วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สถานการณ์ไม่นิ่ง ยิ่งยึดยาว

จับสัญญาณอำนาจ “เด็ดขาด” จัดระเบียบก่อนปฏิรูป

ครบรอบ 10 วัน สถานการณ์ค่อยๆกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ชาวบ้านร้านตลาดเริ่มคุ้นชินกับภาวะรัฐประหาร ภาพทหารเต็มเมือง

ตามกระบวนการทางอำนาจอย่างเป็นทางการที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ประทับสถานะ รองรับทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง การตั้งนายกรัฐมนตรี การฟอร์มคณะรัฐมนตรีมาบริหาร การตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมไปถึงการตั้งสภาปฏิรูป

ขั้นตอนตามแบบแผนปฏิบัติหลังยึดอำนาจที่วางกันไว้ยังไม่เดินหน้า

แน่นอนเมื่อไม่มีธรรมนูญการปกครอง โดยรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือธรรมนูญการปกครอง

ไม่มีการแชร์อำนาจแต่อย่างใด

และที่เห็นได้ชัดกับรูปแบบที่แปลกไปกว่าการรัฐประหารยึดอำนาจที่ผ่านมา

ภายหลังการยึดอำนาจผ่านไปแค่ 1–2 วัน พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศจัดส่วนงาน

กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของ คสช.

แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกอบด้วย หัวหน้าคณะฯ รองหัวหน้าคณะฯ และเลขาธิการ

ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ได้แก่ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายกิจการพิเศษ ส่วนงานขึ้นตรง หัวหน้า คสช.

ส่วนระดับปฏิบัติ ได้แก่ ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อ คสช. ประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้าคณะฯ และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย

ฝ่ายความมั่นคง มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้า มีหน่วยงาน ส่วนราชการในความรับผิดชอบ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงไอซีที และกระทรวงการต่างประเทศ

ฝ่ายสังคมจิตวิทยา มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้า มีหน่วยงาน ส่วนราชการในความรับผิดชอบ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ

ฝ่ายเศรษฐกิจ มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้า มีหน่วยงาน ส่วนราชการในความรับผิดชอบได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน และกระทรวงคมนาคม

ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีหน่วยงาน ส่วนราชการในความรับผิดชอบรวม 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ มีหน่วยงาน ส่วนราชการในความรับผิดชอบ ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

จัดหมวดหมู่บริหาร แบ่งความรับผิดชอบกันชัดเจนในหมู่หัวขบวน คสช.

นอกจากนั้นยังมีคำสั่ง คสช.ให้ปลัดกระทรวงต่างๆ

ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรี บริหารงานข้าราชการประจำไปตามปกติ

และพร้อมๆกับการเดินหน้าขับเคลื่อนงานบริหารทันที ด้วยการกดปุ่มเดินหน้าจ่ายเงินที่ค้างในโครงการจำนำข้าวให้กับชาวนา วงเงินกว่า 92,000 ล้านบาท

จัดให้กระดูกสันหลังของชาติเป็นวาระเร่งด่วนพิเศษ

ขณะเดียวกันก็มีการส่งสัญญาณเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่ พล.อ.อ.ประจิน เปิดเผยถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในเรื่องการคมนาคมที่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อความก้าวหน้า

พร้อมเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง

รวมทั้งจะมีการพิจารณาทุกโครงการสำคัญ โดยเฉพาะงานระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ โครงการรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่อยู่ในแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา
กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบตามสูตรบริหารของรัฐบาลพลเรือน

คสช.เดินหน้าบริหารทันที ไม่มี “ฮันนีมูนพีเรียด”

ไม่แค่เท่านั้น ยังมีคำสั่ง (เฉพาะ) คสช.แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา คสช.ประกอบด้วย 1. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธาน

2.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รองประธาน

3. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองประธาน 4. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา 5.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษา 6.นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา

7.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ ที่ปรึกษา 8.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ที่ปรึกษา 9.พล.อ.นพดล อินทปัญญา ที่ปรึกษา 10.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ที่ปรึกษาและเลขานุการ

โดยมีอำนาจหน้าที่ 1.ให้ข้อเสนอแนะต่อ คสช.ตามเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจความรับผิดชอบ และตามที่ได้รับมอบหมายจาก คสช. 2.ให้ความเห็นตามที่ คสช.ขอคำปรึกษา 3.แต่งตั้งคณะบุคคลทำหน้าที่อนุกรรมการ คณะทำงานและเจ้าหน้าที่ตามความเหมาะสม 4. การเสนอเรื่องใดๆต่อหัวหน้า คสช.ให้เสนอผ่านที่ปรึกษา คสช.

ฟอร์มทีมกุนซือช่วยเสิร์ฟงานบริหารอีกทาง

ตามรูปการณ์ที่เหมือนเปิดทางให้ว่าที่รัฐมนตรีทำงานไปพลางๆระหว่างยังไม่มีธรรมนูญการปกครอง ไม่มีการตั้งนายกฯ ไม่มีการฟอร์ม ครม.

