วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงนาทีทอง"วัชรพล" "ปฏิรูปตำรวจ" ปลอดการเมืองเด็ดขาด

ฟ้าผ่าเปรี้ยง...กับคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. รักษาการแทน ผบ.ตร. หลังประกาศยึดอำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ

ตามมาด้วยคำสั่งโยกย้าย ผบช.ยัน ผกก. ที่อยู่ในฝั่งขั้วอำนาจเก่าพ้นเส้นทาง

อาจกล่าวได้ว่าเป็นวังวนที่เข้ามาเกี่ยวพันองค์กรตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตามมาด้วยเสียงเรียกร้องขอ “ปลดแอก” อำนาจการเมืองที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาครอบงำตำรวจ

คำถามที่ว่า “ทำไมตำรวจต้องอยู่ภายใต้อาณัตินักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง”

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ยังไม่พ้นข้อกล่าวหาว่ารับใช้นักการเมืองฝ่ายที่มีอำนาจ แม้กระทั่งนายตำรวจที่เป็นแบบอย่างของตำรวจมืออาชีพ

มองอีกมุมจะเห็นได้ชัดว่าตลอดเวลากว่า 6 เดือนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุ่มเทเสียสละตรากตรำทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมอย่างเต็มที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นเสาหลักยืนหยัดอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่เคยทอดทิ้งลูกน้อง เอาชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิตราชการเพื่อรักษาองค์กรตำรวจไว้ให้ยืนหยัดอยู่ในสังคมไทย จนมีการรัฐประหารของทหาร

ตำรวจทุกระดับชั้นอยากให้ปฏิรูปองค์กรตำรวจ ปลอดการเมืองเพื่อให้มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่

ไม่มีตำรวจคนไหนอยากอยู่ภายใต้อำนาจ “คนนอก” ที่เข้ามามีบทบาทเหนือองค์กรตำรวจ

ข้อเท็จจริงสังคมปัจจุบัน ตำรวจที่ดีเป็นที่รักของชาวบ้าน มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย “จิตวิญญาณ” ของความเป็นตำรวจ มีความซื่อสัตย์สุจริต เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง แทบไม่ได้เติบโตก้าวหน้าในอาชีพราชการ

เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงินทองที่จะนำไปวิ่งเต้นหรือบำเรอนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ จึงไม่เจริญเติบโตในอาชีพ แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เพราะยังมีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจ

สาเหตุใหญ่ที่องค์กรตำรวจเป็นเช่นนี้ เพราะเกิดจากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีระบบคุณธรรมที่เข้มแข็งพอมาควบคุมกำกับ

เริ่มตั้งแต่ระดับหัวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. อำนาจการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2557 เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ซึ่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ ผบ.ตร.

การแต่งตั้งระดับ ผบก.ขึ้นไป เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.

ทั้งสองคณะมีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลตำรวจเป็นประธาน

การพิจารณาในรูปคณะกรรมการ แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้อาณัติของนายกรัฐมนตรี หรือตัวแทนมอบหมาย

จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า...เหตุใดนักการเมืองจึงมีอิทธิพลครอบงำตำรวจ

ผู้บังคับบัญชาหรือประชาชนไม่สามารถให้คุณให้โทษกับตำรวจ จึงไม่สนใจผู้บังคับบัญชาหรือประชาชน แต่จะวิ่งเข้าไปซบหรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป็นที่พึงพอใจแก่นักการเมืองหรือผู้ที่มีอำนาจที่สามารถให้คุณให้โทษได้ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย

จุดน่าสนใจที่มีนักวิชาการหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีแนวคิดปฏิรูปองค์กรตำรวจให้ไปขึ้นกับองค์กรท้องถิ่น น่าจะต้องทบทวน

เพราะจะทำให้ผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่สามารถครอบงำตำรวจได้มากยิ่งขึ้น เทียบเคียงกับนักการเมืองระดับชาติ และสังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะเป็นเช่นนั้น

คาดว่าเป็นวิธีคิดของผู้ที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ไม่เข้าใจแก่นแท้งานตำรวจและไม่เคยถามตำรวจ

ตำรวจส่วนใหญ่อยากมีศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจที่สามารถอำนวยความยุติธรรม มีการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความสงบสุขให้กับสังคมได้อย่างเสมอภาค เป็นธรรมมากที่สุด

วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะดึงตำรวจออกจากนักการเมือง เพราะนักการเมืองอยู่ในภาวะอ่อนแอ ไม่สามารถโต้แย้งการเปลี่ยนแปลงที่จะเอาอำนาจของตนออกไป เพื่อให้ตำรวจหันกลับมาฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของตน หรือให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

