วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใกล้บ้าน...ใกล้ใจ กระจายคนไข้ให้หมอ

โดย

ปมปัญหา...ผู้ป่วยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาใน “ระบบหลักประกันสุขภาพ” หรือ “สิทธิบัตรทอง” ตามโรงพยาบาลที่เคยแจ้งสิทธิเอาไว้

เหตุปัจจัยนี้มีเสียงสะท้อนจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพว่า เป็นเพราะ กทม.เป็นเมืองที่มีประชากรมาก แต่โรงพยาบาลที่รองรับยังมีน้อย แม้ว่า สปสช.จะพยายามพัฒนาบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ กระจายผู้ใช้สิทธิบัตรทองไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน...

หมายถึงว่า เมื่อเกิดเจ็บป่วยก็ให้ไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือที่เรียกกันว่า “คลินิกชุมชนอบอุ่น ใกล้บ้านใกล้ใจ”...ก่อน หากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น ค่อยส่งตัวต่อมายังโรงพยาบาล

ต้นตอปัญหามีว่า เมื่อ สปสช.กระจายรายชื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิแล้ว ผู้ใช้สิทธิไม่น้อยไม่รู้เรื่อง ทำให้ยามเจ็บไข้เมื่อต้องใช้บริการก็ไปใช้สิทธิโรงพยาบาลเดิม ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้

นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจสำนักงานสาขาและการมีส่วนร่วม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่า ระบบกระจายผู้ป่วยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 ดำเนินการมาแล้วหลายโรงพยาบาล แห่งแรกคือโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เราสามารถสร้างคลินิกอบอุ่น...ใกล้บ้านใกล้ใจ ได้ทั้งหมด 25 แห่ง

เท่ากับว่าสามารถกระจายประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเล็กน้อย จากที่เคยต้องวิ่งตรงเข้ามายังโรงพยาบาล ก็ไปรับการรักษาที่คลินิกใกล้บ้านได้

“เราได้เชิญมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาประเมินโครงการ พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจ เพราะว่าผู้รับบริการสามารถมารับการรักษาจากบ้านมาถึงคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที”

เรียกว่าเป็นกระบวนการเข้าถึงการรักษาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว จะขี่จักรยานมา หรือเดินมา ก็เป็นการรับการรักษาที่ใกล้บ้านได้จริงๆ ถือเป็นผลสัมฤทธิ์ในการเข้าถึงการรับบริการ

หลายแห่งทำได้ดี...คนไข้ก็พอใจ ไม่ต้องไปนั่งรอรักษาครึ่งค่อนวันเหมือนเดิม เช่น เบาหวาน...ศูนย์บริการใกล้บ้านใกล้ใจไปง่าย เจาะเลือด

ตอนเช้า เสร็จแล้วก็กลับบ้านมาทานข้าว สายๆก็ไปรับยา ไปคุยกับคุณหมอต้องดูแลตัวเองอย่างไร เพิ่มการนัดให้คำปรึกษา เพิ่มกิจกรรมสร้างสุขภาพ เยี่ยมบ้านให้เกิดความใกล้ชิด

การดำเนินการต่อมาก็มี...โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในปีนี้ก็จะเป็นโรงพยาบาลเลิดสิน

เป้าหมายสำคัญในการกระจายผู้ป่วย นพ.รัฐพล ย้ำว่า เพื่อต้องการลดความแออัดให้กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้บริการรับการรักษาแน่น มีความไม่สะดวก ติดขัดไปหมด...อย่างโรงพยาบาลภูมิพลฯ

ลดลงจากวันละ 500 คน ที่เป็นผู้ป่วยนอกที่เข้ามารับการตรวจผู้ป่วยทั่วไป เหลือวันละ 50 คน ก็ถือว่าลดลงมาก

สิ่งที่เกิดขึ้น ประชาชนที่รับทราบว่าตัวเองถูกกระจายออกไปรับการรักษายังหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้านใกล้ใจ ก็จะไปใช้บริการในหน่วยที่อยู่ใกล้บ้าน บางกรณีที่ไม่สะดวก เพราะว่าย้ายที่อยู่ ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านจริงๆ ก็จะได้รับการพิจารณาย้ายสิทธิไปยังหน่วยบริการที่อยู่ใกล้บ้านจริงๆ

หรือ...บางกรณีคนไข้ไม่ทราบว่าถูกย้าย ผ่านไประยะเวลาหนึ่งเพิ่งรู้ก็เมื่อเจ็บป่วยเข้าไปใช้บริการ พบว่า สิทธิตัวเองถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็อนุญาตให้คนไข้สามารถใช้บริการต่อเนื่องที่โรงพยาบาลได้ในครั้งนั้น แต่ในครั้งต่อไปให้แจ้งคนไข้ได้ทราบว่า...สิทธิของท่านได้ถูกเปลี่ยนไปยังหน่วยรักษาใกล้บ้านของท่านแล้ว

กรณีนี้เราจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าไม่ใช่เป็นการทิ้งคนไข้ ทุกครั้งที่ประชาสัมพันธ์จะแจ้งให้โรงพยาบาลทำความเข้าใจกับผู้ป่วยเสมอ คุณหมอที่ดูแลคนไข้เป็นประจำ...โรคที่เป็นโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลจะดูแลต่อ ถ้าโรคไหนที่ไม่รุนแรง ไม่เรื้อรัง ก็จะมีการส่งตัว

