วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ทดสอบ BMW M3/M4 (ตอนที่ 1)

หากคุณเป็นคนที่ชอบรถสปอร์ตแรงๆ อย่าง M3 คุณรู้ดีว่า BMW Group มักทำสิ่งที่ไม่ธรรมดาในการนำเสนอรถรุ่นใหม่ในตระกูล M มันเป็นรถที่สามารถขับใช้งานได้ทุกวัน และมีพละกำลังอยู่ในระดับหัวแถวของกลุ่มรถสปอร์ต 2/4 ประตู มันมีเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนและแซสซีส์ที่มีความเหมาะสมกับการขับใช้งาน BMW นั้น เริ่มโครงการ Concept M3/M4 มาตั้งแต่ปี 2012 โดยส่งรถต้นแบบ M รุ่นล่าสุด ออกโชว์ตัวในงานแสดงรถยนต์ Frankfurt Motor Show โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดของตัวรถให้แฟนๆ ได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง จนมาถึงการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในอเมริกาเหนือ และที่ Geneva Motor Show 2014 มันคือ M เวอร์ชั่นล่าสุด ที่สืบเชื้อสายความแรงจากรุ่นแรกสุดมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ยาวนานกว่า 34 ปี เป็นรถสปอร์ตแบบ 2/4 ประตู ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ตัวใหม่ เป็นครั้งแรกที่ M3-M4 หันมาคบหากับระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแทนที่เครื่องยนต์แบบหายใจเอง

วิศวกรในแผนก M Division และหัวหน้าโครงการที่กำกับดูแลการสร้างรถ M รุ่นล่าสุด Christoph Smieskol พร้อมด้วยทีมงานด้านเทคนิคที่มีคุณภาพ ใช้ความพยายามอย่างหนักในการแปลงสภาพรถซาลูนขนาดกะทัดรัด โดยใช้พื้นฐานของตัวรถรหัส F30 Series-3 จากการออกแบบและแต่งเติมรายละเอียดต่างๆ บนตัวรถ จากมันสมองของ Adrian Van Hooydonk นักออกแบบชาวฮอลแลนด์และหัวหน้าแผนกดีไซน์ของ BMW Group เพื่อทำให้ M เวอร์ชั่นล่าสุดสามารถเข้าไปครองใจลูกค้าผู้รักความแรง

ความพยายามบวกกับความมุ่งมั่น ในการที่จะเอาชนะรถคู่แข่ง อย่าง Mercedes Benz C63 AMG กลายเป็นแรงบันดาลใจและความทุ่มเทของทีมงาน รถ M รุ่นล่าสุดถูกเสริมเติมแต่งมัดกล้ามให้กับเปลือกตัวถัง เพื่อทำให้มันดูเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้นกว่า Series-3 รุ่นมาตรฐาน มันคือ รูปทรงที่แฟนคลับของ M คุ้นตากันดีอยู่แล้ว จากรถสปอร์ตในตระกูล M หลายๆ รุ่นที่ผ่านมา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การนำเอาเครื่องยนต์ตัวใหม่ มาติดตั้งเข้ากับห้องเครื่องยนต์ที่มีการออกแบบให้สอดคล้องกับค่าของการกระจายน้ำหนัก ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องที่ถูกลดทอนลงมาอีกนิด ระยะของแทรคล้อหน้าและหลัง ถูกขยายออกไปอีก เพื่อให้มีความเหมาะสมกับล้ออัลลอยลายใหม่ขอบ 19 นิ้ว

เปลือกตัวถังในบางจุดบางตำแหน่ง เช่น ผืนหลังคา เปลี่ยนจากอะลูมินั่มอัลลอย มาเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ฝากระโปรงหน้า หลัง บานประตูผลิตจากอัลลอย สปอยเลอร์หน้า-หลังแบบใหม่ ที่เน้นความโหดมากกว่ารุ่นปกติ ฝากระโปรงหน้าอัลลอยยกสันนูนบริเวณกึ่งกลาง สำหรับชิ้นส่วนบางชิ้นที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์จะไม่มีการใช้สีพ่นทับ โดยต้องการโชว์ให้เห็นถึงเนื้อในของงานคาร์บอนน้ำหนักเบา ที่กำลังกลายเป็นวัสดุจำเป็นสำหรับซุปเปอร์คาร์