โดยการยกเลิก ก.ต.ช. และ ก.ตร.ที่มีฝ่ายการเมืองโดยตรงมาเป็นผู้พิจารณาให้คุณให้โทษ การแต่งตั้งทุกระดับชั้นน่าจะเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาระดับ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และคณะกรรมการ ที่ผ่านมาคัดเลือกจากตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช้เฉพาะระดับ ผกก.ขึ้นไปพิจารณา เพราะระดับต่ำกว่า ผกก. คือคนที่จะสะท้อนคุณความดีของผู้ที่เป็นนายได้ดีว่ามีคุณความดีเพียงพอที่จะมาปกครองบังคับบัญชาพวกเขาหรือไม่

หากดูแลผู้ใหญ่เก่ง แต่ไม่เคยเหลียวแลลูกน้อง ฝ่าด่านพิจารณาคัดกรอง ผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆของ ตร.เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้น และตำรวจจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาจะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะมีโอกาสถูกประเมินกลับเช่นกัน

คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชนและสังคมไทย

ตำรวจดีๆที่ตั้งใจทำงาน แต่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงินทองไปวิ่งเต้น มีโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการออกเสียง อาจผ่านมหาวิทยาลัยที่มาทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของตำรวจทั้งประเทศ เพื่อให้ระบบคุณธรรมใช้กับองค์กรตำรวจ จะทำให้ตำรวจกล้าต่อกรกับนักการเมือง

ผู้ที่จะทำให้ตำรวจปลอดจากอำนาจทางการเมืองคือใคร สามารถทำได้หรือไม่...

ในอดีตมีผู้พยายามคิดวิถีทางที่จะทำให้ตำรวจปลอดจากการเมือง ตั้งแต่การเขียนกฎหมาย

เพื่อให้ตนเองปลอดจากการเมือง โดยไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้การเมืองอื่นๆเข้ามาแทรกแซงได้ แต่สภาพสังคมไทยที่ใช้เส้นสายสมัครพรรคพวกในทุกวงการย่อมหลีกหนีไม่ได้กับการใช้อำนาจนอกระบบ

วันนี้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่ฝ่ายทหารที่ตัว พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เข้ามาสานต่อนโยบายของฝ่ายทหารเพื่อปฏิรูปองค์กรตำรวจ

งานใหญ่ของ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นความคาดหวังของตำรวจทุกคนที่ต้องการให้มีการผลักดันให้องค์กรตำรวจมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และไม่ตกอยู่ภายใต้ “อาณัติ” ของใครใดๆทั้งสิ้น

เวลาอีก 4 เดือน จะเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจจริงของ พล.ต.อ.วัชรพล ในการปรับเปลี่ยนตำรวจ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ขององค์กรตำรวจ ถ้าคิดอีกทางน่าจะเปิดโอกาสให้ระดับ ผบก.จนถึงผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ต้องอยู่กับโครงสร้างตำรวจได้แสดงความคิดเห็นเพื่อวางรากฐานงานตำรวจ

ต้องให้น้ำหนักในเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่ตำรวจและประชาชนเรียกร้องให้ได้โครงสร้างองค์กรที่ปราศจากการแทรกแซง ไม่ดึงตำรวจกลับไปอยู่ภายใต้อำนาจนักการเมือง

เพราะปัญหาสำคัญตำรวจไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง แต่อยู่ที่ “จิตสำนึก” ของผู้ที่มีอำนาจทั้งหลายยอมลดบทบาทเหนือองค์กรตำรวจ

พล.ต.อ.วัชรพลยืนยันว่า “การปฏิรูปตำรวจเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการกระจายอำนาจลงไปในพื้นที่ให้มากขึ้น มีความคล่องตัวในการบริหารงาน ทำให้การบังคับบัญชาสั่งการรวดเร็ว มีเอกภาพเหมือนเดิม ระดับนโยบายอยู่ที่ ตร.มั่นใจว่าจะไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานอื่น จะเดินหน้าปฏิรูปตำรวจให้แล้วเสร็จในช่วง 4 เดือน จะใช้จังหวะที่ประเทศปกครองบริหารโดย คสช.ผลักดันให้สำเร็จ”

“ทีมข่าวอาชญากรรม” คาดหวังว่าคงได้เห็นการปฏิรูปตำรวจเพื่อให้มีเกียรติและศักดิ์ศรีที่แท้จริง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทุกฝ่ายหันมายกเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” และแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

กลายเป็นวังวนของอำนาจที่ไม่รู้จบสิ้น...

องค์กรตำรวจจึงต้องบอบช้ำต่อเนื่องหลายสิบปี

ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

31 พ.ค. 2557 11:44 ไทยรัฐ