วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนเส้นทางสถูป 'พระเจ้าอุทุมพร' ปมปัญหาที่รอเวลาแก้ไข !?!

ย้อนเส้นทางสถูป 'พระเจ้าอุทุมพร' ปมปัญหาที่รอเวลาแก้ไข !?!

  • Share:

จะเรียกว่า 'ยืดเยื้อ' ก็ไม่ใช่ เรียก 'รอเวลา' น่าจะเหมาะสมกว่า สำหรับ 'โครงการอนุสรณ์สถานพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร' ณ สุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ ประเทศเมียนมาร์...

เมื่อไม่นานมานี้ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ร่วมกับสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทย จิตพรรณ Yethaphanpwint Association (YTPP) จัดงานตามรอยพระบาทมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรในอมรปุระ ภาค 2 ตอกย้ำความเชื่อมั่นใน 'หลักฐาน' ที่เชื่อว่าเป็น 'พระสถูปของพระเจ้าอุทุมพร' พร้อมกับเปิดหลักฐานใหม่ นั่นคือ 'วัดอโยธยา' สถานที่ที่เชื่อว่า เป็นที่ประทับแห่งสุดท้ายของพระเจ้าอุทุมพร

ก่อนหน้านี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเปิดอนุสรณ์สถานฯ เมื่อประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นอันยกเลิกไป เนื่องจากทาง สมาคมสถาปนิกสยามฯ แจ้งว่า รัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์ แจ้งระงับการดำเนินการชั่วคราว เพื่อยกระดับการดำเนินงานเป็นระหว่างรัฐบาล-รัฐบาล และอาจมีกำหนดการใหม่อีกครั้งภายในมิถุนายนนี้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า "พระสถูปพระเจ้าอุทุมพร" ที่ทีมงานเชื่อกันนั้น อาจไม่ใช่ของจริง ดังนั้น "ไทยรัฐออนไลน์" จึงขอย้อนเส้นทางการค้นพบ...อีกครั้ง

จุดเริ่มต้น การค้นพบ และปมปัญหา!

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 มีการค้นพบสถูปที่ "เชื่อกัน" ว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือ กรมขุนพรพินิต) พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 32 แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ บริเวณสุสานลินซินกง หรือสุสานล้านช้าง เมืองอมรปุระ การค้นพบครั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงถกเถียงกันในวงการนักประวัติศาสตร์ โบราณคดี ที่ยังสรุปไม่ได้ว่า พื้นที่ดังกล่าว "ใช่" ที่บรรจุพระบรมอัฐิจริงหรือไม่ เพราะหลักฐานที่มี ยังไม่ชัดเจน

ก่อนหน้านี้ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ เมืองที่ไว้รองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยว และกำลังเฟื่องฟูต้องการเข้ามาในพื้นที่ของสุสานลินซินกง พื้นที่ที่เชื่อกันว่า มีสถูปที่เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทย ตั้งคณะกรรมการทำงานเพื่อสำรวจ และเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็ประสานทางการเมียนมาร์ ให้ชะลอการรื้อถอนออกไปก่อน ทำให้วันที่ 26 ก.ย.55 นายอู ออง เมียง นายกเทศมนตรีเมืองมัณฑะเลย์ ได้ออกมาแจ้งว่า เทศบาลเมืองมัณฑะเลย์ระงับแผนการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการศึกษาเรื่องนี้

 

แบบจำลองอนุสรณ์สถาน

 

จากนั้น สมาคมสถาปนิกสยามฯ พร้อมด้วยทีมงาน ลงพื้นที่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ร่วมกันขุดค้นและเก็บข้อมูลหลักฐานอื่นๆ เพื่อนำส่งรัฐบาล ไทยและพม่า ซึ่งในการดำเนินการนั้น สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังได้ร่วมมือกับสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทย จิตพรรณ ซึ่งเป็นสมาคมที่อยู่ในเมียนมาร์ด้วย