เครื่องยนต์ V8 แบบหายใจเองในรุ่นที่แล้ว (M3 e92/93) ถูกปลดระวาง เนื่องจากมันปล่อยของเสียเกินกว่าค่ามาตรฐานใหม่ที่ทางการกำหนด นอกจากนั้น ยังปล่อยมลพิษเยอะกว่าเครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ตัวใหม่ล่าสุด นับจากนี้ต่อไป หัวใจของ M3/M4 ทุกคันจะใช้เครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันที่สามารถอัพกำลังได้ถึง 430 แรงม้า ลองย้อนเวลากลับไปสู่อดีตอันรุ่งเรืองของรถ BMW ในตระกูล M3 เพื่อทำความเข้าใจกับตัวตนที่แท้จริงของสปอร์ตคาร์ตัวกลั่นจากแบรนด์ใบพัดรุ่นนี้กันดูบ้าง


BMW M3 e30 หรือรถ M3 เจนเนอร์เรชั่นแรกสุด ถือกำเนิดเกิดมาบนโลกแห่งความแรงและพลังในปี ค.ศ. 1985 มันคือ M Car เวอร์ชั่นแรกสุดที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ท่ามกลางเทคโนโลยีในยุค 80' เรือนร่างแบบสองประตูคูเป้ของ e30 ถูกขยายแทรคฐานล้อให้กว้างขึ้นกว่า e30 รุ่นมาตรฐาน เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบแบบหายใจเอง ปริมาตรความจุ 2.3 ลิตร กลั่นเรี่ยวแรงออกมาให้ใช้งาน 195 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ M Car รุ่นแรกสุดในตระกูล Series-3 สามารถทำได้ คือ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รถ M3 ในรหัสตัวถัง e30 ทำยอดขายทั่วโลกได้ 17,970 คัน ตลอดช่วงอายุของมันนับจากปี ค.ศ. 1985 ไปจนถึงการยุติสายการผลิตในปี 1991 รถสปอร์ตรุ่นนี้ ได้สร้างชื่อเสียงเอาไว้มากมายในสนามแข่ง มันคือ M Car ที่ขับได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ถึงแม้เทคโนโลยีในขณะนั้นจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก โป่งข้างตัวถังกับวิงหลังที่สมส่วนลงตัว ทำให้มันกลายเป็นรถ M สุดคลาสสิกสำหรับการเก็บสะสมไปโดยปริยาย


BMW M3 e36 สืบสานความแรงต่อจาก e30 ในปี ค.ศ. 1992 ความเข้มข้นของตราสัญลักษณ์ M ปรากฏไปทั่ววงการรถแรงด้วยเรือนร่างแบบ 2 ประตูคูเป้ ตามด้วย M3 e36 เวอร์ชั่น 4 ประตู นับเป็นครั้งแรกที่ BMW Group ผลิตรถ M ในตระกูล Series-3 โดยมีประตูมากกว่า 2 เป็นครั้งแรก รุ่น 2 ประตูคูเป้ออกขายก่อนในปี 1992 หลังจากความสำเร็จอันล้นหลาม ทำให้ผู้บริหารของแบรนด์ใบพัดตัดสินใจสร้างรถ M3 เวอร์ชั่น 4 ประตูตามออกมาในปี ค.ศ. 1994 ต่อเนื่องด้วยรุ่นเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ ซึ่งนับเป็นการยกระดับรถ M Car ในรูปแบบของรถเปิดหลังคาสุดงาม

เครื่องยนต์ถูกขยายความจุจาก 4 สูบ มาเป็นแบบแถวเรียง 6 สูบ ปริมาตรความจุ 3.0 ลิตร แต่ยังคงเป็นเครื่องยนต์ NA หรือ Naturally Aspirated ซึ่งไม่มีการพึ่งพาระบบอัดอากาศแบบใดทั้งสิ้นเหมือนกับรุ่นแรก เครื่องยนต์ของ M3 e36 ในรุ่นแรกมีกำลังประมาณ 286 แรงม้า โดยมีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.7 วินาที ความเร็วปลายถูกควบคุมด้วย ECU ให้วิ่งเต็มสปีดได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 BMW Group ยกระดับพละกำลังของ M3 e36 ด้วยการขยายความจุกระบอกสูบไปที่ขนาด 3.2 ลิตร แรงม้าอัพขึ้นเป็น 321 แรงม้า ตามติดด้วยปี ค.ศ. 1997 ด้วยการใส่ระบบส่งกำลังอันทรงประสิทธิภาพ มันคือเกียร์คลัตช์คู่สมรรถนะสูง ที่ใช้ชื่อว่า SMG หรือ Sequential M Gearbox ซึ่งมีการควบคุมการจับตัวของคลัตช์ด้วยชุดคลัตช์แบบไฮดรอลิกไฟฟ้า Electro hydraulically ยอดขายทั่วโลกของ M3 รหัส e36 ทั้งแบบคูเป้ แบบสี่ประตูและรุ่นเปิดประทุนหลังคาผ้ามีตัวเลขอยู่ที่ 71,242 คัน


