วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟรอสต์ฯ เผยงาน WWDC ของแอปเปิล ชี้ว่า 'Internet of things' คือเทรนด์ยุคนี้

ฟรอสต์ฯ เผย การเปิดตัว OS X โยซิมิตี้ และ iOS8 ในงาน WWDC ของแอปเปิลชี้ 'Internet of things' และ 'Connected Living' เป็นเทรนด์เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้ากับไลฟ์สไตล์ในหมู่ผู้บริโภค เพื่อหวังชิงลูกค้าจากฝั่งแพลตฟอร์มแอนดรอยด์...

จากงาน Worldwide Developer Conference (WWDC) ของบริษัทแอปเปิล ที่จัดไปเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 มิ.ย.2557 ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งงานที่ผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก รวมทั้งผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างมากทุกปี เพื่อรอดูว่าผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างแอปเปิลจะมีเทคโนโลยีใหม่ตัวใดมานำเสนอ


นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ นักวิเคราะห์ ICT อาวุโสจาก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวถึงในช่วง Key Note speech ของทิม คุก ในงานในครั้งนี้ว่า นอกเหนือจากการเปิดตัวฟังก์ชั่นและฟีเจอร์บนระบบปฏิบัติการใหม่ของแอปเปิล OS X และ iOS แล้ว โดยภาพรวมทิศทางหลักในส่วนของเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ยังคงเป็นเรื่องของ Internet of Things และเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อของไลฟ์สไตล์ หรือ Connected Living นอกเหนือจากการพัฒนาลูกเล่น และความสามารถบนระบบปฏิบัติการใหม่แล้ว

แอปเปิลได้เปิดตัว HealthKit และ HomeKit สองเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อเทรนด์การเชื่อมต่อของเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ โดย HealthKit จะเป็นศูนย์กลางในการรับและรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น iPhone และอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยตรวจวัดสภาพการทำงานของร่างกาย เช่น ชีพจร คลื่นหัวใจ การใช้งานของร่างกายเข้าด้วยกัน สำหรับ HomeKit จะช่วยเป็นศูนย์ควบคุมและจุดศูนย์กลางสั่งการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home อันรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย แสงสว่าง ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน ที่แอปเปิลได้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีเหล่านี้ ร่วมกับกลุ่มบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าและวิศวกรรมจากทั่วโลก เช่น HoneyWell และ Haier

"ทั้ง HealthKit และ HomeKit ล้วนเป็นนวัตกรรมต่อยอดจากแนวคิดด้าน Internet of Things (IoT) จากแอปเปิล หมายถึงการที่อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เริ่มมีความฉลาดมากขึ้น และถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ IoT ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย ค่ายผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ต่างพยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนำเสนอระบบของตัวเองเข้าสู่ตลาด แต่ที่ยังขาดหายไปคือเทคโนโลยีที่สร้างการเชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อกับมนุษย์ผู้ใช้งาน ถ้าเรามองในภาพรวมแล้วเราจะเห็นว่า สิ่งที่แอปเปิลพยายามสร้างสรรค์นั้น เป็นนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ช่องว่างที่ยังขาดหายไปในส่วนนี้ แอปเปิลได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อ และทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ต่างๆ (Continuity) มากเช่นกัน ในระหว่างแถลงการเปิดงาน แอปเปิลได้โชว์เทคโนโลยี Handoff ที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ บนแอปเปิลแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น iPhone iPad รวมทั้งเครื่อง Mac สามารถทำงานเชื่อมกันได้โดยไร้รอยต่อ" นักวิเคราะห์อาวุโส ของ ฟรอสต์ฯ กล่าว 

นายธีระ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ Proximity Awareness หรือการที่อุปกรณ์ต่างๆ มีความสามารถในการรับรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งของอุปกรณ์และผู้ใช้ รวมถึงรูปแบบเนื้อหาการใช้งานว่าในขณะนั้นผู้ใช้กำลังทำงานหรือต้องการสื่อสารแบบใด และสามารถให้ความช่วยเหลือแนะนำผู้ใช้ได้อย่างมีประโยชน์ โดยในภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าทิศทางการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้บริโภคทั่วไปนั้นยังคงเดินไปตามเทรนด์ Connected Living หรือการที่เทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้จะสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้น ทั้งในระดับเทคโนโลยีต่อเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์อาวุโส ของ ฟรอสต์ฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ แอปเปิลยังเผยว่าจนถึงปัจจุบันได้มีการขายอุปกรณ์ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS ไปแล้วมากกว่า 800 ล้านเครื่อง เป็น iPod Touch มากกว่า 100 ล้านเครื่อง iPad มากกว่า 200 ล้านเครื่อง และเป็นโทรศัพท์ iPhone มากกว่า 500 ล้านเครื่อง โดยในช่วงปีที่ผ่านมาแอปเปิลได้ขายอุปกรณ์เหล่านี้ให้กับลูกค้าใหม่มากกว่า 130 ล้านราย และแม้ว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม PC จะหดตัวลงถึง 5% ในไตรมาสที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดของ Mac กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 12% การขยายตัวอย่างรวดเร็วของฐานผู้ใช้งานส่งผลให้ในปัจจุบัน App Store ของแอปเปิลได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีผู้สนใจเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากกลุ่มผู้พัฒนาแอพและกลุ่มผู้ใช้งาน จนในวันนี้บน App Store มีแอพให้เลือกมากกว่า 1.2 ล้านแอพด้วยกัน มีการดาวน์โหลดรวมแล้วมากกว่า 75 พันล้านครั้ง และ App Store มีผู้เข้าชมมากกว่า 300 ล้านคนต่อหนึ่งสัปดาห์ 

"แอปเปิลยังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังเพิ่มความสามารถใหม่ให้กับระบบปฏิบัติการ iOS 8 ที่ช่วยลดข้อได้เปรียบของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ลง เช่น Extensibility ที่อนุญาตให้แอพต่างๆ ที่กำลังถูกใช้งานสามารถเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้บนระบบความปลอดภัยที่รัดกุมของแอปเปิล รวมทั้งเปิดระบบปฏิบัติการให้มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเพิ่มเติมให้มีลูกเล่นมากขึ้นตามความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนรูปแบบและหน้าตาของคีย์บอร์ด และเพิ่มเติม widget ที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานได้ตามต้องการ และยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้นักพัฒนา ได้สร้างส่วนต่อเติมมาขายอีกด้วย คุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ล้วนเคยเป็นข้อได้เปรียบของแอนดรอยด์ที่มีต่อ iOS การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของแพลตฟอร์มในครั้งนี้เป็นก้าวใหญ่ของแอปเปิล ในการแย่งส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้จากแอนดรอยด์" นายธีระ กล่าวทิ้งท้าย.

ฟรอสต์ฯ เผย การเปิดตัว OS X โยซิมิตี้ และ iOS8 ในงาน WWDC ของแอปเปิลชี้ 'Internet of things' และ 'Connected Living' เป็นเทรนด์เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้ากับไลฟ์สไตล์ในหมู่ผู้บริโภค เพื่อหวังชิงลูกค้าจากฝั่งแพลตฟอร์มแอนดรอยด์...