วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หัวใจที่ไม่เคยแพ้

“และในวันนี้ เธอนั้นจงหยัดยืนและลุกขึ้นอีกครั้ง ด้วยพลังในหัวใจ อย่าไปยอมแพ้ให้กับปัญหาใดๆ จงพร้อมจะอดทน ก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง”

ส่วนหนึ่งของบทเพลงที่เคยโด่งดังในอดีต ทำให้นึกถึงบุคคลหนึ่ง ที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังและผมได้ฟังกับหูของตัวเองถึงความมุ่งมั่นและความประทับใจของเธอคนนั้น เธอเคยเป็นพี่เลี้ยงผมในตอนเด็กๆ ซึ่งผมก็จำเธอไม่ได้ตอนที่มีโอกาสได้พบกัน เพราะตอนนั้นยังเล็กมากๆ จำได้เพียงแค่ว่าตอนเด็กๆ คุณแม่จ้างพี่เลี้ยงหนึ่งคนมาช่วยดูแลพวกเรา (ผมกับพี่สาว) เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่มีอาชีพข้าราชการที่ต้องอยู่เวร ดังนั้นอาจจะมีบางช่วงที่คุณพ่อหรือคุณแม่ไม่สามารถสลับเวลามาช่วยกันเลี้ยงดูได้ การมีพี่เลี้ยงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่เนื่องจากบ้านผมอยู่ในอำเภอชายแดนใต้ และถนนหนทางค่อนข้างลำบาก เดินทางไม่ค่อยสะดวก จึงไม่ค่อยมีใครอยากจะมาอยู่ที่อำเภอนี้ มาก็อยู่ได้ไม่นานและบางคนก็เรื่องเยอะ ปัญหาเยอะ แต่พี่คนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่หนักเอาเบาสู้และสามารถอยู่ดูแลพวกเราได้นานหลายปี แต่สุดท้ายเธอก็ต้องกลับบ้านของเธอไปทำหน้าที่ให้กับครอบครัวต่อ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ก็พูดถึงเธออยู่เสมอ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับครอบครัวเรา

เกือบสามสิบปีผ่านไป ผมมีโอกาสได้พบพี่คนนี้เป็นครั้งแรก (ไม่นับตอนเด็ก) โดยบังเอิญ เนื่องจากเธอผ่านมาทางแถวบ้านผมและได้ติดต่อกับคุณแม่ผมเพื่อขอมาเยี่ยมเยียน ตอนที่พบกับเธอครั้งแรก ผมก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ เพราะถึงแม้เธอจะเคยมีศักดิ์เป็นแค่พี่เลี้ยงหรือบางคนก็เรียกว่าคนรับใช้ในบ้านก็เถอะ แต่ความรู้สึกผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น หากแต่รู้สึกว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณคนนึงในชีวิต

วันที่เราเจอกัน เธอมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าดูมีแต่ความสุข เธอดีใจที่เห็นผมและพี่สาวผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเธอก็คงจำหน้าไม่ได้เท่าไรนัก ผมนั่งคุยกับเธอถึงชีวิตสมัยที่เธอมาเลี้ยงดูผมในอดีตว่าเป็นอย่างไรบ้าง เธออยู่กับครอบครัวเราประมาณหนึ่งปีกว่าๆเท่านั้น เธอต้องกลับไปบ้านเพื่อช่วยแม่ทำนา พี่คนนี้เธอเป็นลูกสาวคนกลางๆของบ้าน เธอมีพี่ชายสามคน มีน้องสาวและน้องชายอีก เรียกว่าในบ้านที่ลูกเยอะและครอบครัวทำนาแบบนี้ คงหนีความยากจนไม่พ้น

ในขณะที่เธอเล่าให้ฟังว่า เธอยอมเสียสละเรียนจบแค่ ป.4 แล้วช่วยมารดาทำนา เพื่อหาเงินส่งเสียให้พี่น้องคนอื่นๆได้เรียนหนังสือ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลย ความคิดตอนนั้น คือเธออยากให้พี่ๆที่เป็นผู้ชาย ได้เรียนหนังสือดีๆและเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ในอนาคต ปรากฏว่าความฝันของเธอเป็นจริง เพราะน้ำพักน้ำแรงที่ลงไปเพื่อช่วยพ่อแม่ทำนานั้น ได้เปลี่ยนเป็นเงินทุนให้พี่ชายทั้งสามได้มีการศึกษาและเรียนจบมามีหน้าที่การงานที่ดีมากพอสมควร เป็นระดับนายอำเภอและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในช่วงเวลาที่เธอได้เล่าให้ผมฟัง

และเธอยังเล่าต่ออีกว่า พอพี่ชายเรียนจบ เธอก็ยังทำงานหาเงินเพื่อสามารถส่งเสียให้น้องเรียนต่อทุกคนจนจบอีกด้วย เธอเล่าไปก็อมยิ้มไปด้วยความภาคภูมิใจ ไม่มีสีหน้าที่เศร้าปนร้องไห้แต่อย่างใด ผมยังถามซอกแซกอีกว่าแล้วแต่งงานตอนไหน (เพราะทราบว่าตอนนี้เธอก็มีลูกสามคนแล้ว)

เธอตอบว่าหลังจากที่พี่น้องทุกคนเรียนจบแล้ว เธอค่อยมีแฟนค่อยมีครอบครัว ซึ่งฟังดูแล้วอดหวั่นใจไม่ได้ว่ากว่าทุกคนจะเรียนจบ เธอคงอายุมากและคงไม่พร้อมจะมีครอบครัวแล้ว แต่ทว่าสมัยก่อน คนมีครอบครัว ออกเหย้าออกเรือนกันตั้งแต่อายุน้อย พี่น้องที่เรียนจบแยกครอบครัวไป ส่วนเธออายุมากหน่อยแต่ไม่ถึงกับหมดสภาพที่จะมีครอบครัวได้แล้วหรอกมังครับ

หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานจนมีลูกสามคน ปัจจุบันที่เธอคุยกับผม เธอก็เล่าว่า ตอนนี้ลูกๆเรียนใกล้จบแล้ว เธอก็มีหน้าที่ส่งเสียให้ลูกเรียน ทำงานไปด้วยความสุขใจตลอดมา สามีก็เป็นคนดี ลูกๆเธอก็เป็นเด็กดี มีอนาคต มีผลการเรียนที่ดี ปัจจุบันพี่คนนี้เธอเป็นประธานชมรมแม่บ้านในท้องถิ่นของเธอเอง มีการจัดกิจกรรมแม่บ้านร้องรำทำเพลง ฟังดูชีวิตมีแต่ความสนุกสนาน บนวิถีแห่งชาวนาธรรมดาคนหนึ่งทั่วๆไป...ใครอยากจะอิจฉาเธอก็อิจฉาได้ ผมคนนึงละครับที่อยากจะอิจฉาเธอ หากแต่หลายคนที่มองชีวิตสวยหรูเพียบพร้อมทุกอย่าง มามีชีวิตแบบเธอ ป่านนี้อาจจะฆ่าตัวตายไปแล้ว เพราะมัวแต่นั่งน้อยใจในโชคชะตาและมองว่าหากต้องเสียสละจนตนเองต้องขึ้นคานไป ชีวิตคงรันทดที่สุด

ตัวอย่างที่ผมเล่ามานี้ ณ เวลาที่คุยกับเธอนั้น ผมสัญญาว่าวันนึงต้องเอาเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่ให้โลกรู้ ให้โลกเห็นถึงความประทับใจและคุณงามความดีของเธอ พี่สาวบ้านนอกใจแกร่งคนนึงที่ ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตใดๆ สุดท้ายชีวิตได้ดี เพราะความดีที่ตนเองทำแท้ๆ แม้ไม่ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินก็ตาม แต่สิ่งที่เธอสร้าง คือสิ่งที่เรียกว่า ความภาคภูมิใจ (self esteem) หรือการที่สามารถมองตนเองมีคุณค่าได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของการกระทำที่ต้องตีออกมาเป็นเงินทองทรัพย์สิน หากแต่เป็นเพียงความสุขใจแต่ก็ยั่งยืนยาวนานไปตลอดชีวิต แนวทางการสร้างหัวใจที่ไม่แพ้

ไม่มีหลักการตายตัว บางครั้งขึ้นอยู่กับบุญเก่าของคุณที่จะได้เกิดมาในครอบครัวแบบไหน ครอบครัวที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้คุณได้สร้างความภาคภูมิใจในตนเองได้ ทั้งหมดนี้มีรากฐานจากครอบครัวทั้งสิ้น

ครอบครัวเข้มแข็ง ให้ความสำคัญในการทำงาน การเสียสละและฝึกความอดทนให้อย่างสม่ำเสมอ

ครอบครัวมีความผูกพันที่แน่นแฟ้น พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในครอบครัวอยู่ตลอดเวลา

ครอบครัวมีคุณธรรมจริยธรรมที่ปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของจิตใจมากกว่าคุณค่าของวัตถุสิ่งของ ดังนั้น ทุกคนจะพยายามสร้างความภูมิใจจากการกระทำดี การคิดดี มากกว่าเห็นเรื่องเงินทองวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ

ครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความสามารถ เพื่อให้มีประสบการณ์ชีวิตในการทำสิ่งต่างๆที่ตนเองรักหรือให้ได้ทำสิ่งต่างๆที่ใช้ความอดทนได้

ครอบครัวมีคำชื่นชมในการทำความดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง ทัศนคติหรือแม้แต่ภาษากาย

สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถใช้เงินทองซื้อได้ ไม่สามารถใช้แค่คำพูดยกยอปอปั้นหรืออุปโลกน์สร้างเรื่องขึ้นมาได้ โดยปราศจากการกระทำจากหัวใจที่บริสุทธิ์

ผมเองก็นับว่าโชคดี ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต มีคนดีๆผ่านเข้ามาเลี้ยงดู แม้อาจจะไม่ได้อบรมสั่งสอนอะไรให้เท่ากับที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ แต่ก็ถือว่าได้แวดล้อมด้วยคนที่มีจิตใจดีงาม อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นบุญของชีวิตแล้วครับ จะเห็นว่าคุณงามความดีของพี่เลี้ยงผมที่เธอเสียสละให้กับครอบครัว ก็ส่งผลให้ครอบครัวมีความสามัคคี รักใคร่ปรองดองกัน และเธอเองก็ได้มีครอบครัวที่ดี มีลูกที่ดี เปรียบเสมือนทำบุญไว้และได้ผลตอบแทนในชาตินี้เลย

สำหรับใครที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องบุญกรรมมากนัก ผมก็อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาว่า การคิดดี ทำดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะเป็นพลังชีวิตที่ดีงาม ส่งผลให้มีสมาธิ มีปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่ต้องนับว่าเป็นคนจนหรือคนรวย มีการศึกษาสูงหรือต่ำ นั่นไม่สำคัญเท่ากับการตระหนักรู้และศรัทธาในการทำความดีนั่นเอง...

หวังว่าเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีกและสอบถามเรื่องราวดีๆในชีวิตของพี่คนนี้กันอีกนะครับ...แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังครับ.

นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล

31 พ.ค. 2557 12:03