ต่อมา เมื่อมีการปรากฏหลักฐานแล้ว มีรายงานข่าวว่า กรมศิลปากร และรัฐบาลพม่า ไม่รับรองการขุดค้นสถูปพระเจ้าอุทุมพร หลังตรวจสอบพบคณะทำงานสมาคมจิตพรรณเผยข้อมูลไม่สุจริต สรุปหลักฐานโดยไม่มีนักโบราณคดีรองรับ หวั่นสร้างความเชื่อประวัติศาสตร์ที่ผิดเพี้ยน กระทบความรู้สึกคนไทย รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงการแปลภาษาใต้ภาพที่ระบุว่า ไม่ใช่พระเจ้าอุทุมพรด้วย ขณะที่ อ.วิจิตร ชินาลัย ผู้อำนวยการโครงการอนุสรณ์สถานพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร เชื่อว่า หลักฐานแวดล้อมบ่งชี้ชัดว่า เป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิพระเจ้าอุทุมพรจริง

7 หลักฐาน หนุนความเชื่อ-มั่นใจ ใช่พระสถูปจริง!

นายวิน หม่อง (Win Maung) ผู้เชี่ยวชาญ การอนุรักษ์ โบราณสถานจากประเทศพม่า เปิดเผย 7 หลักฐาน และข้อเท็จจริง ที่ขุดค้นพบ และเชื่อว่า เป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจริง เพราะได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มาอย่างรอบด้านแล้ว ได่แก่

1.พงศาวดารพม่าคองบอง ที่มีบันทึกว่า พระราชวงศ์อยุธยาที่ถูกกวดต้อนไปพม่า เมืองหลวงคืออังวะ จากนั้นจึงย้ายมาอยู่อมรปุระ
2.สุสานลินซินกง ซึ่งเป็นสุสานสำหรับชนชั้นสูงชาวต่างชาติเท่านั้น
3.ตามหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดพม่า (parabike) ระบุว่า มีพระมหากษัตริย์ไทยเคยได้รับการพระราชทานเพลิงพระศพจากกษัตริย์พม่า คือ พระเจ้าปดุง ที่สุสานล้านช้างแห่งนี้
4.ขนาดของอิฐที่สร้างกำแพงแก้ว พระพุทธเจดีย์องค์ประธาน และพระเจดีย์ทรงกลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในกำแพงแก้วที่พบพระอัฐิ รวมถึงหลัก ฐานที่เป็นแท่นถวายพระเพลิงที่ต่อเนื่องกับกำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นอิฐร่วมสมัยที่ใช้สร้างกำแพงเมืองอมรปุระ
5.ภาชนะบรรจุอัฐิทรงบาตร เป็นเครื่องเคลือบดินเผายุคอมรปุระ ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้าอุทุมพรสวรรคต
6.ลักษณะภาชนะบรรจุอัฐิทรงบาตร ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า ประดับตกแต่งสวยงาม ซึ่งใช้กับเจ้านายชั้นสูงหรือพระมหากษัตริย์เท่านั้น
7.อัฐิที่พบในภาชนะทรงบาตร นอกจากกระดูกแล้ว ยังพบกระดุมสายรัดประคต ทั้งหมดห่ออยู่ในผ้าจีวร แสดงว่าต้องเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงเป็นพระสงฆ์หรือมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งหากวิเคราะห์ความพ้องต้องกันกับในสมัยนั้นก็มีพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

"วัดอโยธยา" หลักฐานใหม่แกะกล่อง!

ขณะเดียวกัน นายมิกกี้ ฮาร์ท (Mickey Heart) นายกสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทย จิตพรรณ กล่าวถึงการค้นพบล่าสุดของหลักฐานในบริเวณสุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ ที่ทำให้เชื่อว่าเป็น "วัดอโยธยา" ที่ประทับแห่งสุดท้ายของพระพระเจ้าอุทุมพร ว่า การค้นพบวัดอโยธยาในบริเวณสุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ เกิดขึ้นหลังจากขุดค้นหาสถูปของพระเจ้าอุทุมพร

