วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศึก!ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวร'

โดย

รศ.ดร.สุเนตร

ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 5 “ยุทธหัตถี” มองอดีตสะท้อนปัจจุบันจะเห็นข้อคิดสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะความรักชาติ การสร้างชาติในอดีต

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชีย บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า นับเป็นความพยายามครั้งแรกของภาพยนตร์ที่พยายามจะนำเหตุการณ์ในภาคประวัติสมเด็จพระนเรศวรตอนนี้เอามานำเสนอได้ขนาดนี้ ทำให้เห็นว่าการที่เราจะพยายามรักษาบ้านเมืองให้สืบทอดต่อมาได้เป็นเรื่องที่สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และหลายๆอย่างเพื่อแลกมากับความคงอยู่ของบ้านเมือง

เหตุที่พูดเช่นนี้ เราสามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้จากประวัติศาสตร์กรณีของมอญ จามปา...อาณาจักรโบราณในเขมร ล้วนแล้วเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่มาทั้งนั้น ท้ายที่สุดอาณาจักรเหล่านี้ก็ไม่เหลืออยู่...

“สิ่งที่บางทีเราลืมนึกไปก็คือบทบาท หรือความสำคัญของผู้นำที่เข้มแข็ง มีความสำคัญมากในการที่จะสืบสานความคงอยู่ของบ้านเมือง อัตลักษณ์ อาณาจักรเอาไว้”

นี่คือประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทย อย่างน้อยที่สุดในภาพยนตร์ก็ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ออกมาในจังหวะเวลาที่เหมาะสม จะทำให้คนไทยได้ระลึก ได้ตระหนักว่า...กว่าที่เราจะรักษาบ้านเมืองมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ผู้คนในอดีต บรรพบุรุษเราจำนวนไม่น้อยเลยได้แลกด้วยชีวิตหยาดเหงื่อ

ท่อนประวัติศาสตร์ “ยุทธหัตถี” ในอดีตถือว่าเป็นการทำซิงเกิลคอมแบต...รบกันตัวต่อตัวบนหลังช้าง แสดงถึงอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่ เข้มแข็งของผู้ปกครอง

พระมหากษัตริย์พระองค์ไหนที่ชนะในการทำยุทธหัตถี ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความยิ่งใหญ่เป็นที่เกรงขามกับบ้านเมือง โดยทั่วไปเรื่องยุทธหัตถีไม่ได้มีสมัยสมเด็จพระนเรศวร มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว...

การยุทธหัตถีสมัยสมเด็จพระนเรศวรถือว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ทางฝ่ายพม่ารามัญสามารถที่จะบุกเข้ามาในบ้านเมืองเราได้ แสดงให้เห็นถึงชัยชนะอันเด็ดขาดที่เราสามารถจะมีเหนือมหาอำนาจในยุคนั้นก็คือ “หงสาวดี”...ที่สำคัญเป็นการแสดงให้เห็นว่า ชัยชนะนี้สัมพันธ์กับการที่เรามีผู้ปกครองที่เข้มแข็ง

ความจริงในประวัติศาสตร์สงครามที่สำคัญในสมัยอยุธยาที่สามารถจะทำให้ชาติเราล่มสลายได้คือสงครามก่อนหน้านั้น “ศึกนันทบุเรง” ปี 2129 ...แต่สงครามที่สร้างเกียรติประวัติให้กับสมเด็จพระนเรศวร ให้กับอาณาจักรอยุธยา คือ “สงครามยุทธหัตถี” เป็นสงครามที่ประกาศชัยชนะที่ถาวร

ภาพยนตร์ตอนยุทธหัตถี...ไม่เคยมีใครจินตนาการออกได้ เราก็มีแต่พูดกัน เห็นในภาพจิตรกรรมฝาผนังบ้าง การที่เราสามารถเอาภาพที่เป็นภาพนิ่ง หรือภาพที่เป็นการจินตนาการจากพระราชพงศาวดาร ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ น่าติดตาม...เป็นไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์ไทย

ข้อคิดความล่มสลายชาติบ้านเมืองในอดีต รศ.ดร.สุเนตร บอกว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการขาดความเป็นเอกภาพ

“รัฐหรือบ้านเมืองที่เป็นรัฐที่สัมพันธ์กับชายฝั่ง เช่นกรณีของมอญ มีเมืองท่าสัมพันธ์กับชายฝั่งเยอะ ตั้งแต่พะสิม ตะโกง หงสาวดี เมาะตะมะ เป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ...มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ใดที่หนึ่ง”

ลักษณะเดียวกันนี้ก็คล้ายๆกับอาณาจักรจามปา ซึ่งมีเมืองใหญ่ที่กระจายอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของประเทศเวียดนาม ตั้งแต่เวียดนามตอนกลาง ขยับลงมาสู่เวียดนามตอนล่าง ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะสร้างความเป็นไปได้ในการรวมกันเป็นเอกภาพ

ข้อต่อมา...การรวมกันเป็นเอกภาพจะเกิดขึ้นได้สัมพันธ์กับการที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก จะเห็นว่าในสมัยพระเจ้าราชาธิราช ซึ่งมีราชธานีอยู่ที่หงสาวดี สามารถขึ้นไปตีอังวะได้ สะท้อนว่าเมื่ออาณาจักรมีผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถที่จะรวมบ้านเล็กเมืองน้อยให้อยู่ในพระราชอำนาจได้ดูแลป้องกันบ้านเมืองประสบความสำเร็จ

