ข่าว
100 year

ตรวจแถวพลังงาน แก๊สพุ่ง-โซลาร์หด

7 พ.ค. 2557 05:00 น.
SHARE

อนาคตด้านพลังงานของไทย เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงพลังงานทุกชนิด นับวันยิ่งหายากและแพง ยังส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงของชาติ และเม็ดเงินที่เหลือติดก้นกระเป๋าของคนไทยทุกชีวิต

รูปแบบการใช้พลังงานในไทย แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ พลังงานไฟฟ้า และ พลังงานเชื้อเพลิง

ชัยพร เซียนพาณิช นักวิจัยจาก Siam Intelligence Unit บอกว่า ที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าของไทย ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในสัดส่วนพึ่งพิงก๊าซฯ สูงลิ่วถึงร้อยละ 72

แหล่งที่มาของก๊าซธรรมชาติยังคงมาจากอ่าวไทยเป็นหลัก โดยมีแหล่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า (แหล่งยาดานา) และมาเลเซีย (แหล่ง JDA) เป็นก๊อกเสริม


เทียบกับเทรนด์หรือแนวทางการผลิตไฟฟ้าของทั่วโลก เวลานี้มีแนวโน้มนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากถ่านหินจะมีราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ ยังมีปริมาณสำรองมากกว่าหลายเท่า แถมการนำก๊าซมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า ยังถูกมองว่าเป็นการสูญเปล่าในเชิงเศรษฐกิจ เพราะก๊าซธรรมชาติสามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าอย่างอื่นได้อีกมหาศาล

แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าของไทย จะมีการใช้ถ่านหิน และพลังงานน้ำจากเขื่อนด้วยก็ตาม แต่ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับการนำก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า

โดยภาพรวมแม้ปัจจุบันความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของไทย เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศ แต่การที่ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า และไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มานาน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเพิ่มจำนวนประชากรและความเจริญของบ้านเมือง ทำให้ไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

สังเกตจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (PDP 2010) ช่วงปี 2553-2573 จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการซื้อไฟจากเพื่อนบ้านร้อยละ 25 ของกำลังผลิตไฟทั้งหมด ตอกย้ำให้เห็นถึงความมั่นคงทางพลังงาน ที่มีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงมากขึ้น

ฉะนั้น หากไทยต้องการรักษาสถานะความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ในอนาคต การซื้อไฟจากเพื่อนบ้าน และหันไปใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นมาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง


อีกตัวคือ พลังงานเชื้อเพลิง ที่ใช้ในภาคขนส่ง ทุกวันนี้เรายังต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง นำเข้าจากต่างประเทศมาใช้เป็นหลัก ถึงแม้ระยะหลังจะมีความตื่นตัวเรื่องพลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น การนำเอาเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) กลุ่มเอทานอลจากวัตถุดิบทางการเกษตรมาเป็นส่วนประกอบของน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งเบนซิน ดีเซล

แต่ประเทศไทยก็ยังได้ชื่อว่า ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอยู่ดี

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 39 ของพลังงานที่ใช้ทั้งประเทศ โดยไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ร้อยละ 80 ของปริมาณพลังงานนำเข้าทั้งหมด

ล่าสุด กรมธุรกิจพลังงานรายงานสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในรอบเดือนมีนาคม 2557ว่า ภาพรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 กล่าวคือ กลุ่มเบนซิน มียอดใช้เพิ่มขึ้น 0.16% แอลพีจี เพิ่มขึ้น 0.53% เอ็นจีวี เพิ่มขึ้น 0.12% ยกเว้น น้ำมันดีเซล มีปริมาณการใช้ลดลง 2.21%

มีข้อสังเกตว่า การที่ยอดใช้เบนซินเดือน มี.ค.57 เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ.57 ราว 0.16% หรือคิดเป็นปริมาณที่ 22.41 ล้านลิตร/วัน นั้น เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในส่วนของปริมาณการใช้ แก๊สโซฮอล์ อี 85 ถึง 7.70% หรือ 0.05 ล้านลิตร/วัน


ทั้งนี้เป็นเพราะนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ด้วยการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันอี 85 ให้อยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำมันชนิดอื่น ยกตัวอย่าง เทียบกับแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาจำหน่ายอยู่ที่ลิตรละ 40.93 บาท แก๊สโซฮอล์ อี 85 มีราคาเพียงลิตรละ 24.58 บาท เท่านั้น