BMW M3 e46 ลืมตาดูโลกในปี ค.ศ. 2000 เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ของรถยนต์ในตระกูล M 3 คันนี้ เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลังและระบบรองรับที่ก้าวไกล ค่าย BMW กลับมาผลิตรถ M3 รหัสตัวถัง e46 โดยมีเฉพาะแค่รุ่น 2 ประตูคูเป้กับรุ่น 2 ประตูเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ พร้อมกลไกมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการพับหรือกางหลังคา e46 M3 มีความทันสมัยมากในทศวรรษที่ 2000 เครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 กระบอกสูบแถวเรียง ปริมาตรความจุ 3.2 ลิตร โดยยังคงไม่มีระบบอัดอากาศ เข้ามาเกี่ยวข้องในการบูสพลังงาน เครื่อง 3.2 ลิตร รีดเค้นพิษสงออกมาได้ 343 แรงม้า มันยังเป็นเจ้าของสถิติรถสปอร์ตที่มีแรงม้าต่อน้ำหนักตัวสูงที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย

M3 e46 ยังวางระบบส่งกำลังแบบ SMG เวอร์ชั่นที่ 2 บวกกับงานแอร์โรพาร์ทและงานคาร์บอนไฟเบอร์ หลังจากนั้นยังมีรุ่นพิเศษออกมาให้แฟนๆ M ได้เลือกใช้ มันคือ M3 e46 รุ่น CSL ซึ่งประกอบขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะลดทอนน้ำหนักส่วนเกิน เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในด้านของพลังงานและการควบคุมที่เหนือชั้น รถ M เวอร์ชั่นพิเศษ CSL ยังถูกประกอบและส่งให้กับทีมแข่งชั้นนำทั่วโลก สำหรับการลงแข่งขันในรายการสำคัญ แรงม้าถูกปรับจูนจนมีกำลังถึง 360 แรงม้า รถ M3 e46 เวอร์ชั่นพิเศษ ในชื่อ CSL ขายออกไปได้ 1,383 คัน ส่วน M3 e46 รุ่นปกตินั้น มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุผลในด้านความปลอดภัยและกฎหมายของเยอรมัน


BMW M3 e92 ถูกเปิดตัวในปี ค.ศ. 2007 มันคือ M Car ที่เปลี่ยนหัวใจของตัวเองจากเครื่องแถวเรียง 6 สูบ มาเป็นเครื่องไซส์โตแบบ V8 4.0 ลิตร เครื่องยนต์ตัวใหญ่แบบหายใจเอง โดยไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศ เค้นแรงม้าออกมาได้ 414 ตัว ตามด้วย M3 e93 แบบเปิดหลังคาที่ใช้หลังคาโลหะอัลลอยแทนที่หลังคาผ้าใบในรุ่นที่ผ่านมา เวอร์ชั่นที่ 4 ของ M Car ยังมีการยัดระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ M-DTC หรือ M Double Clucth Transmission คลัตช์ 2 ชุด พร้อมซอฟต์แวร์เกียร์แบบล่าสุด ทำให้มันเปลี่ยนอัตราทดได้ว่องไวขึ้น เกียร์ใหม่ 7 สปีด ยังช่วยทำให้อัตราเร่งดีขึ้นจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.6 วินาที ความเร็วปลาย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถ BMW M3 e92 รุ่นคูเป้ ยังเข้าไปอาละวาดในสนามแข่งรถทั่วโลก การคว้าชัยชนะในรายการเอนดูลานซ์หลายครั้ง พิสูจน์ได้ถึงพลังและความเป็นรถที่สืบสายเลือดของ M Car อย่างแท้จริง


เจนเนอร์เรชั่นล่าสุด ของ M Car ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นแนวคิดในการอนุรักษ์พลังงานไปพร้อมๆ กับการลดขนาดของเครื่องยนต์ น้ำหนักตัว และการปล่อยมลพิษ แต่ยังคงย่านของแรงบิด อัตราเร่งและรถชาติของความเป็น M ได้อย่างครบเครื่อง แนวคิด Down Side Up Power กลายเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ BMW Group ยึดถือมาตลอดเกือบ 10 ปี รถ M3/M4 ที่จะลืมตาดูโลก สร้างภารกรรมอันหนักหน่วงให้กับหัวหน้าทีมพัฒนา Christoph Smieskol วางเส้นทางของการปรับลดน้ำหนักใน M ตัวใหม่ โดยมุ่งไปที่วััสดุน้ำหนักเบา

