วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สงครามข่าวสารหนักกว่าสงครามอาวุธ?: โจทย์ใหญ่ของ คสช.

ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะนับเป็นสื่อเดียวที่ยังสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี แม้ว่าจะมีคำเตือนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่วันแรกของการรัฐประหาร ด้วยประกาศ คสช. ฉบับที่ 12 เรื่องขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์ และฉบับ 17/2557 เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ลงวันที่ 22 พ.ค.2557 ตามลำดับ

เนื้อหาของประกาศฉบับที่ 12 ระบุว่า “เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และสถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัว จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ในการนำความสงบสุขคืนสู่สังคมโดยเร็ว จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ ระงับการให้บริการในการส่งข้อความเชิงปลุกระดม ยั่วยุ สร้างความรุนแรง ความไม่น่าเชื่อถือและไม่เคารพกฎหมาย ตลอดจนการต่อต้านการปฏิบัติงาน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ หากยังคงมีการดำเนินการอยู่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะระงับการให้บริการโดยทันที รวมทั้งเรียกตัวผู้กระทำผิด มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

ขณะที่ประกาศฉบับที่ 17 ระบุว่า “เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนอันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความไม่สงบภายในราชอาณาจักร จึงให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. ติดตาม ตรวจสอบและระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่มีการบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่น อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 2. ให้มารายงานตัว ณ หอประชุมชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 23 พ.ค. 2557 เวลา 10.30 น.”


ทั้งนี้ จนถึงวันนี้ คสช.ยังไม่ได้มีการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังได้ออกมาแถลงชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายที่จะปิดกั้นตามที่มีข่าวลือมาตลอดเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ คสช. ได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีความหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมทั้งเว็บไซต์ของกลุ่มที่มีเจตนาต่อต้านคณะ คสช.อย่างชัดแจ้ง ไปจำนวนหนึ่งแล้ว

ส่วนในด้านสื่อกระแสหลัก คสช. ได้มีประกาศปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลที่มีเนื้อหาด้านการเมืองเป็นหลัก รวม 14 สถานี รวมทั้งปิดสถานีวิทยุชุมชน สถานีวิทยุธุรกิจ รวมทั้งวิทยุแบบบริการสาธารณะ ทั้งที่ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวและยังไม่มีใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หมดทุกสถานี

โดยสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีเดิมและสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.แล้ว (ยกเว้นวอยซ์ทีวี) ได้รับอนุญาตให้กลับมาออกมากาศได้ในช่วงเย็นวันที่ 23 พ.ค. และสายๆ ของวันที่ 24 พ.ค. ตามลำดับ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขในประกาศของ คสช.ฉบับที่ 14 และ 18/2557 โดยเคร่งครัด ซึ่งประกาศ 2 ฉบับดังกล่าว ยังครอบคลุมไปถึงสื่อหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุของภาครัฐที่ได้รับใบอนุญาตก่อนที่จะมี กสทช.อีกกว่า 500 สถานีที่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศแล้วเช่นกัน

ประกาศฉบับที่ 14/2557 ระบุว่า “เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ จึงให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติดังนี้ 1. ห้ามเจ้าของกิจการสื่อสิ่งพิมพ์และรายการวิทยุโทรทัศน์ทุกประเภท บรรณาธิการ พิธีกรและสื่อมวลชน เชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มิได้ดำรงตำแหน่งราชการในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของข้าราชการและนักวิชาการ รวมทั้งอดีตผู้ปฏิบัติงานในศาลและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนองค์กรอิสระ ให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็น ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการขยายความขัดแย้ง บิดเบือน และสร้างความสับสนให้กับสังคม รวมทั้งอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ หากฝ่าฝืน จะถูกเรียกตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ตลอดจนระงับการจำหน่ายจ่ายแจกสื่อสิ่งพิมพ์ และการออกอากาศของรายการดังกล่าวโดยทันที...”

