วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภารกิจไล่ล่า "เงินมืด" บทท้าทายรัฐบาลใหม่

ภารกิจไล่ล่า "เงินมืด" บทท้าทายรัฐบาลใหม่

  • Share:

ปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลประเทศใดๆ ล่มสลายหรือพ่ายแพ้การเลือกตั้ง มักจะมีเรื่อง “คอร์รัปชัน” เป็นจุดตายด้วยเสมอ ที่ “อินเดีย”ประเทศ ประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรกว่า 1,100 ล้านคนก็เช่นกัน

การที่พรรคชาตินิยมฮินดู “ภารติยะ ชนตะ” (บีเจพี) ฝ่ายค้านเอาชนะพรรค “คองเกรส” พรรครัฐบาลเก่าได้อย่างถล่มทลาย จากผลการเลือกตั้งเมื่อ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้นายนเรนทรา โมดี อดีตมุขมนตรีรัฐคุชราตผงาดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สาเหตุหนึ่งก็มาจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ การว่างงานและอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลเก่าแก้ไม่ตก
และหนึ่งในผลพวงการคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ก็คือเรื่อง “เงินมืด” (Black money) มูลค่าอภิมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวอินเดียและรัฐบาลชุดก่อนๆ รับรู้มานานแล้ว แต่กลับทำอะไรไม่ได้

จึงไม่น่าแปลกที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีใหม่วันแรกเมื่อ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลของนายโมดีรีบหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ถึงขั้นประกาศตั้ง “ทีมสอบสวนพิเศษ” (เอสไอที) ขึ้นมาทันที เพื่อหาทางนำ “เงินมืด” กลับมาเป็นของรัฐให้ได้ โดยเอสไอที มีนายเอ็มบี ชาห์ อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดเป็นประธาน ส่วนรองฯ คือนายอริจิต ปาซายัต อดีตผู้พิพากษาเช่นเดียวกัน

เงินมืดที่ว่านี้ คือ “เงินนอกกฎหมาย” ที่ไม่มีการแจ้งต่อทางการหรือเงินที่ไม่มีการเสียภาษี และถูกลักลอบนำไปฝากไว้ในธนาคารต่างประเทศ ที่เรียกว่า “แหล่งหลบภาษี” (Tax havens) ต่างๆ โดยประเมินว่า เงินมืดของอินเดีย มีมากมายมหาศาลถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 16,000,000 ล้านบาท)

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับรายงานของกลุ่ม “โกลบเบิล ไฟแนนเชียล อินเทกกริที” ในสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย. 2553 ที่ระบุว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2491 หรือ 1 ปี หลังอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ จนถึงปี 2551 อินเดียต้องสูญเสียเงินกว่า 460,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะบริษัทธุรกิจ และคนร่ำรวยจำนวนมากลักลอบนำเงินไปฝากไว้ในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยการไหลออกของเงินเถื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังอินเดียเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2534

“แหล่งหลบภาษี” ที่ซุกเงินเถื่อนของอินเดียมีหลายแห่ง รวมทั้งหมู่เกาะมอริเชียส สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ฯลฯ โดยสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (ซีบีไอ) ของอินเดียเผยว่า ชาวอินเดียนี่เองที่นำเงินเถื่อนไปฝากตามแหล่งหลบภาษีมากที่สุดในโลก และแหล่งใหญ่ที่สุดคือธนาคารสวิตเซอร์แลนด์

เงินมืดเกือบทั้งหมดมาจากระบบเศรษฐกิจใต้ดิน หรือ “ตลาดมืด” ซึ่งมีมูลค่าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ “จีดีพี” ทั้งหมดของอินเดียเลยทีเดียว แต่การติดตามทำได้ยากสุดๆ เพราะประเทศที่เป็นแหล่งหลบภาษีให้ความร่วมมือน้อยมาก เนื่องจากต้องพึ่งเงินเถื่อนเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

ก่อนแพ้การเลือกตั้งหมดรูป รัฐบาลพรรคคองเกรสถูกโจมตีหนักหน่วงในเรื่องคอร์รัปชันและเงินมืด แม้แต่ศาลสูงสุดของอินเดียก็ออกโรงตำหนิรัฐบาลว่าไม่ทำอะไรเท่าที่ควรเพื่อหาทางนำเงินมืดกลับมาเข้าคลัง ซึ่งจะช่วยพัฒนาประเทศได้มหาศาล แรงกดดันเรื่องเงินมืด ทำให้ธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ต้องสั่งเรียกเก็บธนบัตรเก่าที่พิมพ์ขึ้นก่อนปี 2548 ทั้งหมดออกจากระบบเงินตรามาแล้วตั้งแต่ 31 มี.ค.ปีนี้

ในช่วงครองอำนาจ 2 สมัยเป็นเวลา 10 ปี รัฐบาลพรรคคองเกรสซึ่งมีตระกูลเนห์รู-คานธี ผู้ทรงอิทธิพลเป็นแกนนำ ยังเกิดเรื่องคอร์รัปชันฉาวโฉ่เยอะมาก

รวมทั้งกรณีที่นายอานธิมูธู ราชา รัฐมนตรีสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งพรรคดีเอ็มเค พรรคร่วมรัฐบาล ออกใบอนุญาตให้บริษัทสื่อสารโทรคมนาคมแบบไม่ชอบมาพากลในปี 2555 โดยใช้วิธีขายแบนด์วิดธ์กันง่ายๆ แบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” แทนที่จะใช้วิธีประมูลอย่างโปร่งใส

คดีนี้ได้ชื่อว่าเป็นคดีคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย ทำให้รัฐสูญเสียรายได้เกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนายราชาและคนสนิทถูกจับ นักธุรกิจหลายคนติดร่างแห

ผู้นำใหม่–นายกฯ นเรนทรา โมดี เตรียมพบปะหารือกับผู้นำภูฏานในกรุงนิวเดลี หลังสาบานตนรับตำแหน่ง และเร่งผลักดันนโยบายสำคัญ รวมทั้งไล่ล่าเงินมืดในต่างประเทศ (รอยเตอร์)

รัฐบาลพรรคคองเกรสยังถูกเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชันในกองทัพในปี 2555 การทุจริตในโครงการเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาเครือจักรภพในปี 2553 และกรณีที่ประธานคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ สนับสนุน ถูกบีบให้ลาออก หลังถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชันเสียเองในปี 2553

นอกจากนี้ เมื่อปี 2554 เว็บไซต์จอมแฉ “วิกิลีกส์” ยังเปิดโปงว่าสมาชิกระดับสูงของพรรคคองเกรสติดสินบน ส.ส. ในสภาผู้แทนฯ หลายคน ให้ช่วยลงมติไว้วางใจรัฐบาลในปี 2551 หลังถูกฝ่ายค้านยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ กรณีที่รัฐบาลอินเดียและสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงขยายศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ทำให้พรรคพันธมิตรฝ่ายซ้ายถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่ารัฐบาลชนะอย่างฉิวเฉียดเพราะการซื้อเสียง ส.ส.ขายตัว

สาเหตุใหญ่ที่ทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันและเงินมืดของอินเดียยากเย็นแสนเข็ญ เป็นเพราะพวกนักการเมืองและนักธุรกิจผู้ร่ำรวยทรงอิทธิพลจำนวนมากมีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้

แม้แต่ “ไทยแลนด์” ของเราก็เถอะ ถ้ามีการขุดคุ้ยกันเข้มข้นจริงจัง ปัญหาเงินมืดในแหล่งหลบภาษีอาจผุดโผล่แดงโร่ไม่แพ้อินเดียก็เป็นได้!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้