วัสดุผสมคาร์บอนไฟเบอร์ที่นำมาใช้ใน M ได้รับการปรับปรุงไปอีกขั้น น้ำหนักตัวที่เบาขึ้น จะทำให้ง่ายต่อการจัดการกับค่าต่างๆ ส่งผลไปถึงอัตราเร่งและการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการควบคุมขณะทำการหักเลี้ยว ประตู ฝากระโปรงหน้าของ M3/M4 ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย โดยมีหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาท้าย กับค้ำโช้กในห้องเครื่องยนต์ ทำจากคาร์บอนราคาสุดแพง ส่งผลให้น้ำหนักส่วนเกินถูกตัดออกไปเป็นจำนวนที่พอเพียงต่อการลดขนาดของเครื่องยนต์

น้ำหนักตัวที่หายไปเกือบ 100 กิโลกรัม ยังทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง มีผลดีต่ออัตราเร่ง การเบรกที่ความเร็วสูงและความประหยัด เบ้าสปริงในล้อคู่หน้าจากที่เคยเป็นเหล็กในรุ่นที่แล้ว พอมาถึงรุ่นล่าสุด เบ้าสปริงของมันจึงต้องทำมาจากอัลลอย แก้มข้างทั้งสองฝั่งใช้วัสดุประเภทเทอร์โมพลาสติก ท่อนหน้าของตัวรถถูกรีดน้ำหนักออกไปจนมีตัวเลขการกระจายน้ำหนักที่ให้ความสมดุล 50/50


M4 แบบสองประตูคูเป้ จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า M3 ซึ่งเป็น M รุ่น 4 ประตูอยู่ 23 กิโลกรัม ซึ่งเกิดจากน้ำหนักของประตูท้ายทั้งสองบาน รวมบานกระจกและมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบแอร์โรไดนามิก หรืออากาศพลศาสตร์ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรถสปอร์ต ที่มีแรงม้ามากถึง 430 ตัว แนวคิดในการออกแบบตัวถังยังคงยึดอิงกับโมเดล Series-3 F30 สำหรับ M4 ที่มีบานประตูน้อยกว่า กลับมีรูปลักษณ์ที่เน้นความปราดเปรียวแบบสปอร์ตคูเป้ ส่วน M3 นั้น การทำตัวเป็นสปอร์ตซีดาน ที่เพิ่มตำแหน่งของการนั่งโดยสารและความสะดวกสบายในการเข้าออกจากตัวรถ ทำให้เรือนร่างของมันแทบจะไม่แตกต่างจาก F30 Series-3 เท่าใดนัก

โป่งซุ้มล้อที่ถูกขยายออกเพื่อรองรับล้อขอบ 19 นิ้ว เพิ่มความดุดันเป็นจริงเป็นจังให้กับ M Car เวอร์ชั่นล่าสุดได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่า M3/M4 จะมีขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น แต่น้ำหนักตัวโดยรวมของมันเบาลง 80 กิโลกรัม ผืนหลังคาแบบคาร์บอนของ M4 เอาน้ำหนักส่วนเกินออกไปอีก 6.5 กิโลกรัม สำหรับหลังคาแบบคาร์บอนของ M3 ลดทอนน้ำหนักลงไปได้ 5.0 กิโลกรัม เนื่องจากมันทำตัวเป็นรถ 4 ประตู แถมยังมีวัสดุซับเสียงกับจุดยึดที่เพิ่มเข้ามา หากเจ้าของรถไม่ต้องการหลังคาน้ำหนักเบาราคาแพง หลังคาแบบปกติจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทันที 25 กิโลกรัม ทำให้เกิดผลกระทบต่อจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถค่อนข้างมาก


