงกันข้าม สังคมในประเทศกลับขานรับ ตามปรากฏการณ์สะท้อนตัวชี้วัดจากตลาดหลักทรัพย์ที่ดีดตัวขึ้น หุ้นบวกติดต่อกันหลายวัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทางบวก

นั่นก็พอจะอนุมานได้ว่าคนไทยส่วนหนึ่งพึงพอใจกับการที่กองทัพออกมาล้มกระดาน

เพราะอย่างน้อยมันก็เป็น “จุดเปลี่ยน” ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้มากกว่าตอนวิกฤติความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจที่ขึงพืด เดินหน้าไม่ออก ถอยหลังไม่ได้

การเมืองแก่งแย่งอำนาจกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลากประชาชนคนไทยเข้าสู่ทางตัน

มืดมนหาทางออกไม่เจอ

โดยบริบทการเมืองแบบไทยๆ จึงถือว่า ทหารเข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลา

ที่สำคัญกว่านั้น หลังปฏิบัติการยึดอำนาจการปกครอง คสช.ก็แสดงให้เห็นถึงมิติใหม่ของการรัฐประหารล้มกระดานฝ่ายการเมือง

ตามเงื่อนไขความจำเป็นต้องเดินหน้าประเทศไทย

โดยการเร่งเดินหน้างานบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากการจ่ายเงินคงค้างโครงการรับจำนำข้าวให้ชาวนา การเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม ไฟเขียวโครงการรถไฟรางคู่ และอีกหลายโครงการในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อน

เร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในระยะสั้น

เดินตามหลักการบริหารสูตรเดียวกับรัฐบาลพลเรือน เหมือนทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

นี่น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงต้านรัฐประหารในประเทศเบาบางลง

ทั้งหมดทั้งปวง ตามรูปการณ์ที่ คสช.น่าจะใช้บทเรียนจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นตัวตั้ง ในการเดินหมากไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย
กองทัพทำ “เสียของ” สุดท้ายต้องตกเป็นจำเลยสังคม

“คนนำปฏิวัติ” โดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

ซึ่งนั่นก็ทำให้เข้าใจได้ ถึงความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องล็อกความเบ็ดเสร็จไว้ในมือ ยังไม่แชร์อำนาจง่ายๆ ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวยังไม่ถูกประกาศใช้ ยังไม่มีการรีบตั้งนายก รัฐมนตรี ไม่มีการฟอร์ม ครม.บริหาร เหมือนเช่นการปฏิวัติที่ผ่านมา

ต้องควบคุมปัจจัยแทรกซ้อนให้ชัวร์ที่สุด

เพราะถ้าถึงจังหวะอำนาจหลุดมือไปอยู่กับคนอื่นแล้ว มันก็หวังผลได้ไม่เต็มร้อยเหมือนตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขการรัฐประหารรูปแบบใหม่ ที่หัวหน้า คสช.สั่งเร่งงานบริหารทันทีหลังวันยึดอำนาจ โดยไม่มีการไล่บี้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของเครือข่ายอดีตรัฐบาล ไม่มีการไล่เช็กบิลคนของขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนรูปแบบการรัฐประหารรอบที่ผ่านมา

แต่ภารกิจเร่งด่วนที่แทรกคิวมาก่อนเลยก็คือการสร้างความปรองดอง

โดยการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ตามคำสั่ง คสช.มอบหมายให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการเป็นผู้อำนวยการ ศปป. พร้อมคณะทำงานประกอบด้วยคณะทำงานส่วนกลางและ ศปป.กอ.รมน.ภาค 1–4

แบ่งขั้นตอนการปฏิบัติ 3 ขั้น

ขั้นที่ 1 เป็นการจัดระเบียบความรู้สึกของคนในระดับพื้นที่ให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน สามัคคี ลดความแตกแยก จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลส่งต่อ ขั้นที่ 2 เป็นระยะการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเดือนมิถุนายน โดยคณะทำงานส่วนกลางรวบรวมความเห็นจากระดับครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค จัดทำเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการเสนอให้ ศปป.ทราบ

และขั้นที่ 3 ในเดือนกรกฎาคม จะมีการประมวลข้อมูลที่ได้รับนำไปสู่การนำเสนอแนวทางการปฏิบัติประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาในภาพรวมต่อไป

วางโรดแม็ป กำหนดบทบาทหน้าที่ ล็อกปฏิทินเวลา กำหนดเป้าหมายชัดเจน

เจาะลึกถึงระดับครอบครัว ลุยแก้กันตั้งแต่หน่วยย่อยสุดของสังคม

เรียกว่า “หวังผล” กับการสลายอารมณ์แตกแยกเต็มที่

โดยระหว่างนี้ถือว่าอยู่ในขั้นที่ 1–2 ตามปรากฏการณ์ที่ คสช.เดินหน้ายุทธศาสตร์ “สลายสีเสื้อ” ส่งทหารออกมาสร้างความบันเทิง ตั้งเวทีคอนเสิร์ต จัดกิจกรรมทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองต่างจังหวัด

คืนความสุขสู่ประชาชนคนไทย

ประเดิมเริ่มแรกเลย หน่วยบูรพาพยัคฆ์จากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร2รอ.) จ.ปราจีนบุรี ได้จัดกิจกรรมกันที่บริเวณหน้าหมู่บ้านเฟิร์สโฮม ตรงข้ามสถานีวิทยุเรดการ์ดของนายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำระดับหัวโจกกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ จ.ปทุมธานี
เจาะจงเลือกพื้นที่สีแดงเข้มจัด