"ในสมัยที่พระเจ้าอุทุมพรยังมีพระชนม์ชีพออยู่ พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นสุสาน แต่น่าจะเป็นวัด เพราะนอกจากพบสถูปต่างๆ จำนวนมากแล้ว ยังพบฐานวิหารและสิ่งก่อสร้างอีกหลายหลัง รวมถึงสถูกจำนวนหนึ่ง โดยหากศึกษาพิธีปลงศพและพระศพตามประเพณีวัฒนธรรมของชาวอยุธยาจะพบว่า พิธีปลงพระศพหรือศพของราชนิกุล จะฌาปนกิจและบรรจุอัฐิไว้ในสถูปที่สร้างไว้ในวัดหลวง จึงสันนิษฐานว่า สถูปทั้งหลายที่พบเป็นสถูปบรรจุอัฐิของราชนิกุลอยุธยาที่พม่ากวาดต้อนมาทั้งสิ้น และสุสานลินซินกงนี้ เดิมน่าจะเป็นวัดหลวงที่ราชนิกุลอยุธยานำพระอัฐิมาบรรจุในสถูปที่นี่ ก่อนที่วัดจะร้างไปและถูกใช้เป็นสุสานของชาวคริสต์ มุสลิม พม่า และจีน" นายมิกกี้ กล่าว

นอกจากนี้ ในพระราชพงศาวดารพม่าฉบับกุงบองยังระบุว่า ปีที่พระเจ้าบะจีดอว์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ถวายราชตำแหน่งเกียรติยศบัตรให้แก่พระสงฆ์ ในอาณาจักรอมรปุระ และหนึ่งในนั้นมีเจ้าอาวาสของวัดโยเดีย ที่อยู่ในลำดับต่อจากเจ้าอาวาสวัดตองเลยลุง (ปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสุสานลินซินกง ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร) ดังนั้น วัดทั้งสองจึงน่าจะอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ในปัจจุบันไม่มีวัดที่ชื่อวัดโยเดียอยู่แล้ว และไม่มีโบราณสถานอื่นใดในบริเวณใกล้เคียงที่น่าจะเป็นวัดร้าง นอกจากกลุ่มโบราณสถานในสุสานลินซินกง จึงมีความเป็นไปได้ว่า โบราณสถานที่พบในสุสานดังกล่าว อาจจะเป็นวัดโยเดียเนื่องจากชาวพม่าไม่นิยมมาวัดที่มีการฝังศพและเป็นสุสาน วัดนี้จึงร้างไปในที่สุด และกลายเป็นสุสานที่ทางพม่าให้ชาวต่างชาติหลายๆ ชาติมาฝังศพต่อมา

 

พระพุทธรูปเนื้อว่านบุแผ่นเงินดุนลายประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย 14 องค์ ที่ถูกค้นพบในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นวัดอโยธยา

 

ทั้งนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานอีกหลายอย่าง เช่น พระเจดีย์องค์ใหญ่ ที่มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ส่วนฐานของอาคารขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นวิหาร และยังมีอาคารอีกหลายแห่ง และพบพระพุทธรูปเนื้อว่านบุแผ่นเงินดุนลายประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย 14 องค์ เป็นท่าประทับนั่งขัดสมาธิราบ ซึ่งลักษณะนี้ไม่พบในพระพุทธรูปศิลปะพม่าในแถบนี้มาก่อน จึงสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา ขณะเดียวกัน ยังมีการค้นพบกระเบื้องหลังคา รวมทั้งการพบภาชนะบรรจุอัฐิทรงบาตร เป็นเครื่องเคลือบดินเผาลงรักปิดทอง ประดับกระจก โดยส่วนยอดของฝามีลักษณะเป็นดอกบัวตูมสองชั้น วางอยู่บนพานแว่นฟ้าประดับกระจกเขียนลายเป็นภาพเทวดามีปีก

"ลักษณะศิลปะดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยอมรปุระ และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ กระจกที่ประดับบนตัวภาชนะมีรูปทรงคล้ายลูกมะเดื่อ ซึ่งไม่เคยพบ ลวดลายนี้ในศิลปะอมรปุระเเต่มีความเป็นไปได้ว่าประดิษฐ์ขื้นเป็นลวดลายเฉพาะสำหรับพระเจ้าอุทุมพร เนื่องจากพระนามเดิมของพระองค์คือ เจ้าฟ้าดอกเดื่อ" นายมิกกี้ กล่าว

