ข่าว
100 year

'พท.' แถลงการณ์ 10 ข้อ ยันเดินหน้าเลือกตั้ง 20 ก.ค.

ไทยรัฐออนไลน์6 พ.ค. 2557 15:00 น.
SHARE

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 10 ข้อ ชี้การเลือกตั้ง-ยุติธรรม คือ ทางออกประเทศ ยันเดินหน้าเลือกตั้ง 20 ก.ค. ปัดรับข้อเสนอ "อภิสิทธิ์"...

วันที่ 6 พ.ค. 57 แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายโภคิน พลกุล กรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย ได้อ่านแถลงการภายหลังหารือถึงข้อเสนอของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า การเลือกตั้งและความยุติธรรมเท่านั้น คือ ทางออกของประเทศ มีเนื้อหาดังนี้

1.ตามที่พรรคเพื่อไทยได้มีแถลงการณ์มาอย่างต่อเนื่องว่า ทางออกของประเทศจากความรุนแรงและกลียุคที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น คือ การเลือกตั้ง และทุกฝ่ายทุกองค์กรต้องตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ

ความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 วันที่ 8 พ.ค. 49 เป็นไปตามหลักสากลและหลักที่ประเทศไทยถือปฏิบัติมาโดยตลอด ทั้งยังสอดคล้องกับความเห็นของพรรคการเมืองแทบทุกพรรค ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม กปปส.

2.แนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายที่ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ปรากฏชัดเจนตั้งแต่ปี 2549 เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 หลังจากการเข้าแทรกแซงขององค์กรตุลาการ

เพื่อทำให้การเลือกตั้งเมื่อ 2 เม.ย. 2549 เป็นโมฆะ จนต้องออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ และในที่สุด ทหารก็ทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งภายหลังการรัฐประหาร แทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะต่อสู้เรียกร้อง เพื่อให้ประเทศกลับเข้าสู่ระบอบอย่างแข็งขัน กลับเรียกร้องให้ผู้ยึดอำนาจจัดการกับพรรคไทยรักไทยและสมาชิก จนพรรคไทยรักไทยถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี อย่างอยุติธรรมที่สุด

3.การรัฐประหาร นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งใดๆ แล้ว ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความแตกแยก ยิ่งสร้างความยุติธรรมสองมาตรฐาน ยิ่งมีการอ้างอิงสถาบันชั้นสูง เพื่อทำลายฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม

แม้พรรคพลังประชาชน ซึ่งสืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างสง่างาม ภายใต้บรรยากาศที่ปิดกั้นและถูกรังแก แต่นายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการออกรายการโทรทัศน์ "ชิมไป บ่นไป" เพื่อแนะนำการทำอาหาร

ครั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา ก็ถูกต่อต้านจากม็อบเสื้อเหลืองของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น โดยการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานที่ราชการต่างๆ จนถึงขั้นยึดสนามบิน ปิดประเทศ และศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนเพื่อให้เกิดสุญญากาศ นายสมชายและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และเพราะเหตุนี้ ผนวกกับการจัดการของฝ่ายที่มีอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์จึงได้เป็นรัฐบาลเมื่อ 17 ธ.ค. 2551 และนำมาซึ่งการต่อต้านจากฝ่ายประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม จนมีการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจำนวนมาก

4.เมื่อนายอภิสิทธิ์ยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 3 ก.ค. 54 พรรคเพื่อไทยซึ่งสืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร

ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เป็นธรรม ไม่เอื้อต่อการหาเสียง สมาชิกพรรคจำนวนมากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ก็ยืนหยัดต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยเสมอมา นำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อพี่น้องประชาชน และปฏิบัติตามนโยบายนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ ท่ามกลางอุปสรรคต่างๆ นานา ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกวุฒิสภาสายสรรหา และองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร

พรรคเพื่อไทยไม่เคยบอยคอตการเลือกตั้ง ไม่เคยเรียกร้องให้มีนายกฯ มาตรา 7 หรือนายกฯ คนกลาง คงมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมขึ้น ร้องขอความยุติธรรมจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยการสมคบคิดและร่วมมือกันขององค์กรต่างๆ ที่มีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550

