วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อเอย เมื่อนั้น

คำขึ้นบทอาขยาน จากบทโขน ละคร ที่เด็กประถมรุ่นผมท่อง...มีทั้ง เมื่อนั้น...และ บัดนั้น ก็ท่องๆๆ กันไป ไม่เคยได้สังเกต...ความหมาย เมื่อนั้น ใช้กับใคร บัดนั้น ใช้กับใคร

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ใน (สาส์นสมเด็จ เล่ม 7 คุรุสภาจัดพิมพ์) ว่า...ยังมีคำขึ้นต้น ในบทเสภาว่า ครานั้น

ส่วนคำลงท้าย...ในหนังสือเก่า เช่น ไตรภูมิพระร่วง และเทศน์มหาชาติ ใช้คำว่า “แล”

ทรงวินิจฉัยที่ใช้คำว่า เมื่อนั้น บัดนั้น ครานั้น เดิมจะเกิดแต่แปลหนังสือภาษามคธเป็นภาษาไทย ด้วยสำนวนแต่งภาษามคธ เมื่อขึ้นต้น มักมีคำว่า อถ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “ทีนั้น”

และอีกคำว่า อถ โข ซึ่งแปลว่า ทีนั้นแล

สมเด็จกรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงประทานทูลสนองปัญหา คำนำบทละคร เมื่อนั้น บัดนั้น เป็นการที่ไว้ช่องให้ตัวละครที่จะต้องทำบทรู้ตัว ว่าถึงบทของตนแล้ว

หากแต่งเป็นกลอนติดกันไป ไม่มี เมื่อนั้น บัดนั้น คั่น ตัว-ละครที่จะถึงบทต่อไป จะตะครุบไม่ทัน

ทรงสังเกตว่า คำเมื่อนั้น บัดนั้น เพิ่งจะใช้กันเป็นแบบในภายหลัง บทละครแต่ก่อนเก่า ใช้คำแปลก เช่น ในเรื่อง มโนราห์ “กล่าวอ้าง ถึงนางพระราชมารดา”

เขมรเอาคำ เมื่อนั้น บัดนั้น จากบทละครไทยไปถอดเป็นภาษาเขมร เป็น “กาลเนาะ”

บทละคร เรื่องอิเหนา ตัวละครเขาก็ร้องด้นตามใจเขา ลิเกเรื่องอิเหนา เขาก็ร้องด้นเป็น “ฝ่ายว่าละวะปันหยี ก็จรลีไคลคลา” คนที่เล่นเก่งก็ร้องขึ้นสดๆ คนที่ไม่เก่งก็จำมาท่องไว้เล่นต่อไป

พวกกวี เห็นว่าใช้คำรุ่มร่าม ก็เอามาแต่งใหม่ จึงยังไม่แน่ใจ ลงไปได้ว่า บทละครขึ้นต้น เมื่อนั้น บัดนั้น มาแต่อะไร

เพียงแต่มีหลักเดียว ที่เห็นชัด คือใช้กันเป็นยศ ตัวนายโรงเอก ใช้...เมื่อนั้น

เสนากำนัล ใช้...บัดนั้น

มาถึงคำว่า “แล” สมเด็จกรมพระนริศฯ ทูลว่า วินิจฉัยยากเหลือเกิน ตามแบบโบราณนั้น เชียนแล แปลไปได้หลายอย่าง ดู ก็ได้ ว่ากับ ก็ได้ ว่าแล้ว ก็ได้ และอะไรๆอีก อ่านก็ออกเสียงต่างกัน

จนภายหลัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า มาทรงบัญญัติให้เขียนตามเสียงอ่าน เป็น แล และ และแหละ แหล่ ทำให้ยากขึ้นอีกมาก

ตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตรัสตั้งปัญหา...เฉพาะคำว่า แล ที่ใช้ในท้ายความ สมเด็จกรมพระนริศฯ ทรงว่าเป็นคำเดียวกับที่เขมรใช้มาก คือคำว่า โหง

ตายโหง คำเขมร เป็นคำไทย แปลว่า...ตายแล

แต่ไทยใช้กันไปๆ คำ ตายโหง กลายเป็นคำว่า ตายไม่ดี ใช้กันแล้วก็ใช้กันต่อไป เป็นโหงพราย ซึ่งหมายถึงผี

สุดท้าย...สมเด็จกรมพระนริศฯ ขอทูลวินิจฉัย ตัดให้สั้นลงว่า คำว่า แล ที่ใช้ในท้ายความนั้น หมายความว่า แล้ว ดุจ เช่นนี้แลฤา ก็คือเช่นนี้แล้ว อย่างนั้นแล ก็คือ อย่างนั้นแล้ว

เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดได้จากคำว่า “ควรฤาแล” ก็คือ ควรแล้วหรือนั้น ทีเดียว

บ้านเมืองเราตอนนี้ หลายคนอาจบ่น “ควรฤาแล” แต่หลายอย่างดีขึ้นกว่าตลอดครึ่งปีที่แล้ว แม้ฝรั่งโจมตีว่าไม่ดี...ทหารปฏิวัติ แต่คนไทยส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นส่วนใหญ่ ก็เห็นเป็นเรื่องดี หุ้นจึงขึ้นเอาๆ

เป็นเช่นที่โสเครติส ปราชญ์กรีกพูดเอาไว้ เมื่อกว่า 2500 ปีที่แล้ว “ไม่มีอะไรดีหรือเลว แต่ความคิด ทำให้เป็นเช่นนั้น”

เรื่องราวที่ทหารครองเมือง ถ้าเขียนเป็นบทละคร...ตอนนี้ เห็นทีจะใช้แต่คำว่า “เมื่อนั้น” คำนี้ ตัว “นาย” ถ้าภาษาการเมืองคงต้องใช้คำว่า “อำมาตย์” ในเรื่องละครผูกขาดใช้

ส่วน “บัดนั้น” ที่พวกไพร่ เคยใช้ ใช้กันจนเบื่อหูนั้น...คงต้องเว้น...ไปอีกสักพัก

เอาเป็นว่า ตอนนี้ มีแต่บทของนาย...เมื่อเอย เมื่อนั้น ส่วนบทของไพร่...บัดเอย บัดนั้น...คงต้องอดทนต่อไป บัดเอย เมื่อไหร่ ก็บัดนั้น เมื่อนั้น นั่นแล.

กิเลน ประลองเชิง

5 มิ.ย. 2557 08:47 5 มิ.ย. 2557 08:47 ไทยรัฐ