เพราะหัวหน้า คสช.ยังไม่แชร์อำนาจ

ต้องการใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในภารกิจสำคัญด้านความมั่นคงมาก่อนอื่นใด

ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นตามที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า หัวหน้า คสช.ได้ให้แนวทางกับหัวหน้าส่วนราชการ

โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารใน 3 ระยะ

คือระยะแรกการบริหารราชการตามปกติ รวมถึงกฎหมายพิเศษเพื่อขับเคลื่อนงาน ระยะสองการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อเข้าสู่การมีธรรมนูญการปกครอง สภาฯปฏิรูป สภานิติบัญญัติ และระยะที่สาม เป็นเรื่องของการนำไปสู่ระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบด้วยการเลือกตั้ง

ตามรูปการณ์ ณ ห้วงนี้ จึงยังอยู่แค่ในระยะแรกเท่านั้น

ดังที่เห็นส่วนใหญ่ก็เป็นขั้นตอนการใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมสถานการณ์ ตามประกาศ คสช.ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ

โดยเฉพาะคำสั่งเรียกให้บุคคลที่อยู่ในข่ายเฝ้าจับตาเข้ารายงานตัว

ล็อกเข้าไปละลายพฤติกรรมในค่ายทหาร

มีทั้งอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. แนวร่วมกลุ่ม กปปส. อดีตนายทหาร นายตำรวจนอกราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ สื่อมวลชน ฯลฯ

รวมยอดก็ปาเข้าไปกว่า 200 รายแล้ว

ตามปรากฏการณ์ต่อเนื่อง ผลจากอาการยื้อยุดฉุดกระชาก สองขั้วอำนาจการเมืองต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ลากกระแสความขัดแย้งในสังคมให้ลุกลามบานปลาย

เจอบทดุสไตล์ท็อปบูตกระตุกอารมณ์กันแรงๆ

ทั้งขาบู๊ ขาเก๋า หงอยไปตามๆกัน

แต่ที่ดุดันกว่านั้น กับฉากที่กองกำลังทหารเดินหน้าไล่ล่า กวาดล้างขบวนการใต้ดิน บุกจับอาวุธสงครามของก๊วนป่วนเมือง ตามท้องเรื่องที่เป็นเหตุปัจจัยหลักในการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตัดสินใจให้กองทัพเข้าควบคุมสถานการณ์

เพราะมีกองกำลังเถื่อนปฏิบัติการทำลายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์

ขณะที่อีกจุดหนึ่ง คสช.ก็เล่นบทเข้ม สกัดแนวร่วมประชาชนกลุ่มต่อต้านการรัฐประหารที่ท้าทายอำนาจปลายกระบอกปืน ออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่มีแกนนำ ตามรูปการณ์ที่ทหารต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ปลุกกระแสในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์
อินสตาแกรม

ถึงขั้นที่ว่า มุกสุดท้ายอาจต้องใช้มาตรการ “ถอดปลั๊ก”

ในส่วนของขั้วอำนาจเก่าก็ยังต้องเฝ้าระแวง

แม้จะไม่มีความเคลื่อนไหวของคนแดนไกล แต่ก็ยังมีสัญญาณการเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจพรรคเพื่อไทย

ตามที่มีกระแสข่าวแว่วๆเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

คสช.เดินเกมแรงเคลียร์ทุกจุด บล็อกแนวต้านให้นิ่งก่อนภารกิจอื่นใด

ไม่บุ่มบ่ามผลีผลามปล่อยอำนาจบริหาร

เรื่องของเรื่อง นั่นก็เพราะกองทัพมีบทเรียนจากความล้มเหลวในการรัฐประหารปี 2549 ที่นอกจากเคลียร์วงจรอุบาทว์ทางการเมืองไม่ได้ ยังเติมไฟความขัดแย้งให้รุนแรง สุดท้ายทหารตกเป็นจำเลย

รอบนี้ท็อปบูตจึงไม่มีทางพลาดซ้ำรอยแน่

และก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกใบ้ไว้แล้ว ตราบใดที่สถานการณ์ในประเทศยังไม่สงบก็ยังไม่ปล่อยมือง่ายๆ นั่นก็หมายถึงว่า พร้อมลากเกมอำนาจต่อไปไม่มีกำหนด

ประกอบกับภารกิจสำคัญในการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อสลายสีเสื้อ

ตามรูปการณ์ คสช.คงต้องให้คลื่นลมสงบก่อนถึงจะเดินหน้าตามพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ

แต่ก่อนอื่น จำเป็นต้องใช้อำนาจ “เด็ดขาด” ในการเคลียร์แรงเสียดทาน

ฉะนั้นว่ากันตามเงื่อนไข มันก็เป็นอะไรที่ประเมินได้

ตราบใดที่สถานการณ์ฝ่ายต่อต้านยังไม่นิ่ง

ท็อปบูตก็ยิ่งต้องยึดยาว.

“ทีมการเมือง”

31 พ.ค. 2557 09:16