และประกาศฉบับที่ 18/2557 ระบุว่า “เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ให้บริการด้านสื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงทุกสถานี ทั้งที่เป็นของราชการและเอกชน สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอลและโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตทุกสถานี หนังสือพิมพ์ วารสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งให้ผู้บริการด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท อันรวมถึงการสื่อสารทางสังคมสื่อออนไลน์ งดเว้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะดังต่อไปนี้
 1. ข้อความอันเป็นเท็จ หรือที่ส่อไปในทางหมิ่นประมาท หรือสร้างความเกลียดชัง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์รัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ 2. ข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งหมิ่นประมาทบุคคลอื่น
 3. การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4. ข้อมูลเสียง ภาพวีดิทัศน์ ความลับของการปฏิบัติของหน่วยราชการต่างๆ 5. ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร 6. การชักชวน ซ่องสุม ให้มีการรวมกลุ่มก่อการอันเกิดการต่อต้านเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 7. การขู่จะประทุษร้ายหรือทำร้ายบุคคล อันนำไปสู่ความตื่นตระหนก หวาดกลัวแก่ประชาชน สื่อดังกล่าวข้างต้นมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตามที่ได้รับแจ้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ”

นับเป็นมาตรการในการคุมเข้มการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก เพื่อให้แน่ใจว่า ประชาชนคนไทยจะไม่ได้ข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่มีการยุยงปลุกปั่นจากสื่อต่างๆ เช่นที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือ การตีความว่าการนำเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นแบบใด หรือลักษณะไหนที่จะเข้าข่ายต้องห้ามตามประกาศของ คสช.

ดังนั้น ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละสื่อ ขึ้นอยู่กับว่า สื่อใดมีความกล้าหาญที่จะเสี่ยงต่อข้อห้ามตามประกาศของ คสช. มากน้อยเพียงใด เพราะทุกสื่อต่างต้องคำนึงถึงความอยู่รอดในทางธุรกิจด้วย

อย่างไรก็ตาม หาก คสช.ไม่ได้ดำเนินการควบคุมการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของสื่อต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน สื่อที่เคยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ประกาศของ คสช. ก็จะเริ่มเพิ่มความเข้มข้นของข่าวออกนอกกรอบของ คสช. การทำงานเพื่อควบคุมสถานการณ์ของ คสช.ก็จะยากขึ้น

ทางที่ดี คสช.น่าจะรีบพิจารณาผ่อนปรนประกาศคำสั่งดังกล่าว เพื่อให้สื่อมวลชนกระแสหลักได้ทำหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ หากมีสื่อใดที่นำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นไปทางยุยง ปลุกปั่น ค่อยมีการหารือหรือขอความร่วมมือกันเป็นกรณีๆ ไป น่าจะทำให้ปัญหา “ข่าวลือ” ที่มีถี่ขึ้นในระยะนี้ทาง Social Media ต่างๆ ลดน้อยลงไป

ขณะเดียวกัน คสช.เองก็ต้องเร่งปรับปรุงงานด้านประชาสัมพันธ์ของ คสช.เอง ให้มีความทันสมัยในทุกช่องทาง ทั้งสื่อกระแสหลัก และ Social Media โดยต้องคิดออกนอกกรอบแบบเดิมๆ เพราะไม่เช่นนั้น คสช. อาจจะประสบความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้เป็นสัญญาประชาคม

เพราะการต่อสู้ในสงครามข่าวสารในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่มีอยู่ในตำรา IO ของทหารหลายเท่านัก ดังนั้น คสช.จะใช้วิธีการแบบเดิมๆ แค่การแถลงออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หรือการนำเอาโฆษกหน้าเก่าๆ ที่เคยทำหน้าที่อยู่ในช่วงรัฐบาลที่รัฐประหารตั้งขึ้นในอดีตมาใช้งานอีก เป็นต้น

ในทางกลับกัน คสช.ควรหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ Social Media ในการสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การใช้สื่อสังคมออนไลน์สื่อสารออกไปทางเดียวเช่นที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ คสช.ต้องตระหนักว่า การทำสงครามข่าวสารนั้น มีความยากกว่าการทำสงครามด้วยอาวุธ ที่ คสช.กำลังดำเนินการตรวจจับอาวุธสงครามได้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นที่เป็นข่าวทุกวันนี้มากมายนัก

คสช.ต้องตระหนักว่า หากแพ้ในสงครามข่าวสารเสียแล้ว ก็ยากที่จะเอาชนะใจของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังให้โอกาส คสช.ในการฟื้นฟูประเทศตามที่ได้วาดหวังไว้ และเมื่อนั้น ความหวังดีของ คสช.ที่บอกกับสังคม ประกอบเหตุผลการเข้ามายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ในมือของกองทัพ ก็อาจจะเป็นความประสงค์ร้ายที่ถูกก่นด่ากันไปชั่วลูกหลานเช่นเดียวกับหัวหน้าคณะรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมา...


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th