วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“รายงานวันจันทร์”-กทม.ระดมนักวิชาการร่างแผนแม่บท เดินทางอย่างไรช่วงภัยพิบัติ

เพราะทุกวันนี้ภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัวและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ทั้งอุทกภัย อัคคีภัย และล่าสุดภัยจากแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยในจังหวัดเชียงราย

สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงเปิดเวทีระดมสมองจากหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ อาสาสมัคร และชุมชน เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการบริหารจัดการเส้นทางคมนาคมในภาวะภัยพิบัติในกรุงเทพฯและปริมณฑล

การสัมมนาระดมสมองครั้งนี้ จัดขึ้นที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ดินแดง มีนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ในช่วงภัยพิบัติ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยในปัจจุบัน ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร พร้อมเปรียบเทียบตัวอย่างการจัดการภัยพิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ

โดยแบ่งแผนบริหารจัดการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ก่อนเกิดภัยพิบัติ คือ ป้องกันและเตรียมความพร้อม 2.ช่วงระหว่างเกิดภัยพิบัติ คือ การรับมือ และ 3.ช่วงหลังเกิดภัยพิบัติ คือ การฟื้นฟูเยียวยา

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากในการจัดการแผน เช่น พื้นที่นั้นๆมีกี่ครัวเรือน มีประชากรกี่คน สภาพบ้านเรือนเป็นลักษณะใด เลี้ยงสัตว์อะไร เพื่อการป้องกัน เฝ้าระวัง และหาแผนรองรับทั้งคน ที่อยู่อาศัย และสัตว์เลี้ยง ในการบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ ทั้งแผ่นดินไหว พายุ ดินถล่ม ฯลฯ

นอกจากนี้ จากบทเรียนที่ผ่านมา ในส่วนของภาคธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร พบว่ากว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถผลิตได้ในช่วงของการเผชิญเหตุภัยพิบัติ ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำและใช้ระยะเวลายาวนานขึ้น จนมีผลกระทบต่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชนจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่จึงจำเป็นต้องคิดหาวิธีแก้ไข เช่น ย้ายฐานการผลิต หรือเตรียมแผนสำรองอื่นๆ ไว้รองรับ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์ได้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับภัยพิบัติต่างๆได้ เช่น หากคาดการณ์ปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น ก็จะต้องเตรียมพร้อมหาที่รองรับน้ำไว้

ที่สำคัญ ควรจัดสรรผู้บัญชาการให้เหมาะสมและทำงานด้านการบริหารจัดการเชิงรุก มากกว่าการบริหารจัดการเชิงรับ ที่สำคัญหน่วยงานราชการต้องมีความเข้มแข็ง

อ.ปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย สะท้อนปัญหาว่า ฝ่ายบริหารที่ดูแลและบัญชาการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เข้าไม่ถึงพื้นที่จริง ส่งผลให้การรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างล่าช้าและคลาดเคลื่อน ซึ่งชุมชนในพื้นที่เป็นด่านแรกที่จะเผชิญเหตุ ดังนั้น ระบบการจัดการภายในชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเกิดภาวะภัยพิบัติ เพราะจะช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่ และกระจายความช่วยเหลือไปอย่างทั่วถึง

เช่น การกำหนดเส้นทางการอพยพ การวางแผนการเดินทางจากบ้านสู่ถนนสายหลัก ที่หน่วยงานรัฐใช้ในการเดินทางและอพยพ และระหว่างที่เกิดภัยพิบัติ ประชาชนควรเปิดรับฟังข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ว่าเส้นทางใดใช้งานได้ พร้อมทั้งเตรียมสัมภาระ เสบียง และสิ่งของที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการเดินทางอพยพ

การสัมมนาในครั้งนี้ยังได้เสนอแนวคิดเรื่อง การช่วยเหลือตัวเองเป็นอันดับแรก แล้วขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการขอความช่วยเหลือจากภายนอก คือ เริ่มจาก Self–help เป็น Nation–help แล้วจึงเป็น Inter–help ตามลำดับ ทั้งนี้ ประชาชนต้องรู้ว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วจะอพยพไปไหน ประชาชนต้องการเตรียมความพร้อม เพราะหากประชาชนไม่คุ้นเคยกับการรับมือเหตุการณ์ต่างๆก่อน ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ในเวลาที่เผชิญเหตุจริง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานพื้นที่จะต้องมีระบบเตือนภัย การจัดทำผังชุมชน จุดรวมพลและศูนย์อพยพ การกำหนดเส้นทางหลักเส้นทางรอง การซักซ้อม และจัดทำการบอกเส้นทาง การประสานงานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และฟื้นฟูเส้นทาง.

เพราะทุกวันนี้ภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัวและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ทั้งอุทกภัย อัคคีภัย และล่าสุดภัยจากแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยในจังหวัดเชียงราย 2 มิ.ย. 2557 02:42 2 มิ.ย. 2557 02:42 ไทยรัฐ