ขนาดของตัวรถ BMW M3/M4 มีความยาวเท่ากันที่ 4671 มิลลิเมตร ความกว้างของ M3 1877 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างของ M4 แคบกว่านิดหน่อยที่ 1870 มิลลิเมตร สัดส่วนความสูงของ M3 อยู่ที่ 1424 มิลลิเมตร ส่วนความสูงของ M4 จะอยู่ที่ตัวเลข 1382 มิลลิเมตร ฐานล้อเท่ากับพอดิบพอดี ระยะห่างของฐานล้อหน้า-หลัง 1579-1603 มิลลิเมตร ระยะห่างฐานล้อ 2812 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวของพี่น้องทั้งสองคันเท่ากันที่ 12.2 เมตร ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ หรือค่า CD อยู่ที่ 0.34 น้ำหนักตัวรถ M3 มีน้ำหนัก 1560 กิโลกรัม ส่วน M4 เบากว่าเล็กน้อยที่ 1537 กิโลกรัม ความจุถังเชื้อเพลิงก็ยังคงเท่ากันที่ 60 ลิตร


เครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องเบนซินแถวเรียง 6 สูบแบบล่าสุด มีเทคโนโลยีใหม่ในด้านการออกแบบกับชิ้นส่วนภายในที่ต้องรับแรงในระดับที่ไม่ปกติ มันคือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงที่แผนก M จงใจสร้างให้มีคาแรกเตอร์ของเครื่อง M แท้ๆ เทอร์โบสมรรถนะสูง ทำให้เครื่องสามารถรีดเค้นทั้งแรงม้าและแรงบิดในเกือบทุกย่านของรอบเครื่องยนต์ การทำงานประกอบไปด้วยระบบ High Precision Injection หรือระบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ระบบวาล์วแปรผันต่อเนื่อง Double Vanos / ValveTronic รวมกับชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ ใช้เทคโนโลยี TwinPower Turbo ระบบวาล์วแปรผันในรอบต่ำ ช่วยเพิ่มจังหวะโอเวอร์แลป เพื่อทำให้ไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ในวัฏจักรก่อนหน้านี้ กลับมาเผาไหม้ซ้ำอีกครั้ง เป็นการลดมลพิษที่จะเจือปนไปกับไอเสียและช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง

ระบบจ่ายเชื้อเพลิงจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นต่อการจุดระเบิดเท่านั้น ในรอบการทำงานสูงๆ ของเครื่องยนต์ ระบบ Double Vanos จะลดจังหวะของการโอเวอร์แลป เพื่อลดการสูญเสียไอดี จากการเลื่อนขึ้นลงของลูกสูบที่ย่านรอบเครื่องสูงๆ ในรอบสูง Double Vanos จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงแบบไม่จำเป็น ส่วน ValveTronic รับหน้าที่เปลี่ยนระยะยกตัวของวาล์วไอดี สำหรับการเพิ่มปริมาณอากาศ ให้มีความสมดุลกับการจุดระเบิด โดยเฉพาะในรอบสูง Double Vanos จะทำงานด้วยแรงดันน้ำมันเครื่องที่ควบคุมการสั่งจ่ายน้ำมันด้วยโซนินอยวาล์ว สำหรับระบบ ValveTronic จะทำงานด้วยกลไกปรับเปลี่ยนระยะยกด้วยเซอร์โวมอเตอร์ ระบบวาล์วแปรผันทั้งหมด ยังผ่านการควบคุมด้วยสมองกล ECU


Ulrich Emst Hand of Engine Design อธิบายถึงการทำงานของระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ใน M3/M4 ว่า แรงม้าสูงสุดจากการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูง หรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 430 แรงม้า เพิ่มขึ้นพอสมควร เมื่อเทียบกับเครื่องไซส์ยักษ์ แบบ V8 ในเวอร์ชั่นที่ 4 การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ อยู่ในย่าน 5750-7000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 4750 รอบต่อนาที ช่วยเสริมในจุดของแรงม้าสูงสุดได้ใกล้เคียงกับเครื่อง V8 ตัวก่อน

สำหรับตัวอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้กับฝาสูบด้านบน เทอร์โบทั้งสองตัวจัดวางแปะอยู่ข้างตัวเครื่องด้วยการใช้เทคนิค แบบ Bi-Turbo โดยเทอร์โบ 1 ตัวรับหน้าที่ 3 กระบอกสูบในการอัดอากาศ เป็นเทอร์โบแบบ TWO MONO Scroll การแยกเทอร์โบให้รับผิดชอบฝั่งละ 3 สูบ ทำให้มันไม่ต้องรับภารกรรมการทำงานมากนัก เทอร์โบในเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และตลอดเวลาแม้จะโดนอัดอย่างต่อเนื่องในสนามแข่งรถ