"ทำเลทอง" นักธุรกิจ-นักการเมืองท้องถิ่น หวังใช้โกยเงิน

แม้สาเหตุของ "ทำเล" และ "สถานที่ตั้ง" ของบริเวณอนุสรณ์สถานฯ ที่ถูกค้นพบจะไม่ใช่ปัญหาหลัก ของการเดินหน้าโครงการ แต่ต้องยอมรับว่า กระทบกระเทือนอยู่ไม่น้อย เพราะมัณฑะเลย์นั้น เดิมเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกจับตา และต้องการใช้เพื่อสร้างโรงแรม และรีสอร์ตหรู

นางปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า เพราะพื้นที่นั้นติดกับทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมาก ขณะเดียวกันยังมีสะพานไม้ "อุเบง" ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ใหญ่ และยาวที่สุดในโลกอีกด้วย ประกอบกับมีต้นไม้ใหญ่อายุมากว่า 200 ปี ซึ่งถือว่า เป็นไฮไลต์ที่สำคัญ แต่เนื่องจากบริเวณรอบๆ นั้น มีมรดกวัฒนธรรมจำนวนมาก จึงเกิดความเห็นต่างกัน เพราะพื้นที่ตรงนั้น ก็มีแผนในการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่แล้ว ขณะที่การพัฒนาพื้นที่นั้น ไม่ต้องไม่ไล่ใคร

"เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนไทยคิด ที่บอกว่า ไทยโดนพม่าหลอก เพราะตรงนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีอยู่แล้ว ใช่มันเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่พื้นที่ตรงนั้น เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และเขาจะมาไถ จะเอาไปทำเป็นรีสอร์ต ซึ่งก็ตรงข้ามกับสิ่งที่นักวิชาการไทยลือกัน ที่บอกว่า เราสร้างเรื่อง เราจะสร้างเรื่องทำไม" นางปองขวัญกล่าว

ด้านนายมิกกี้ ระบุว่า ตอนนี้มัณฑะเลย์ มีอินเตอร์เนชัลแนล แอร์พอร์ต มีนักท่องเที่ยวมากเยอะ แค่จากประเทศไทยมีบิแล้ว 3 ไฟลท์ รวมถึงยังมีทะเลสาบ สวยงาม และสะพานไม้

"ถ้าไม่มีโบราณสถานตรงนั้น เขาก็สร้างโรงแรม และรีสอร์ตด้วย แต่ติดว่ามีตรงนี้อยู่ เลยยังมีสองฝั่งที่เห็นต่าง เพราะถ้าไม่มีโบราณสถาน เขาก็พัฒนาไปแล้ว เป็นโมเดิร์นไปแล้ว เราเข้ามาปุ๊บ กระทรวงวัฒนธรรมของพม่าอยากจะอนุรักษ์ แต่นักธุรกิจ และข้าราชการท้องถิ่น อยากทำเป็นธุรกิจของเขา ซึ่งการชะลอ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะเขาจะเข้ามาทำอะไรไม่ได้" นายมิกกี้ กล่าว

 

แผนที่แสดงที่ตั้งของอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพรที่ติดกับทะเลสาบ

 

"พัฒนา-อนุรักษ์" สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

เป็นที่ทราบกันดีกว่า เมียนมาร์นั้น เพิ่งเปิดประเทศ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ในประเทศก็มีโบราณสถานที่ ต้องอนุรักษาจำนวนมาก ซึ่งนายมิกกี้ก็เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า นโยบายของเมียนมาร์ เมื่อพบโบราณสถาน ทางการจะประกาศ และส่งทีมนักวิชาการเข้าดูแล โดยขึ้นอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะดำเนินการว่า จะมีแผนดูแลอย่างไร แยกตามแต่ละโครงการ ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมของเมียนมาร์ก็ยังไม่มีงบประมาณดูแลไม่พอ เพราะว่า มีโบราณสถานอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพรนั้น เมื่อชะลอแล้ว ก็อยากให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐมากกว่า เพราะประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก ขณะเดียวกัน หากไทยร่วมรับรองด้วย การดูแลรักษา และอนุรักษ์ที่แห่งนี้ ก็จะมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ระบุว่า การอนุรักษ์โบราณสถาน และการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ จะต้องเดินควบคู่กันไป เพราะแนวคิดเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่จะทำลายอย่างเดียวไม่ได้ ควรจะ "พัฒนาเชิงอนุรักษ์" มากกว่า ซึ่งเมียนมาร์ ทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าของไทย เพราะมีกฎหมายชัดเจนว่า หากพบเจออะไรที่เป็นวัด ห้ามมีการรื้อเด็ดขาด

เหตุหลักเดินหน้าต่อ!