ตามรูปแบบกิจกรรม อาทิ การแสดงดนตรี ปลูกฝังการเทิดทูนสถาบัน บริการตัดผม หน่วยแพทย์ทหารเคลื่อนที่ การฝังเข็ม แจกจ่ายอาหารเครื่องดื่ม และรับมอบถุงยังชีพ

สร้างความอุ่นใจ ทำให้เกิดรอยยิ้มระหว่างทหารกับประชาชน

ขณะเดียวกันก็เป็นภาพข่าวทางสื่อมวลชน ทหารหญิงในสังกัดกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา ขึ้นเวทีทั้งร้องทั้งเต้น เดินสายสร้างความสุขให้ชาวบ้าน

ช่วยให้บรรยากาศอึมครึม ผ่อนคลายลง

ถือเป็นความพยายามตามแบบฉบับของทหาร ในการเดินกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์ ใช้ดนตรีและเสียงเพลงเป็นอาวุธในการสลายบรรยากาศตึงเครียด ลดความขัดแย้งในสังคม

“ก่อฐาน” ปรองดองสมานฉันท์

นั่นก็เพราะมันคือ “หัวใจหลัก” ในการนำประเทศไทยกลับคืนภาวะปกติสุข

อีกทั้งโดยเงื่อนไขที่โยงต่อเนื่องกัน ความสำเร็จหรือล้มเหลวในการปรองดองสมานฉันท์ยังโยงไปถึงการปฏิรูป แนวทางการยกเครื่องประเทศไทย ที่ คสช.ได้มอบให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญ-จนรัตน์ รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศไทย

รอสานผลต่อในช็อตต่อไป

ทหารเตรียมพิมพ์เขียว กำหนดโรดแม็ปไว้หมดแล้ว

แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดออกตัวไว้ กระบวนการปรองดองคงไม่เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพราะปัญหาความขัดแย้งที่สะสมมานานกว่า 9 ปี

ที่สำคัญจะยกให้เป็นหน้าที่ทหารฝ่ายเดียวไม่ได้

ซึ่งนั่นก็คือเรื่องจริง ตามสถานการณ์ก็อย่างที่เห็นๆกัน สถานการณ์ความแตกแยกทางความคิดในหมู่ประชาชนคนไทยนั้นไหลเตลิดไปไกล

ผ่านการตอกลิ่ม สร้างกระแสความเกลียดชัง

ปลุกเร้าอารมณ์กองเชียร์ 2 ขั้ว จนถึงขั้นจะถืออาวุธเข้าประหัตประหารกันได้

ต่างฝ่ายต่างยึดตัวเองเป็นความถูกต้อง ไม่มีใครฟังใครแล้ว

ที่แน่ๆการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหา แถมยังเป็นต้นตอเพิ่มอุณหภูมิความเกลียดชัง เพราะต่างฝ่ายต่างเอาชนะคะคาน

ยึดผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง มากกว่าคำนึงถึงประเทศชาติส่วนรวม

และถึงจุดนี้ เมื่อกองทัพเข้ามาเคลียร์วิกฤติเอง ตามสภาพทางกฎหมายเมื่อรัฐธรรมนูญถูกฉีก พรรคการเมืองก็สิ้นสภาพไปโดยปริยาย
นักการเมืองโดนไล่ให้ไปพักอยู่ข้างสนาม

ตามรูปการณ์ต้องตกงานยาวไปอีกปีครึ่งเป็นอย่างต่ำ

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะดีเลวยังไง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาติของนักเลือกตั้งย่อมมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าเมื่อเทียบกับทหารอาชีพที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับชาวบ้าน

แน่นอน ในมุมนี้ถ้ามองกันว่าการสร้างความปรองดองเป็นการบ้านข้อใหญ่

เป็นเรื่องของประชาชนคนไทยทุกฝ่ายไม่เลือกภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกันในการทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปในสังคมโลก

หลุดพ้นจากวิกฤติ “หลุมดำ” เสียที

งานนี้นักการเมืองช่วยได้เยอะ

เบื้องต้นเลยก็ในการทำความเข้าใจกับประชาชนฐานเสียง กองเชียร์ฝ่ายตัวเองให้เข้าใจถึงสถานการณ์ เงื่อนไขที่ทำให้คนไทยจำเป็นต้องหันหน้ากลับมาหากัน

ต้องสลายสีเสื้อ ทำเพื่อลูกหลานในอนาคต

อย่าลืมว่า ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์เจ็บปวดมาด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นเวลา 8–9 ปี นับจากวิกฤติการเมืองที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนเกิดการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน

ตาย เจ็บ เสียเลือดเสียเนื้อกันนับไม่ถ้วน

ราชอาณาจักรไทยใกล้เข้าสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลว”

ทั้งๆที่มีคนได้ประโยชน์ไม่กี่คน แต่ประเทศชาติและประชาชนไทยสูญเสียประเมินไม่ได้

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันคิดเป็นการบ้านข้อใหญ่

ปรองดองสมานฉันท์ยังต้องลุ้นกันระยะยาว.

“ทีมการเมือง”

7 มิ.ย. 2557 09:05 ไทยรัฐ