5.พรรคเพื่อไทยยินดีและมีความหวังเมื่อนายอภิสิทธิ์ แถลงเมื่อ 21 เม.ย.57 ว่า การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบประเทศ ทั้งประสงค์ที่จะเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว และพร้อมจะไปร่วมประชุมกับ กกต. และพรรคการเมืองทั้งหลาย ในวันรุ่งขึ้น คือ 22 เม.ย. 57 แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ไปด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งกลุ่มที่พยายามไปขัดขวางการประชุม ก็คือ กลุ่ม กปปส. ที่เป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์

ในขณะที่พรรคการเมือง 50 กว่าพรรค รวมพรรคเพื่อไทย และ กกต. ประชุมกันได้ และเสนอให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค. 2557 ซึ่งพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลยอมรับ ในวันที่ 28 เม.ย. 57 พรรคเพื่อไทยจึงได้ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้เข้าร่วมในกระบวนการเลือกตั้งอย่างสันติ ให้เกียรติทุกฝ่าย ไม่ขัดขวางการรับสมัคร การหาเสียง การลงคะแนน การนับคะแนน ฯลฯ และเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองส่งผู้สมัครฯ และนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชน ทั้งในแง่เนื้อหาและกระบวนการ โดยพรรคเพื่อไทยจะเร่งหารือกับทุกพรรคการเมืองและทุกองค์กร ทุกกลุ่มเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย

6.วันที่ 1 พ.ค. 57 นายอภิสิทธิ์แถลงหลังจากไปพบปะกับหลายฝ่าย ยกเว้น กปปส. พรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ต้องการพบทุกฝ่ายให้หมดก่อนแล้วจะนำเสนอทางออก โดยระบุว่าข้อเสนอที่จะเสนอในอีก 2 วันนั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตของประชาชน การสูญเสียประชาธิปไตย หรือการเดินออกนอกรัฐธรรมนูญ และการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือศาล เข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง

พร้อมย้ำว่า ข้อเสนอจะตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าการปฏิรูปต้องเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และในวันที่ 3 พ.ค. 57 ก็ได้นำเสนอแผนเดินหน้าประเทศไทย "ปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ" สรุปว่า

ขอให้รัฐบาลเลื่อนการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกไป ขอให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางไปสู่รัฐบาลคนกลาง โดยประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้สรรหานายกฯ และคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะมาปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง โดยใช้เวลา 150-180 วัน ส่วนการเลือกตั้งให้เลื่อนไปสัก 5-6 เดือน และต้องการรอคำตอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียว

7.พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์สับสนและไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ ขัดหลักประชาธิปไตย และไม่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังที่นายอภิสิทธิ์กล่าวอ้างไว้เลย ด้วยเหตุผลดังนี้

7.1 การเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศ เมื่อ 2 ก.พ. 2557 ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดผลตามที่ กปปส. ซึ่งเป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมมือ ด้วยการไม่ส่งผู้สมัคร และสมาชิกพรรคฯ หลายคนร่วมมือกับ กปปส. เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้น ปัญหาที่ทางออกนี้เดินไม่ได้ จึงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ และ กปปส. ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล หรือพรรคการเมืองอื่นใด หรือประชาชนโดยทั่วไป

7.2 ความพยายามให้มีนายกฯ ตามมาตรา 7 หรือนายกฯ คนกลาง ก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. และแนวร่วม โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การเสนอของนายอภิสิทธิ์  ให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่ง ก็ไม่แตกต่างจากที่เคยเสนอในปี 49 เป็นการสืบทอดแนวคิด ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะปัจจุบันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งต้องผ่านการเลือกตั้งเสียก่อน

7.3 การเสนอให้ประธานวุฒิสภา เป็นผู้สรรหานายกฯ และคณะรัฐมนตรี เป็นข้อเสนอนอกรัฐธรรมนูญโดยแท้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ที่มีสิทธิเสนอและเลือกนายกฯ เพราะนายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเฉพาะประธานสภาผู้แทนฯ เท่านั้น ที่เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ วุฒิสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ เกี่ยวกับการเสนอและเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ

