วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก่อสร้าง-ขายลอตเตอรี่แห่ปิดกิจการอื้อ สสว.ลุ้นครึ่งปีหลังผงกหัว

ก่อสร้าง-ขายลอตเตอรี่แห่ปิดกิจการอื้อ สสว.ลุ้นครึ่งปีหลังผงกหัว

  • Share:

สสว.ชี้ยอดปิดกิจการเอสเอ็มอี 4 เดือนพุ่ง 9.9% ขายหวยยังครองแชมป์เจ๊งสูงสุด เหตุเศรษฐกิจฝืด คนเล่นหวยน้อยลง ลั่น!แนวโน้มครึ่งปีหลังอาจดีขึ้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การดำเนินกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. มียอดเลิกกิจการ 3,731 ราย เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่ยกเลิกสูงสุด คือ หมวดกิจการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 482 ราย มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 246 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้มีการแข่งขันสูง รวมทั้งยอดขายสลากกินแบ่งรัฐบาลลดลง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเป็นธุรกิจที่เปิด-ปิดง่าย รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย เพราะผู้รับเหมารายเล็กส่วนใหญ่เปิดรับงานเป็นกรณีๆ เมื่อเสร็จงานก็เลิกกิจการเลย

สำหรับยอดการตั้งกิจการในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวน 19,684 ราย ลดลง 19.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด คือ หมวดการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยมีจำนวน 2,069 ราย ทุนจดทะเบียน 5,569 ล้านบาท รองลงมาคือ หมวดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่พักอาศัย และหมวดขายส่งเครื่องจักร

ขณะที่แนวโน้มยอดการจัดตั้งและยกเลิกกิจการในช่วงครึ่งปีหลัง (มิ.ย.-ธ.ค.) เชื่อว่าอาจมีแนวโน้มดีขึ้น ยอดการจัดตั้งกิจการเพิ่มขึ้น และยอดยกเลิกกิจการลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังเริ่มมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยทั้งปีเชื่อว่าจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก คือยอดจัดตั้งกิจการประมาณ 50,000-60,000 ราย ยอดยกเลิกกิจการประมาณ 15,000-20,000 ราย

ทั้งนี้ ด้านการค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอีช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ในเรื่องการส่งออกมีมูลค่ารวม 600,636.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 25.3% ของการส่งออกโดยรวมของประเทศ โดยสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุดคือ หมวดอัญมณีและเครื่องประดับ คิดเป็นมูลค่า 94,193.10 ล้านบาท รองลงมาคือ หมวดผลิตภัณฑ์พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก, หมวดเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ตลาดที่มีการส่งออกสูงสุดคือ จีนคิดเป็นมูลค่า 68,446.82 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

นายปฏิมากล่าวว่า การนำเข้ามีมูลค่า 686,948.33 ล้านบาท ลดลง 20.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 28.3% ต่อการนำเข้ารวม โดยสินค้าที่มีการนำเข้าสูงสุดคือ หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบมีมูลค่า 110,949.90 ล้านบาท รองลงมาคือ หมวดเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ โดยตลาดที่เอสเอ็มอีมีการนำเข้าสูงสุดคือ จีน คิดเป็นมูลค่า 145,925.18 ล้านบาท รองลงมาคือญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประอบการเอสเอ็มอีมองว่าปัจจัยบวก คือ การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและประมาณการค้าโลกที่ขยายตัวมากขึ้น เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น, แรงกดดันด้านราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เอื้อต่อนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“ผู้ประกอบการยังมองปัจจัยเสี่ยงคือ ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว จากการแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ, แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากการใช้จ่ายภายใต้แผนการลงทุนภาครัฐ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง ระบบบริหารจัดการน้ำ, อุปสงค์ภาคเอกชนยังมีข้อจำกัดในการขยายตัว ผลจากข้อจำกัดการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มอ่อนตัว โดยเฉพาะราคาข้าว ความเข้มงวดในการปล่อย สินเชื่อของสถาบันการเงิน, ผลผลิตทางการเกษตรมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้