การยืนยันเดินหน้าต่อของ อ.วิจิตร ที่ระบุว่า แม้ทางรัฐบาลมัณฑะเลย์ได้รับแจ้งจากทางกระทรวงวัฒนธรรมพม่าว่า ให้ระงับการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ทาง สมาคมจะยังเดินหน้าโครงการต่อ "ยังคงเป็นเช่นนั้น" เพราะโครงการนี้ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมานาน 1 ปีเต็ม เพื่อหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาพิสูจน์ เมื่อถูกเลื่อนออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงาน และการดูแลรักษาโบราณสถานดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่อยากให้พื้นที่ดังกล่าว ถูกแปรสภาพเป็นการลงทุนเชิงพาณิชย์ รวมถึงข่าวที่กรมศิลปากรไม่รองรับหลักฐานนั้น ก่อให้เกิดความเสียหาย และอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างมาก ขณะเดียวกัน เชื่อว่า พื้นที่ตรงนี้ ยังมีหลักฐานที่มากมายซ่อนอยู่

"ต้องแยกประเด็นเป็น 2 ส่วน คือ การอนุรักษ์ และข้อเท็จจริงเรื่องสถูปของพระเจ้าอุทุมพรว่าใช่ของจริงหรือไม่ใช่ แต่ด้วยหลักฐานที่ทีมงานเจอ และทุกคน รวมถึงชาวพม่าจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะชาวบ้านที่รอบบริเวณ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์พม่า และพระสงฆ์ ต่างเชื่อว่านี่คือสถูปของพระเจ้าอุทุมพรจริง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรอการพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะเราพิสูจน์เองไม่ได้ นอกจากนี้ เราจะทำให้ใครเชื่อไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องการรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้ก่อน" 

"เราต้องการอนุรักษ์พื้นที่ไว้เพื่อให้ภายภาคหน้า เพื่อนักวิชาการจะได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ เเละเป็นเเหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นหลัง แต่ถ้าไม่มีการอนุรักษ์พื้นที่ไว้ ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นมีแผนพัฒนาพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ การศึกษา ข้อมูลเชิงลึกในอนาคตก็คงจบสิ้นแค่นี้" อ.วิจิตร กล่าว

 

ทีมงานสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) และสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทย จิตพรรณ

 

ด้านนางปองขวัญ กล่าวว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ส่วนใหญ่เป็นสถาปนิก ซึ่งสถาปนิกไม่ใช่แค่ออกแบบ แต่ยังมีหน้าที่ในการคงคุณค่า ส่วนประเด็นการไม่รับรองหลักฐานของกรมศิลปากรนั้น การเผยแพร่ออกไปในลักษณะนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากสถูปของพระเจ้าอุทุมพรนั้น เป็นความเชื่อของทีมงาน และชาวพม่าบางส่วน ตามหลักฐานที่ได้ค้นพบมา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยส่งเอกสารขอความร่วมมือในการขุดจากกรมศิลปากรแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบ รวมถึงไม่ได้รับการตอบรับหลังจากที่ส่งรายงานการดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม ในอนาคต คาดหวังจะมีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิด และข้อมูลทางวิชาการจากนักวิชาการฝั่งไทย และพม่าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทีมงานเชื่อว่า หากได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อก็จะสามารถพบหลักฐานเพิ่มเติมที่จะปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของราชนิกุลและชุมชนชาวอยุธยาในอมรปุระที่ถูกลืมเลือนไปให้กระจ่างขึ้นได้เป็นอย่างดี

"ไทยรัฐออนไลน์" ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแท้จริงแล้ว การรับรองหลักฐานทางประวัตศาสตร์นั้น มีหลักเกณฑ์อย่างไร กรมศิลปากรเกี่ยวข้องกับการแจ้งระงับในครั้งนี้หรือไม่? และที่สำคัญ สิ่งที่ทีมงานทำมานั้นจะสูญเปล่าไปจริงหรือไม่?

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้