ข่าว
100 year

อบรมครู 'คัดกรองเด็กพิเศษ' หวังพัฒนาเด็กถูกทาง-แก้ปัญหาจิตใจ

ไทยรัฐออนไลน์7 พ.ค. 2557 15:45 น.
SHARE

กรมสุขภาพจิต-สถาบันราชานุกูล อบรมเพิ่มศักยภาพครู และพัฒนาระบบดูแลเด็ก 6-12 ปี ให้ 'คัดกรองเด็กพิเศษ' เพื่อพัฒนาความสามารถถูกทาง แก้ปัญหาเด็กเข้าสังคมไม่ได้ ตั้งเป้าปี 59 ค่าเฉลี่ยสติปัญญาเด็กทั้งประเทศอยู่ที่ 100 ...

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกต์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ร่วมแถลงข่าวการเปิดการอบรมพัฒนาระบบการดูแลเด็ก อายุ 6-12 ปี ที่มีปัญหาการเรียนในโรงเรียน ภายใต้แนวคิด "เข้าถึง เข้าใจ ช่วยเด็กไทย พ้นวิกฤติ" เพื่อเพิ่มศักยภาพของครูในโรงเรีียนเครือข่ายให้สามารถคัดครองเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียน

นพ.พงศ์เกษม กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตมีนโยบายพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพจิตตามกลุ่มวัย ซึ่งในวัยเรียนเน้นการพัฒนาด้านอารมณ์ (EQ) เป็นหลัก และป้องกันปัญหาในการเรียน รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ซึ่งปัญหาการคัดกรองเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนนั้นมีความสำคัญ โดยต้องคัดกรองที่ครอบคลุม 4 โรค ได้แก่ โรคสมาธิสั้น ออทิสติก ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder) และภาวะบกพร่องทางสติปัญญา จนอาจยังมีเด็กใน 4 กลุ่มหลงเหลือเข้ามาสู่ระบบการเรียนแบบปกติ แม้ในทางการแพทย์จะมีการคัดกรองเด็กมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้วก็ตาม ส่งผลทำให้เด็กนั้นมีปัญหาทางการเรียนรู้ เมื่อเติบโตขึ้น รวมถึงมีปัญหาในการเข้าสังคม ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ จากการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนไทย ปีงบประมาณ 2554 พบว่า ค่าเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศอยู่ที่ 98.59 ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 100 หรือมากกว่า 100 คาดว่า ภายในปี 2559 จะสามารถถึงเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ เพราะส่วนนี้จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการสู้กับต่างประเทศได้อีกด้วย นอกจากนี้ จากสถิติพบว่า ประชากรทุก 500 คน จะเป็นออทิสติก 1 คน ส่วนความชุกของโรค LD จะพบร้อยละ 5 ขณะที่แอลดีแฝว หรือกลุ่มที่มีปัญหาด้านการอ่านมึถึงร้อยละ 10 ของเด็กทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดใหม่ต่อปีอยู่ที่ 800,000 คน คาดว่า อัตราการเกิดโรคจะเพิ่มเป็น 40,000 คนต่อปี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปแก้ไข

"หากพิจารณาผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ โอเน็ตของเด็กชั้น ป.6 พบว่า เด็กสอบตกเกือบทุกวิชา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในจำนวนนี้อาจจะมีเด็กที่ป่วยอยู่ แต่ยังไม่รู้ตัว ซึ่งการป่วยนั้นจะไปรบกวนพัฒนการของเด็ก โดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อน กลายเป็นหลังห้อง และไม่มีใครสนใจ ซึ่งเด็กที่มีอาการใน 4 กลุ่มนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาไม่ได้ แต่ถ้าเราทุกฝ่าย ทั้งแพทย์ ครู และผู้ปกครอง ร่วมมือกันในการดูแล โดยเฉพาะครูที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องคอยสร้างเข้าใจกับเด็กๆ ออกแบบการเรียนให้เขา เพื่อให้พัฒนาการที่ดี เพราะเด็กแต่ละกลุ่มนั้นจะมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่ครูจะดูแลเด็กได้ดี จะต้องรู้จักเด็กก่อน" นพ.พงศ์เกษม กล่าว

ด้าน พญ.อัมพร ระบุว่า เป้าหมายในการดูแลเด็ก 4 กลุ่มนี้ คือ อยากให้เด็กเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป ทั้งร่างกาย และจิตใจ ทำให้การคัดกรองเด็กนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการออกแบบการเรียนที่เหมาะสมกับเขาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า Individualized Education Program (IEP) ที่จะออกแบบโดยครูที่สอนเด็กกลุ่มพิเศษ ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตั้งแต่เดือน ต.ค.56-มี.ค.57 พบว่า ร้อยละ 35 ของโรงพยาบาลชุมนุมมีการดำเนินการร่วมกับโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่ เพื่อทำการคัดกรองเด็ก ป.1 จำนวน 9,180 คน และพบว่ามีเด็กกลุ่มเสี่ยงถึงร้อยละ 27 หรือ 2,452 คน โดยร้อยละ 70 ของกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลจากโรงเรียน

"ยังมีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการคัดกรอง หรือแม่คัดกรองโดยแพทย์แล้ว ก็ยังขาดกระบวนการในการส่งต่อเพื่อทำการรักษา ก็ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งปัญหาพื้นที่ กทม.เอง เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 และกำลังเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งความเข้าใจของทั้งพ่อแม่ ครู และเพื่อนๆ ในห้องเรียน รวมถึงแพทย์ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเด็กกลุ่มนี้ จะต้องเป็นผู้ใหญ๋ในอนาคตต่อไป เพราะถ้าไม่รีบแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเด็กโตไปในอนาคต เด็กจะไม่ได้มีโรคเพียงแค่ 4 กลุ่มเท่านั้น แต่เด็กจะมีปัญหาเรื่องความเครียด การเข้าสังคม หรือเกิดโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย" พญ.อัมพร กล่าว.

นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกต์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต และพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชนุกูล

 

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เด็กพิเศษคัดกรองเด็กพงศ์เกษม ไข่มุกต์ครูพิเศษอัมพร เบญจพลพิทักษ์สถาบันราชนุกูลกรมสุขภาพจิต

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้