หากกระทำไปก็จะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 68) นอกจากนี้ วุฒิสภาที่ดำรงอยู่ในขณะนี้เป็นวุฒิสภาในระหว่างการยุบสภาผู้แทนฯ จึงมีอำนาจจำกัดมาก ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 132 บัญญัติไว้เท่านั้น

7.4 การที่รัฐบาลคนกลางจะไปดำเนินกระบวนการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยการทำแผนและทำประชามติ ร่วมกับ กกต. ก็ไม่อาจทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 165 กำหนดให้มีการปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้น ต้องเลือกตั้งจนได้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน จึงจะทำประชามติได้ การให้รอการเลือกตั้งไป 150-180 วัน หรือ 5-6 เดือน จึงเป็นไปไม่ได้

7.5 การที่ต้องการรอคำตอบจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียว เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไข เพื่อเอื้อข้อเสนอของตน และ กปปส. ที่ขัดรัฐธรรมนูญและไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ฯ ไม่ได้มีอำนาจตราพระราชกฤษฎีกาแต่เพียงผู้เดียว คงต้องหารือกับ กกต. และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ขณะนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การเสนอเช่นนี้จึงไม่บังควรอย่างยิ่ง ทำนองเดียวกับที่เคยเสนอเรื่องมาตรา 7 ในปี 49 จนมีพระราชดำรัสไม่ทรงเห็นชอบด้วยมาแล้ว

8.เป็นเรื่องแปลกที่พรรคประชาธิปัตย์มาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศในช่วงนี้ แต่ตอนที่เป็นรัฐบาลระหว่างปี 51-54 และเป็นฝ่ายค้านระหว่างปี 54-56 ไม่เคยเสนออะไรทำนองนี้เลย

มีแต่การแก้รัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ ไม่ได้ให้ความสำคัญในข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรม หรือกระบวนการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรมยิ่งขึ้นแต่อย่างใด และในความเป็นจริง กกต. มีอำนาจเต็มที่ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ที่แก้ไม่ได้และไม่พยายามแก้คือ การขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์

9.พรรคเพื่อไทยได้วิเคราะห์ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นและเข้าใจมาอย่างต่อเนื่องว่า มีกระบวนการสมคบคิดกันระหว่างพรรคการเมืองบางพรรค กปปส. และองค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กรเพื่อทำรัฐประหารรูปแบบใหม่ ด้วยการทำลายระบอบประชาธิปไตย ไม่เอาการเลือกตั้ง ใช้อคติ ไม่มีความยุติธรรม เลือกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อสร้างสุญญากาศไปสู่การมีนายกฯ ที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น จึงต้องจับตาดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดี นายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างรวดเร็วหรือไม่ จะมีคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศไม่มีรัฐบาล เพื่อปูทางให้วุฒิสภาไปละเมิดรัฐธรรมนูญตั้งนายกฯ คนกลางต่อไปหรือไม่ กองทัพจะออกมาสนับสนุนกระบวนการที่ขัดรัฐธรรมนูญเช่นนี้หรือไม่ กกต. จะทำตามนายอภิสิทธิ์และ กปปส. ด้วยการเลื่อนการเลือกตั้งที่ตนเสนอเองออกไป จนไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่

10.พรรคเพื่อไทยขอย้ำว่า จะต้องเดินหน้าเลือกตั้งต่อไปในวันที่ 20 ก.ค. โดยทุกพรรคนำเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไทยของตนต่อประชาชน หลังเลือกตั้งทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันให้มีกฎหมายรับรององค์กรปฏิรูปฯ

เมื่อแผนและแนวทางปฏิรูปแล้วเสร็จ ให้นำไปทำประชามติ รัฐบาลที่ตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งจะอยู่ไม่เกิน 12 เดือน เพื่อสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปฯ จากนั้นจะมีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่หลังจากมีแผนและแนวทางปฏิรูปฯ แล้ว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เพื่อไทยแถลงการณ์10ข้อข้อเสนออภิสิทธิ์เดินหน้าเลือกตั้ง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้