ปัจจัยประการที่สาม บ้านเมืองสมัยก่อนไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอยู่บ้านเมืองเดียว แต่อยู่ในรูปการแข่งขัน แย่งชิงความเป็นใหญ่ แย่งชิงทรัพยากร...ทรัพยากรที่สำคัญที่แย่งชิงกันก็คือ “กำลังคน” สมัยก่อนถือว่าเป็นของที่มีค่า

ฉะนั้นในขณะที่อีกบ้านเมืองหนึ่งอ่อนแอ บ้านเมืองที่เข้มแข็งกว่าก็จะยิ่งมีศักยภาพ หาโอกาส จังหวะในการที่จะเข้าไปปล้นสะดมกวาดต้อนผู้คนเข้าไปทำอันตรายกับบ้านเมืองที่อ่อนแอกว่า

ในการคงอยู่ของอาณาจักรอย่างอยุธยาจึงไม่ได้แต่เพียงว่า เราต้องทำตัวเราให้เข้มแข็งเท่านั้น แต่เป็นการทำให้เข้มแข็งในเชิงที่สัมพันธ์กับอาณาจักรรอบข้าง...การแข่งขันกันในเชิงศักยภาพทางกองทัพและทางการเมือง ถ้าเราไม่สามารถทำได้หรือเข้มแข็งแต่เข้มแข็งน้อยกว่า เราก็จะไม่สามารถรักษาบ้านเมืองได้

“สามปัจจัยแห่งการคงอยู่ของอาณาจักรอยุธยาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ได้เป็นเรื่องของเราคนเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่อยู่แวดล้อมกับเราด้วย...อาณาจักรที่อ่อนแอกว่า แน่นอนที่สุดจะถูกหลอมกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรที่ใหญ่กว่า หรือท้ายที่สุดก็ล่มสลาย สภาพความเป็นอาณาจักรก็ไม่คงอยู่”

ประวัติศาสตร์การดำรงคงอยู่ของชาติไทย อาจเป็นเรื่องในอดีต หลาย คนในวันนี้อาจมองไม่เห็นความสำคัญ หรือเห็นบ้างแต่ก็ไม่มาก...ถึงวันนี้ชาติคงไม่มีโอกาสที่จะล่มสลายได้? รศ.ดร.สุเนตร มองว่า ปัจจัยที่สำคัญที่เราควรจะต้องคิดถึงในอันดับต้นก็คือ การที่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ถึงปัจจุบันนี้ ก็ต้องมีบทเรียนที่ต้องมองกลับไปในอดีต สิ่งที่เราเสวยสุขกันในปัจจุบัน...เป็นบายโปรดักส์ผลผลิตของการต่อสู้ของการพยายามพิทักษ์รักษา กอบกู้ หรือทำอะไรหลายๆอย่าง “ชาติไทย”...ไม่ได้เป็นสิ่งที่ได้มาฟรี เป็นสิ่งที่มากับการลงทุน

“ถ้าสมมติว่าเรามองข้ามหรือมองไม่เห็นคุณค่าการลงทุนนั้น เราก็จะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้...ว่าเหมือนกับส้มหล่น ซึ่งความจริงไม่ใช่แค่เรื่องส้มหล่น”

ถึงแม้ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยประการหนึ่งที่จะเหนี่ยวรั้งเราที่เราจะไม่ก้าวไปข้างหน้าก็คือการขาดความเข้มแข็งภายในของเราเป็นที่ตั้ง บทเรียนนี้เราเห็นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเสียกรุงในอดีต หรือครั้งไหนก็ตามในประวัติศาสตร์เกิดจากเหตุปัจจัยภายในชาติเราเป็นตัวตั้ง

“เราขาดความเป็นเอกภาพ ขาดความสมานฉันท์...ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ต้องเป็นไทยหรือต่างชาติ...เมื่อเริ่มมีความแตกแยก ไม่มีความเข้มแข็ง อำนาจการต่อรองหรือการเป็นที่ยอมรับในเวทีต่างๆก็เป็นเรื่องยากมากๆ นับตั้งแต่เวทีภูมิภาคระดับอาเซียนไปจนถึงเวทีระดับโลก”

ตรงกันข้าม หากประเทศชาติมีเสถียรภาพที่เข้มแข็ง จะเป็นจุดเริ่มต้นอย่างน้อยที่สุด...แสดงตัวแสดงตนให้เป็นที่ยอมรับ ถ้าเราไม่มี ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็คงลำบาก ภาพยนตร์ก็สะท้อนให้เห็นเหมือนกันว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศชาติ...

ถึงแม้จะมีความเหลื่อมล้ำ ความไม่พอใจที่เกิดขึ้น จำเป็นจะต้องจัดการกับปัญหาภายในนี้ให้ได้ ทุกๆฝ่ายต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้ ท่ามกลางการรุกรานที่ต่างจากในอดีต...ไม่ได้ยกทัพมารบกัน แต่เป็นการกดทับ สร้างแรงกดดันในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ซึ่งแล้วแต่เงื่อนไข

“บ้านเมืองที่เป็นเอกภาพ เข้มแข็ง ไม่มีปัญหารอยร้าวภายใน...เป็นเรื่องยากที่จะถูกแทรกแซง อย่างน้อยที่สุดเหมือนประเทศชาติมีภูมิคุ้มกันภายในที่จะปกป้องคุ้มครอง...สำนึกนี้ถ้าไม่ปลูกฝังจะอยู่ลำบากในสังคมโลกปัจจุบัน” รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ กล่าวทิ้งท้าย.