วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อังกฤษเคยออกกฎหมายกดหัวคนจน

อังกฤษเคยมีการพยายามเสนอร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูประบบการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา แต่สภาขุนนางไม่เอาด้วย พวกสภาขุนนางซุบซิบกันว่า ถ้าปล่อยให้มีการปฏิรูปโดยคนจนชนชั้นรากหญ้าเมื่อใด ต่อไปภายภาคหน้า คนพวกนี้ก็จะเรียกร้องเอาอย่างไม่จบสิ้น

กรุงลอนดอนใน ค.ศ. 1831 ซึ่งเป็นปีที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ว่า มีการชุมนุมของคนจนและคนชั้นกลางในเรื่องนี้เกินแสนคน ในชนบทก็มีการประท้วงหลายแห่ง

แต่เศรษฐี ขุนนาง ทหาร กษัตริย์ ไม่ยอม

เมื่อร่าง พ.ร.บ.ไม่ผ่าน ก็จึงต้องยุบสภา และจัดให้มีเลือกตั้งทั่วไป ปรากฏว่าพวกที่มีหัวปฏิรูปเข้ามาเยอะ พวกขุนนางกลัวมาก โอย คนชั้นกลางเข้ามาในสภากันเยอะหรือนี่ เห็นทีราชอาณาจักรจะถึงกาลล่มสลายกระมัง พวกคนชั้นสูงเร่งสร้างป้อมป้องกันคฤหาสน์กันขนานใหญ่
ร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูประบบการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาถูกบรรจุในวาระการประชุมอีกเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ผ่านสภาสามัญ แต่ก็
ไปตกที่สภาขุนนางด้วยคะแนนเสียง 199 ต่อ 158

เลือดเข้าตาแล้ว พวกคนชั้นกลางและชั้นล่างไม่ยอมแล้ว พวกเอ็งเอาเปรียบพวกข้ามานาน พวกข้าขอเพียงเศษประชาธิปไตย พวกเอ็งก็ยังให้ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าอยู่ร่วมชาติกันต่อไปอีกเลย ว่าแล้ว พวกรากหญ้าและคนชั้นกลางก็ตั้ง “กองกำลังป้องกันแห่งชาติ” (เถื่อน) อนุญาตให้ประชาชนพกพาอาวุธได้ และเมื่อเจอปราสาทคนชั้นสูงที่ไหน ก็ให้เผาได้เลยครับพี่น้อง!

ปราสาทนอตติงแฮมของดุ๊กแห่งนิวคาสเซิลโดนเผาก่อน

อีกไม่กี่วันต่อมา คนจนก็ปล้นคนรวยที่เมืองบริสทอล

แล้วก็รอดูว่า คนชั้นสูงจะโยนเศษประชาธิปไตยมาให้ไหม ดูเชิงกันจนถึงเดือนธันวาคม ค.ศ.1831 รัฐบาลพรรควิกก็เสนอร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูประบบการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งที่ 3

พวกขุนนางตัวสั่นงันงก เข้าไปกราบทูลพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ว่า ยอมพวกมันเถิดพะย่ะข้า ดีกว่าให้พวกคนจนและชนชั้นกลางทั้งหลาย มาเผาปราสาทคฤหาสน์ของพวกเราอีก

พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ยังทรงยึกยักกึกกัก รัฐบาลพรรควิกจึงต้องลาออก พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ก็ยังทรงดื้อและทรงโปรดเกล้าฯ อาร์เทอ เวลส์ลีย์ ดุ๊กที่ 1 แห่งเวลลิงตัน ผู้นำพรรคทอรีจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รัฐบาลชุดใหม่ทำงานได้เพียงสัปดาห์เดียว ก็กราบบังคมทูลลา บอกว่า อ้า พวกข้าพุทธเจ้าทำงานบ่ได้ดอก ไอ้พวกที่อยากได้ประชาธิปไตยมันประท้วงกันแรงเหลือเกิน

ตอนนี้เถียงกันยาวมาก เขียนสรุปรับใช้ท่านดีกว่า เอาเป็นว่า สุดท้าย สภาขุนนางยอมให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ลงพระปรมาภิไธยเมื่อ 7 มิถุนายน ค.ศ.1832

ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งฉบับใหม่ พวกขุนนางยังไม่ยอมปล่อยทั้งหมด ยังให้มีเขตเล็กๆ ของพวกขุนนางชั้นสูงที่มีคนออกเสียงเลือกตั้งจำนวนน้อย แต่ก็ยังได้ผู้แทนอยู่หลายแห่ง เช่น เขตของตระกูลคาเวนดิช ตระกูลรัสเซลล์ ตระกูลลอง ฯลฯ

พวกเจ้าที่ดินก็แปรญัตติไม่ยอมให้ลงคะแนนอย่างลับ ต้องการให้ลงอย่างเปิดเผย จะได้รู้ว่า มีไอ้คนที่มันเช่าที่ดินของเราคนไหนบ้าง ที่ไม่ลงคะแนนให้เรา จะได้ไล่มันออกไป

มีที่แก้ไขได้ก็คือ พวกเขตเลือกตั้งเน่าที่มีประชากรไม่ถึง 2,000 คน แต่ดันได้รับสิทธิให้มีสมาชิกสภาสามัญได้ถึง 2 คน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้ยุบทิ้งไปได้ถึง 56 เขต เขตที่มีประชากรระหว่าง 2,000-4,000 คน ที่เคยได้สมาชิกสภา 2 คน ก็ให้ลดเหลือ 1 คน

เดิม ขุนนางเขียนกฎหมายไว้ว่า คนที่มีทรัพย์มากเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ร.บ.ปฏิรูประบบการเลือกตั้งฯ ค.ศ.1832 ยอมให้ลดทรัพย์สินที่ถือครองลง ทำให้คนชั้นกลาง 252,000 คน ได้รับสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนธันวาคม ค.ศ.1832

ส่วนกรรมกร ชนชั้นล่าง และคนรากหญ้า อ้า พวกคนชั้นสูงยังไม่ให้สิทธิเลือกตั้ง

อย่าคิดว่าประชาธิปไตยในแต่ละประเทศได้มาโดยง่าย

ทุกแห่งต้องผ่านการต่อสู้ทั้งนั้น

แม้แต่ที่ประเทศอังกฤษ...

ต้นแบบประชาธิปไตยที่พวกผู้ดีชอบอ้าง.

คุณนิติ นวรัตน์