นอกจากนี้ การที่บรรดาปั๊มน้ำมันต่างหันมาขายอี 85 เพิ่มขึ้น เทียบกับเมื่อเดือน ก.พ.57 มีขายอยู่เพียง 299 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 353 แห่ง ภายในเดือน มี.ค.57 คืออีกเหตุผลที่ทำให้ยอดขายแก๊สโซฮอล์พุ่ง

ส่วนยอดใช้ ดีเซล หรือ โซลาร์ เดือน มี.ค.57 ลดลงจากเดือน ก.พ.57 ถึง 2.21% หรือใช้เพียง 59.28 ล้านลิตร/วัน เทียบกับเมื่อ ก.พ.57 มียอดใช้อยู่ที่ 60.61 ล้านลิตร/วัน กรณีนี้ทางผู้ให้ข้อมูลมิได้ระบุสาเหตุ

ตัวถัดมาคือ แก๊สแอลพีจี (LPG) เมื่อเดือน มี.ค.57 ทั้งประเทศใช้กันอยู่ที่ 19.58 ล้านกิโลกรัม/วัน เพิ่มขึ้นจากยอดใช้เมื่อเดือน ก.พ.57 ประมาณ 0.53% ต่อวัน หรือ 11.30% ต่อเดือน

ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้แอลพีจีในภาคครัวเรือนลดลง 9.71% หรือคิดเป็นปริมาณการใช้เพียง 5.92 ล้านกิโลกรัม/วัน เท่านั้น ขณะที่ภาคปิโตรเคมีกลับมียอดใช้เพิ่มขึ้นถึง 9.65% หรือคิดเป็นปริมาณแอลพีจีถึง 6.78 ล้านกิโลกรัม/วัน...อีกตัวคือ ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ปริมาณการใช้เมื่อเดือน มี.ค.57 ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก กล่าวคือ เพิ่มขึ้นจากยอดใช้เมื่อเดือน ก.พ.57 เพียง 0.12% คิดเป็นปริมาณ 9.10 ล้านกิโลกรัม/วัน


จะเห็นว่าการที่เชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนอย่าง LPG, NGV, แก๊สโซฮอล์ และ ไบโอดีเซล ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้รถยนต์มากขึ้น เพราะมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินและดีเซล เชื้อเพลิงเหล่านี้ยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ตามแผน PDP 2010 ของกระทรวงพลังงาน จึงเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนขึ้นมาเป็นร้อยละ 20 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศด้วย สมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน บอกว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าเดือน เม.ย.57 จะมีผลผลิตปาล์ม

น้ำมันออกสู่ตลาดมากกว่า 1 ล้านตัน หากปล่อยไว้จนถึงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดสูงสุด จะทำให้มีปริมาณปาล์มน้ำมันเหลือเกินความต้องการใช้ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและภาคขนส่ง สต๊อกในประเทศจะสูงกว่า 3 แสนตัน/เดือน ทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ

กรมธุรกิจพลังงานจึงเห็นควรป้องกันแก้ไขปัญหา ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในภาคขนส่ง โดยปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล ในน้ำมันดีเซล จากเดิมร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 7

“ก่อนหน้านี้ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้กำหนดสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ในอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงไว้เป็นช่วงกว้าง ระหว่างร้อยละ 3.5 ถึงร้อยละ 7 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน กล่าวคือ กรณีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ก็เติมร้อยละ 3.5 ถ้าผลผลิตมาก ก็เติมได้ถึงร้อยละ 7”


อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน บอกว่า แต่อัตราส่วนผสมไบโอดีเซลกับน้ำมันดีเซลที่กำหนดไว้เป็นช่วงที่กว้าง เพื่อให้การใช้ไบโอดีเซลภาคขนส่งเป็นสัดส่วนเดียวกัน ทางกรมจึงพิจารณาปรับเพิ่มสัดส่วนใหม่ ให้มีช่วงอัตราส่วนผสมสูง-ต่ำแคบลง กล่าวคือ จากเดิมร้อยละ 3.5-7 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 6-7 แทน

การปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น บี 7 ต้องใช้เวลาประมาณ 20 วัน เพื่อให้ผู้ผลิตจัดหาวัตถุดิบ และผู้ค้าน้ำมันเตรียมการรองรับ จึงคาดว่า ราวต้นเดือน พ.ค.2557 เป็นต้นไป คนไทยจะได้ใช้น้ำมันชนิดนี้

นี่คืออีกตัวอย่างของความพยายามดิ้นรน เพื่อปรับตัวยืดหยุ่นให้เข้ากับสถานการณ์พลังงานของไทยและของโลก ที่นับวันยิ่งผกผัน และซับซ้อนมากขึ้นทุกที.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตรวจแถวพลังงานแก๊สพุ่งโซลาร์หดสกู๊ปหน้า 1

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้