กลีบเทอร์ไบน์รวมถึงแกนสามารถหมุนในรอบที่เร็วถึง 200,000 รอบต่อนาที โดยมันจะสามารถคงรอบเอาไว้ที่ 120,000 รอบต่อนาที ไม่ให้ตกลงไปด้วยการทำงานของเวสเกตแบบไฟฟ้า ท่อไอดีถูกออกแบบให้มีความไหลลื่นเพื่อความเป็นระเบียบของอากาศขณะไหลผ่าน ท่อไอดีของ M ออกแบบให้แทบจะไม่มีจุดคอด โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดกะทัดรัด ที่ติดอยู่ใกล้กับท่อไอดี เพื่อช่วยในด้านการตอบสนองของเทอร์โบ ช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า อากาศร้อนจะไม่ถูกอัดกลับเข้าไปยังห้องเผาไหม้แบบซ้ำๆ

เทอร์โบคู่ของเครื่องยนต์ตัวนี้ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นอีก 30% ลดการปล่อย CO2 ลงอีก70 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร น้ำหนักของเครื่องยนต์ทั้งตัวเบากว่าเครื่อง V8 ตัวเก่า น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่หายไปถูกแทนที่ด้วยเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์กับท่อทางเดินต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา สำหรับอ่างน้ำมันเครื่องนั้นทำจากแมคนีเซียมอัลลอยที่มีราคาแพงลิบ ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบใหม่ กับท่อยังถูกปรับการทำงานโดยเฉพาะในด้านของความแข็งแกร่งทนทานต่ออุณหภูมิ และแรงที่เข้ามากระทำ


M3 e30 ตัวแรกสุดใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงที่สามารถหมุนในรอบจัดได้ดี หลังจากนั้น e36/e46 กลายมาเป็นเครื่องยนต์แบบ 6 สูบเรียงหายใจเองสุดแรง ตามด้วย M3 e92/93 ที่ล่อกันถึงเครื่องแบบ V8 แต่มาตรการการลดไอเสียที่เข้มงวดในฝั่งยุโรป ทำให้ BMW ต้องทิ้งเครื่อง V8 แล้วหันกลับมาคบหากับเครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบ การลดกระบอกสูบลง 2 ตำแหน่งด้วยการเพิ่มระบบอัดอากาศ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในด้านการให้พลังงานและการปล่อยมลพิษลดลงเป็นเงาตามตัว เครื่องยนต์ใน M รุ่นล่าสุด พัฒนามาจากเครื่องยนต์รหัส B58 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ Modular สามารถเปลี่ยนปรับดัดแปลงได้ง่ายมาก ปริมาตรความจุแต่ละสูบที่ 500 ซีซี ทำให้เครื่องยนต์สามารถกลายเป็นเครื่องแบบ 4 สูบ หรือ 3 สูบได้อย่างสบายๆ ความจุกระบอกสูบที่ 500 ซีซี พอหั่นเหลือ 3 สูบ ก็จะได้เครื่องยนต์ความจุเพียงแค่ 1.5 ลิตรสำหรับรถเล็กในอนาคต (ในรถอย่าง i8 กับ MINI รุ่นใหม่ล่าสุด) หรือลดจาก 6 เหลือ 4 กระบอกสูบ ก็จะได้เครื่องยนต์แบบ 2.0 ลิตร ที่สามารถนำไปใช้กับรถยนต์หลากหลายรุ่นภายในค่าย

ที่เจ๋งก็คือ เครื่องยนต์ที่ M3/M4 ใช้ร่วมกันตัวนี้สามารถจูนอัพเพิ่มแรงม้าให้ออกมาเป็นรุ่นพิเศษที่แรงกว่า M รุ่นปกติ เครื่องยนต์ตัวใหม่มีอัตราส่วนกำลังอัด 102.:1 สร้างแรงม้าสุงสุดที่ 430 แรงม้าในรอบเครื่องยนต์ 5500-7000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร หรือ 55 กิโลกรัมเมตรที่ 1750-5500 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Optional M Driver’s Package เพิ่มเติมความเร็วปลายให้ไปถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ


Camera 
NIKON DF 17-55 f2.8 /70-200 f2.8 VR NANO

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mali chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

เดินทางไปยังสุดขอบของทวีปยุโรปในเมืองฟาโร ประเทศโปรตุเกส เพิื่อทดสอบประสิทธิภาพของ M car คันล่าสุด BMW M3/M4 สองศรีพี่น้อง สุดยอดแห่งรถถนนประจำปี 2014 .... 29 พ.ค. 2557 12:18 3 มิ.ย. 2557 16:56 ไทยรัฐ