วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยุคสมัย...กินเมือง

กฎมณเฑียรบาลพม่า หลายข้อเหมือนกฎมณเฑียรบาลไทย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้เจ้านาย “กินเมืองใด” ก็เอาเชื่อเมืองนั้นเรียกเป็นพระนาม (สาส์นสมเด็จ เล่ม 6 คุรุสภา พิมพ์ พ.ศ.2534)

ตัวอย่างพระนาม ในพงศาวดารพม่า พระเจ้าสารวดี (สาวัตถี) พระเจ้าภุกาม พระเจ้ามินดง พระเจ้าสีป่อ

คำ “กินเมือง” หมายความต่างกับคำ “ครองเมือง”

กินเมือง คือได้ส่วยสาอากรที่เกิดขึ้นในเมืองนั้น เป็นผลประโยชน์ แต่ส่วนพระองค์ยังคงอยู่ในราชธานี

ครองเมือง ต้องออกไปประจำบังคับบัญชาการ อยู่ในเมืองนั้น

ประเพณีกินเมือง พม่าใช้กว้างขวางมาก พระมเหสี พระมหาอุปราชา เจ้านาย ขุนนางผู้ใหญ่ ได้กินเมืองทั้งนั้น รองลงมาถึงชั้นนักสนม และขุนนางชั้นรอง ก็ได้กินเมืองส่วย

ประเพณีนี้ มีความเปลี่ยนแปลงในรัชกาลพระเจ้ามินดง เสียหัวเมืองข้างใต้ไปเป็นของอังกฤษ จึงตั้งภาษีขึ้นใหม่ เรียกว่า “สัสเมธะ” เก็บเงินรายตัวราษฎร อัตราสิบชักหนึ่ง ตามที่ทำมาหาได้ เอาเงินมาแจกเบี้ยหวัดแทนส่วย

แต่กระนั้น ฝรั่งก็ยังยั้งมือไว้ไมตรี ระดับพระอัครมเหสี และพระมหาอุปราชา ก็ยัง “กินเมือง” เหมือนเดิม

สาส์นสมเด็จ เล่ม 8 สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงการกินเมือง แบบขุนนาง ในจังหวัดภาคใต้ ขุนนางเหล่านี้ แม้ราชสำนักจะมีวิธีคัดสรรอย่างดี แต่วิธีการกินเมือง ก็เป็นไปตามอัธยาศัย

เมืองตะกั่วป่า และเมืองพังงา ผู้ว่าราชการเมือง เป็นแต่ผู้ดีที่ได้รับการอบรมในตระกูลสูงมาแต่เดิม ไม่สันทัดการค้าขาย ได้แต่ชวนพ่อค้าจีนมาเข้าหุ้น ได้กำไรไม่สู้มาก

ทั้งไม่รู้จักใช้กำไรหาประโยชน์เหมือนผู้ว่าเมืองภูเก็ต เมืองระนอง

เมืองตะกั่วป่า พระยาเสนานุชิต (นุช) แจกจ่ายให้ปันเลี้ยงบุตรธิดาอย่างฟุ่มเฟือย ครั้นถึงแก่กรรม บุตรชายชื่อเอี่ยม ก็ได้เป็นพระยาเสนานุชิต ผู้ว่าราชการเมืองต่อมา

พระยาเสนานุชิตเอี่ยม เป็นคนสนุกเฮฮา คิดว่าเล่นหมากรุกเก่ง มาเข้ากรุงเทพฯ ก็เที่ยวไปท้าเล่นเดิมพัน กระดานละ 5 บาท

นักเลงหมากรุกเมืองกรุง เห็นเป็นไอศกรีม กินเงินเสียคราวละมากๆ

ชอบซ้อมยิงกระสุน ใช้บ่าวเป็นเป้า ถ้ายิงถูกบ่าวคนไหน ให้เงินทีละเหรียญ

เรื่องเมืองพังงา เล่ากันถึงพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) เจ้าเมืองคนแรก ดูเหมือนตั้งใจถ่ายแบบเจ้าพระยานครน้อย คือประพฤติซื่อตรง สิทธิขาด และอยู่ข้างดุร้าย ผู้คนนับถือกลัวเกรง

อภินิหารเจ้าเมืองพังงาคนนี้มีมาก วันหนึ่งมีเสือใหญ่พลัดเข้ามาอาละวาดในเมือง ท่านสั่งให้ราษฎรสานแผง เข้าไปล้อมจับได้ทั้งเป็น โดยไม่ต้องใช้ศัสตราวุธ และไม่มีราษฎรเป็นอันตราย

เวลายิงจระเข้ เจ้าเมืองร้องว่า “ถูกแล้ว” พวกฝีพายก็ต้องกระโดดลงน้ำไปจับจระเข้ได้ทันที บางตัวไม่มีรอยถูกยิงเลย

แต่ก็จับได้อย่างน่าอัศจรรย์

เล่ากันอีกว่า ในจำนวนสัตว์ที่ท่านชอบเลี้ยงมากมาย ท่านฝึกหัดนิสัยสัตว์ได้เหมือนใจนึก ไก่ร้องกระต๊ากหนวกหูนัก ท่านก็สั่งให้จับเอาหัวจุ่มน้ำจนสำลัก แล้วจึงปล่อย

ไก่กลัวถูกกดน้ำ ก็เกิดความกลัว ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยร้องกระต๊ากอีกเลย

โดยอุปนิสัยเด็ดขาดเข้มข้นอย่างนี้ เมื่อมีกรณีพวกกุลีเหมืองแร่ภูเก็ต ก่อการจลาจล ข้าหลวงเรียกเจ้าเมืองข้างเคียงมาหารือ ถามพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ว่า “ควรทำอย่างไร”

“เรื่องอย่างนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในเมืองพังงา” ท่านเจ้าเมืองตอบสั้นๆ

พอเป็นที่เข้าใจ ถ้าซื่อตรงมั่นคง ปกครองด้วยความเด็ดขาด อย่างท่าน ปัญหากุลีก่อจลาจล คงไม่มี

ก็ขนาด ไก่ยังไม่กล้าร้อง “กระต๊าก” ใคร? กุลีเหมืองแร่ คงไม่กล้าหืออือ เอากะท่าน

ส่วนเรื่องธรรมชาติของไก่ โดยเฉพาะไก่ตัวเมีย ไม่กล้าร้องกระต๊าก เพราะความกลัว จนไข่หด ไม่มีไข่ให้คนกินนั้น เป็นเรื่องต่อเนื่อง...ที่นักปกครอง จะต้องคิดหาวิธีประโลมประเล้าเอาใจ ให้ไก่หายกลัวกันเอง

ขู่บ้างปลอบบ้างไปตามประสา ไม่ช้า ไก่ก็คงออกไข่ได้เหมือนเดิม.

กิเลน ประลองเชิง

6 มิ.ย. 2557 09:40 6 มิ.ย. 2557 09:40 ไทยรัฐ