วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไทยดึงความเชื่อมั่นต่างชาติ

ไทยดึงความเชื่อมั่นต่างชาติ

  • Share:

แนะ คสช.ตั้งศูนย์ประสานงานลงทุน-ท่องเที่ยว

หอการค้าไทยเตรียมเชิญทูต กงสุล หอการค้าต่างประเทศในไทยเข้าชี้แจงสถานการณ์ในไทยและสร้างความเชื่อมั่น พร้อมเสนอ “คสช.” ปฏิรูปด้านการเกษตร ลดเหลื่อมล้ำรายได้เกษตรกร ด้านอธิการบดี ม.หอการค้าไทย เสนอ คสช. ปฏิรูปโครงสร้างการผลิต วางแผนพัฒนาประเทศระยะยาว

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ หอการค้าไทยจะจัดงาน Get Together with International Friends 2014 โดยจะเชิญคณะทูตานุทูต กงสุล และหอการค้าต่างประเทศในไทย เข้าร่วมงาน เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งขณะนี้นักลงทุนต่างประเทศที่ทำธุรกิจ และอาศัยอยู่ในไทยเป็นเวลานานจะคุ้นเคย เข้าใจ และเชื่อมั่นไทย แต่นักลงทุนหน้าใหม่ ที่เพิ่งลงทุนในไทย แม้จะเข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถชี้แจง หรือสร้างความเข้าใจให้กับภาคธุรกิจในประเทศของตนเองได้

ขณะเดียวกัน ลูกค้าต่างประเทศบางราย ได้สอบถามข้อมูลเข้ามามากว่าผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยยังผลิตและส่งออกได้ตามคำสั่งซื้อหรือไม่ ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนเหล่านี้อาจจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ และเชื่อมั่นไทย หอการค้าไทย จึงจำเป็นต้องชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว พร้อมกันนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อรับข้อร้องเรียน หรือชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กับนักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าใจและกลับมาเชื่อมั่นด้วย

“ส่วนการที่หลายประเทศตัดความช่วยเหลือไทยในด้านต่างๆ และไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจครั้งนี้ มองว่าในส่วนของนักธุรกิจ ไม่น่าจะเกี่ยวกัน เพราะยังทำธุรกิจระหว่างกันเหมือนเดิม แต่ในส่วนของการเมืองคงไม่รู้ได้”

อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้หอการค้าไทยเตรียมเสนอแผนงานสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อ คสช. โดยเน้นการปฏิรูปการเกษตร ซึ่งจะเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทน การลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาการค้าชายแดน รวมถึงเสนอให้ คสช.พิจารณาแก้ปัญหาด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ เช่น ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับด้านศุลกากร ให้มีความรวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น แก้ไขการออกใบอนุญาตการทำงานให้กับนักลงทุนต่างชาติให้รวดเร็วมากขึ้น

“ในการปฏิรูปการเกษตร ต้องจัดโซนนิ่งเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ดอน ปลูกข้าวไม่ได้ผลดีนัก ควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อย หรือมันสำปะหลัง ทดแทน ซึ่งจะขายได้ราคาดีกว่ามาก รวมถึงส่งเสริมให้ปลูกพืช 5 ชนิดหลัก เพื่อความยั่งยืนด้านอาหารและพลังงานทดแทน ทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และข้าวโพด ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรด้วย”

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในการจัดทำโรดแม็ปเศรษฐกิจไทย ที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่นั้น หลังจากที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเร่งจ่ายเงินรับจำนำข้าวให้ชาวนา ทำให้ชาวนามีเงินใช้จ่ายและผลักดันให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ 2-3 รอบไปแล้ว คสช.ควรหันมาแก้ปัญหาระยะยาวในการปรับโครงสร้างด้านการผลิตของประเทศ เพราะ คสช.มีอำนาจบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะในโครงการต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา

โดยแผนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตของประเทศที่ คสช.ควรเร่งทำ เช่น การกำหนดว่าอุตสาหกรรมใดเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมกับประเทศ ถ้าอุตสาหกรรมใดไม่เหมาะสม จำเป็นต้องวางแผนลดการผลิตและเลิกการผลิตในที่สุดและส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำอุตสาหกรรมที่เหมาะสมแทน เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ หรืออย่างการทำระบบชลประทาน ที่ไม่กล้าเวนคืนที่ดิน คสช.ควรเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเพาะปลูกให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรเร่งจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทางสังคมได้ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้ คสช. ควรกำหนดสิ่งเหล่านี้เข้าไปในโรดแม็ปด้านเศรษฐกิจและกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ หรือออกเป็นกฎหมาย ให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลานาน เพื่อให้รัฐบาลต่อๆ ไปสานต่อได้ ไม่ใช่หมดยุค คสช.แล้วรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ไม่เอาแล้ว อยากให้ คสช.พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะดำเนินการ เพราะหากพิจารณาไม่ดี อาจไม่เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวและการยึดอำนาจอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้