วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภารกิจไล่ล่า "เงินมืด" บทท้าทายรัฐบาลใหม่

ปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลประเทศใดๆ ล่มสลายหรือพ่ายแพ้การเลือกตั้ง มักจะมีเรื่อง “คอร์รัปชัน” เป็นจุดตายด้วยเสมอ ที่ “อินเดีย”ประเทศ ประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรกว่า 1,100 ล้านคนก็เช่นกัน

การที่พรรคชาตินิยมฮินดู “ภารติยะ ชนตะ” (บีเจพี) ฝ่ายค้านเอาชนะพรรค “คองเกรส” พรรครัฐบาลเก่าได้อย่างถล่มทลาย จากผลการเลือกตั้งเมื่อ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้นายนเรนทรา โมดี อดีตมุขมนตรีรัฐคุชราตผงาดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สาเหตุหนึ่งก็มาจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ การว่างงานและอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลเก่าแก้ไม่ตก
และหนึ่งในผลพวงการคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ก็คือเรื่อง “เงินมืด” (Black money) มูลค่าอภิมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวอินเดียและรัฐบาลชุดก่อนๆ รับรู้มานานแล้ว แต่กลับทำอะไรไม่ได้

จึงไม่น่าแปลกที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีใหม่วันแรกเมื่อ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลของนายโมดีรีบหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ถึงขั้นประกาศตั้ง “ทีมสอบสวนพิเศษ” (เอสไอที) ขึ้นมาทันที เพื่อหาทางนำ “เงินมืด” กลับมาเป็นของรัฐให้ได้ โดยเอสไอที มีนายเอ็มบี ชาห์ อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดเป็นประธาน ส่วนรองฯ คือนายอริจิต ปาซายัต อดีตผู้พิพากษาเช่นเดียวกัน

เงินมืดที่ว่านี้ คือ “เงินนอกกฎหมาย” ที่ไม่มีการแจ้งต่อทางการหรือเงินที่ไม่มีการเสียภาษี และถูกลักลอบนำไปฝากไว้ในธนาคารต่างประเทศ ที่เรียกว่า “แหล่งหลบภาษี” (Tax havens) ต่างๆ โดยประเมินว่า เงินมืดของอินเดีย มีมากมายมหาศาลถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 16,000,000 ล้านบาท)

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับรายงานของกลุ่ม “โกลบเบิล ไฟแนนเชียล อินเทกกริที” ในสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย. 2553 ที่ระบุว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2491 หรือ 1 ปี หลังอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ จนถึงปี 2551 อินเดียต้องสูญเสียเงินกว่า 460,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะบริษัทธุรกิจ และคนร่ำรวยจำนวนมากลักลอบนำเงินไปฝากไว้ในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยการไหลออกของเงินเถื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังอินเดียเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2534

“แหล่งหลบภาษี” ที่ซุกเงินเถื่อนของอินเดียมีหลายแห่ง รวมทั้งหมู่เกาะมอริเชียส สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ฯลฯ โดยสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (ซีบีไอ) ของอินเดียเผยว่า ชาวอินเดียนี่เองที่นำเงินเถื่อนไปฝากตามแหล่งหลบภาษีมากที่สุดในโลก และแหล่งใหญ่ที่สุดคือธนาคารสวิตเซอร์แลนด์

เงินมืดเกือบทั้งหมดมาจากระบบเศรษฐกิจใต้ดิน หรือ “ตลาดมืด” ซึ่งมีมูลค่าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ “จีดีพี” ทั้งหมดของอินเดียเลยทีเดียว แต่การติดตามทำได้ยากสุดๆ เพราะประเทศที่เป็นแหล่งหลบภาษีให้ความร่วมมือน้อยมาก เนื่องจากต้องพึ่งเงินเถื่อนเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

ก่อนแพ้การเลือกตั้งหมดรูป รัฐบาลพรรคคองเกรสถูกโจมตีหนักหน่วงในเรื่องคอร์รัปชันและเงินมืด แม้แต่ศาลสูงสุดของอินเดียก็ออกโรงตำหนิรัฐบาลว่าไม่ทำอะไรเท่าที่ควรเพื่อหาทางนำเงินมืดกลับมาเข้าคลัง ซึ่งจะช่วยพัฒนาประเทศได้มหาศาล แรงกดดันเรื่องเงินมืด ทำให้ธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ต้องสั่งเรียกเก็บธนบัตรเก่าที่พิมพ์ขึ้นก่อนปี 2548 ทั้งหมดออกจากระบบเงินตรามาแล้วตั้งแต่ 31 มี.ค.ปีนี้

ในช่วงครองอำนาจ 2 สมัยเป็นเวลา 10 ปี รัฐบาลพรรคคองเกรสซึ่งมีตระกูลเนห์รู-คานธี ผู้ทรงอิทธิพลเป็นแกนนำ ยังเกิดเรื่องคอร์รัปชันฉาวโฉ่เยอะมาก

รวมทั้งกรณีที่นายอานธิมูธู ราชา รัฐมนตรีสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งพรรคดีเอ็มเค พรรคร่วมรัฐบาล ออกใบอนุญาตให้บริษัทสื่อสารโทรคมนาคมแบบไม่ชอบมาพากลในปี 2555 โดยใช้วิธีขายแบนด์วิดธ์กันง่ายๆ แบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” แทนที่จะใช้วิธีประมูลอย่างโปร่งใส

คดีนี้ได้ชื่อว่าเป็นคดีคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย ทำให้รัฐสูญเสียรายได้เกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนายราชาและคนสนิทถูกจับ นักธุรกิจหลายคนติดร่างแห

รัฐบาลพรรคคองเกรสยังถูกเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชันในกองทัพในปี 2555 การทุจริตในโครงการเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาเครือจักรภพในปี 2553 และกรณีที่ประธานคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ สนับสนุน ถูกบีบให้ลาออก หลังถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชันเสียเองในปี 2553

นอกจากนี้ เมื่อปี 2554 เว็บไซต์จอมแฉ “วิกิลีกส์” ยังเปิดโปงว่าสมาชิกระดับสูงของพรรคคองเกรสติดสินบน ส.ส. ในสภาผู้แทนฯ หลายคน ให้ช่วยลงมติไว้วางใจรัฐบาลในปี 2551 หลังถูกฝ่ายค้านยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ กรณีที่รัฐบาลอินเดียและสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงขยายศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ทำให้พรรคพันธมิตรฝ่ายซ้ายถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่ารัฐบาลชนะอย่างฉิวเฉียดเพราะการซื้อเสียง ส.ส.ขายตัว

สาเหตุใหญ่ที่ทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันและเงินมืดของอินเดียยากเย็นแสนเข็ญ เป็นเพราะพวกนักการเมืองและนักธุรกิจผู้ร่ำรวยทรงอิทธิพลจำนวนมากมีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้

แม้แต่ “ไทยแลนด์” ของเราก็เถอะ ถ้ามีการขุดคุ้ยกันเข้มข้นจริงจัง ปัญหาเงินมืดในแหล่งหลบภาษีอาจผุดโผล่แดงโร่ไม่แพ้อินเดียก็เป็นได้!

บวร โทศรีแก้ว

31 พ.ค. 2557 09:05 ไทยรัฐ