วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง

ค.ศ. 1295 รัชสมัยของพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 1 แห่งสหราชอาณาจักร แต่ละมณฑลมีสิทธิ์ส่งสมาชิกสภาได้เพียง 2 คน เมืองไหนก็ตามที่ได้รับ พระราชทานสิทธิบัตรและมีคณะเทศมนตรีบริหาร ถือเป็นเขตเมืองหนึ่ง ส่งสมาชิกสภาได้ 2 คน

ต่อมา มีการพัฒนาให้มณฑลยอร์กเชียร์และกรุงลอนดอน ส่งสมาชิกสภาได้แห่งละ 4 คน มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดและเคมบริดจ์ส่งได้แห่งละ 2 คน แต่มณฑลและบางเมืองในเขตสกอตแลนด์ส่งสมาชิกรัฐสภาได้เพียงคนเดียว

สมัยนั้น สมาชิกสภาจากสกอตแลนด์มีเพียง 45 คน จากไอร์แลนด์ 100 คน แต่จากอังกฤษและเวลส์มีจำนวนสมาชิกรวมมากถึง 375 คน

ระบบเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรไม่เป็นธรรม เพราะเมืองแมนเชสเตอร์ เมืองเบอร์มิงแฮม และเมืองลีดส์ ที่มีประชากรเกินหนึ่งแสน แต่ไม่มีสิทธิ์ส่งสมาชิกสภา ลอนดอนเมืองใหญ่ส่งสมาชิกสภาได้เพียง 4 คน ขณะที่หมู่บ้านขนาดเล็กในมณฑลคอร์นวอลล์ ส่งได้เขตละ 2 คน

โอลด์แซรัม เมืองเสื่อมโทรมใกล้เมืองซอลส์เบอรี มีผู้มีสิทธิ์หย่อนบัตรลงคะแนนเสียงได้เพียง 7 คน แต่สามารถมีผู้แทนในรัฐสภาได้ถึง 2 คน

หมู่บ้านริมทะเลดันนิชในมณฑลซัฟฟอล์ก ถูกน้ำเซาะจนไม่เหลือแผ่นดินเลย แต่ในบัญชีของทางราชการ กลับยังมีรายชื่อผู้มีสิทธิ์หย่อนบัตรเลือกตั้งได้ถึง 30 คน

ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาสามัญ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เรียกว่า Members of the House of Commons เน่ามาก

สมาชิกสภามักเป็นพวกขุนนาง หรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ที่คุมคะแนนเสียงในเขตของตนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะความที่เป็นเขตเลือกตั้งเล็ก ทำให้คนรวยที่มีฐานะเลี้ยงดูคนใน

เขตเพื่อให้ลงคะแนนให้ตัวเองได้ง่าย อย่างนายทอมัส เฮาสเวิร์ท เจ้าของโรงงานปั่นด้ายในเมืองแมนเชสเตอร์ชนะเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจากเขตนิวตันในมณฑลแลงคาเชียร์ทุกสมัย แม้แต่พวกลูกหลานตระกูลแกลดสโตนแห่งเมืองลิเวอร์พูล ไม่มีความสามารถในสภาเลย แต่มีฐานะการเงินดี สามารถดูแลความเป็นอยู่ผู้คนในเขตเลือกตั้งของตน จนก็ได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภาได้ทุกสมัย

ทุกครั้งที่เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูป พวกสมาชิกสภาก็จะอ้างจารีตประเพณีดั้งเดิมของอังกฤษ ว่าเรามีเลือกตั้งอย่างนี้กันมานานหลายศตวรรษ หากมีการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง (เพื่อให้มีความยุติธรรมและได้รับการยอมรับ) ก็จะกระเทือนต่อหลักการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษ รวมทั้งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ที่สามารถนำไปสู่การปฏิวัติได้

การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้ง เพื่อให้คนชั้นกลางและคนจนมีสิทธิ์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร ดำเนินอยู่นานหลายร้อยปี ทุกทีที่ประชาชนลุกฮือ พวกสมาชิกสภา+รัฐบาล +ทหาร+กษัตริย์ ก็สามารถปราบปรามได้อย่างราบคาบทุกครั้ง

กระทั่งทศวรรษ 1810 ประชาชนเริ่มทยอยตั้ง “สโมสรเพื่อการปฏิรูป” หลายแห่ง เดิมประชาชนทำเพียงกลุ่มสองกลุ่ม จึง
ถูกปราบได้ง่าย ทว่าเมื่อมีการกระจายทำกันทั่วประเทศ จน รัฐสภา +รัฐบาล+ทหาร+กษัตริย์ ปราบไม่ไหว ประชาชนจึงขยายและพัฒนาจัดตั้ง “สหภาพการเมืองแห่งชาติ” ขึ้นมาใช้เป็นองค์กรต่อสู้อีกประเภทหนึ่ง

ค.ศ.1819 รัฐสภา+รัฐบาล+ทหาร+กษัตริย์ ที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งระบบเก่า ก็จับมือกันปราบอย่างรุนแรงและชนะประชาชนได้ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สฟิลด์ จากนั้น ก็ร่วมออกกฎหมายออกมา 6 ฉบับ เพื่อบังคับให้กรรมกร คนชั้นกลางและคนจน หยุดการเคลื่อนไหว สมัยนั้น มีคนอังกฤษโดนจับเข้าคุกในข้อหามีการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบและความมั่นคงของประเทศกันเยอะมาก

ประชาชนในหลายประเทศต้องการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งแบบเดิมมักจะไม่ยอมและต่อต้าน เหมือนเช่นในสหราชอาณาจักร ที่เราชาวไทยชอบอ้างกันนักหนาว่าเป็นแม่แบบการเมืองการปกครองของพวกตน

“ระบบเลือกตั้ง” เป็นเรื่องของประชาชนคนทั้งประเทศจะต้องช่วยกันคิด ว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นประชาธิปไตยของแท้ และคิดวางระบบเพื่อให้ได้คนที่ดีมีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติจริงๆ

ไม่ใช่เลือก ส.ส.เข้าไปทำหน้าที่ ส.จ. หรือ ส.ท. อย่างทุกวันนี้.

คุณนิติ นวรัตน์

1 มิ.ย. 2557 10:59 ไทยรัฐ