โดยระบบแล้วโรงพยาบาลจะต้องดูแลคนไข้ต่อเนื่อง ถือเป็นพันธสัญญาร่วมกันระหว่าง “โรงพยาบาล” กับ “คลินิกชุมชนอบอุ่น ใกล้บ้านใกล้ใจ” และในหน่วยบริการใกล้บ้านใกล้ใจ ตัวคลินิกเองก็ต้องถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานโดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานในประเด็นต่างๆด้วยเช่นกัน

“กลไกประชาสัมพันธ์รับทราบว่ามีข้อขัดข้องเกิดขึ้นอยู่ในระดับหนึ่ง เราพยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบการเปลี่ยนแปลงสิทธิให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อในพื้นที่ เนื่องจากการสื่อสารในเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากสื่อสารสาธารณะโดยรวมจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าผู้นำท้องถิ่น อสม. ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆคนจะได้รับการเชิญมาประชุมทำความเข้าใจทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ รวมถึงการติดป้ายประชาสัมพันธ์ทั้งในโรงพยาบาล คลินิก

ในปีนี้...เท่าที่ฟังเสียงสะท้อนออกมา ดูจะมีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งต้องเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องประชาสัมพันธ์ ให้คลินิกชุมชนอบอุ่นที่เป็นเจ้าของพื้นที่ทำการสื่อสารให้มากขึ้น ส่วนประเด็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องระบบส่งตัวคนไข้ไปรับบริการที่โรงพยาบาล สปสช.จะเพิ่มงบประมาณให้กับคลินิกที่ดูแลคนไข้โรคเรื้อรัง

ตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าถ้ามีคนไข้เบาหวาน ความดัน โรคมะเร็ง หอบหืด โรคปอด โรคเหล่านี้เป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ก็จะจ่ายงบประมาณให้มากกว่าคนไข้ที่ไม่ได้เป็นโรคเรื้อรัง

สำหรับกลไกที่จะทำให้มีการตรวจสอบสิทธิได้สะดวกขึ้น ว่ามีสิทธิอยู่ที่ไหน สามารถติดต่อด้วยตนเอง มาที่คอลเซ็นเตอร์ สปสช. 1330 หรือถ้าใช้สมาร์ทโฟน ก็ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ทันทีเช่นกัน

ทันตแพทย์กวี วีระเศรษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 13 กรุงเทพมหานคร เสริมว่า การลงพื้นที่จริงในโครงการลดความแออัด ให้ลองนึกถึงภาพเวลาที่คนเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆน้อยๆไปแออัด รอรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ...ขณะที่คนที่เจ็บป่วยมากๆที่ต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็อาจจะต้องรอคิว ไม่มีโอกาสในการรักษา

ระบบกระจายผู้ป่วย สปสช.กทม.ทำแล้วได้ประโยชน์กับประชาชนจริงๆ...ในส่วนของการดึงการมีส่วนร่วมภาคบริการเอกชนมาช่วยได้ อย่าลืมว่า...แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขพยายามจะจัดบริการให้ดีอย่างไร แต่ก็ด้วยความจำกัดทางทรัพยากรอย่างไร การบริการก็ไม่เพียงพอ การดึงโรงพยาบาลเอกชนมาร่วมจะทำให้การบริการประชาชนด้านสาธารณสุขดีขึ้น

“ประชาชนโดยทั่วไปไม่ควรรอเจ็บป่วยก่อนจึงจะตรวจสอบสิทธิ ถ้ามีโอกาสก็ตรวจสอบเลยเสียแต่วันนี้ว่าสิทธิของตัวเองอยู่ที่ไหน อาจจะเป็นเดือนละครั้ง หรือปีละครั้งก็ได้”

นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ บอกอีกว่า การเปลี่ยนสิทธิแม้ว่าจะทำได้ แต่การย้าย...ต้องเข้าใจว่าถ้าย้ายโดยไม่มีเหตุผลพอ จะเกิดการโกลาหลมาก

ฉะนั้น ในบางกรณีเท่านั้นถึงจะอนุญาตได้รับการย้าย เช่น บ้านติดโรงพยาบาลแต่ถูกย้ายไปไกลขัดกับนโยบายใกล้บ้านใกล้ใจ...แบบนี้ย้ายได้ ทำเรื่องเป็นครั้งๆ รายๆไป ยึดการเดินทาง ภาระการเจ็บไข้ได้ป่วยของโรคที่มีความจำเป็น เป็นสำคัญ ไม่อย่างนั้นย้ายกลับมากๆ สุดท้ายก็จะแน่นโรงพยาบาลขนาดใหญ่เหมือนเดิม

นโยบายหลักประกันสุขภาพ... “ใกล้บ้านใกล้ใจ” เป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทาย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดีที่จะสร้างระบบหลักประกันสุขภาพให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ก็ต้องฝ่าฟันปัญหากันต่อไป.

5 มิ.ย. 2557 09:59 ไทยรัฐ