ข่าว
100 year

เอกชนภาวนาเศรษฐกิจพ้นบ่วงขัดแย้ง ลุ้นการเมืองพบทางสว่าง

ทีมข่าวเศรษฐกิจ6 พ.ค. 2557 06:05 น.
SHARE

เอกชนใจจดจ่อเกาะติดปัญหาการเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ 1–2 สัปดาห์นี้ ชี้เป็นตัวแปรสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย หวังทุกฝ่ายถอยคนละก้าวยุติปัญหาแบบสงบ ด้าน “กกร.” นัด ส.อ.ท.ถกช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง SMEs เร่งด่วน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์จากนี้นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของปัญหาการเมืองไทยเนื่องจากจะมีความเคลื่อนไหวทางประเด็นการเมืองในหลายเรื่อง ดังนั้นเอกชนคงติดตามอย่างใกล้ชิดและต้องการเห็นทุกฝ่ายมีการถอยคนละก้าวเพื่อที่จะทำให้ปัญหาการเมืองไทยจบลงแบบสงบสุขไม่ต้องการเห็นปัญหาที่บานปลายเพิ่มขึ้น ซึ่งหากจบเร็วและเป็นไปด้วยดีเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

“เราต้องยอมรับว่าปัญหาการเมืองไทยมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า 70-80% เพราะทำให้เอกชนและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น การบริหารประเทศทำไม่ได้ในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ส่งผลให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดังนั้นการเมืองจบเร็วได้เท่าไรยิ่งดีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเวลานี้มีสัญญาณที่ทุกคนเองพยายามหาทางออกก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและช่วงจากนี้จะยิ่งงวดเข้ามาเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าที่สุดจะจบลงหรือจะบานปลาย”

สำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันได้แก่ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หรือ กกร. วันนี้ (6 พ.ค.) อาจจะมีการรายงานสถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจภาพรวม และ ส.อ.ท.เองจะหารือนอกรอบกับสมาคมธนาคารไทย ถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เกิดผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัญหาการเมือง หากยืดเยื้อไปอีก 6 เดือนจะกระทบเอสเอ็มอีนับแสนราย

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในการประชุม กกร.คงจะมีการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวม ความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.การจ้างงานผู้สูงอายุ ความคืบหน้าเกี่ยวกับสภาธุรกิจและข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เอกชนเองมีความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างมากนับจากนี้ไปช่วง 1-2 สัปดาห์ที่จะมีการเคลื่อนไหวของการชุมนุมใหญ่จากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย รวมถึงการพิจารณาคดีการเมือง เช่น กรณีคดีรับจำนำข้าว ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดเพราะไม่สามารถประเมินได้ว่าการเมืองไทยจะจบอย่างไร จะยืดเยื้อหรือรุนแรง และแม้จะมีข้อเสนอทางออกก็ไม่แน่ใจว่าจะยอมรับกันได้ทุกฝ่ายหรือไม่

ทั้งนี้การเมืองจะเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยปี 2557 ว่าจะไปในทิศทางใดแน่ ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าความเชื่อมั่นการค้า การลงทุน และการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยการเมือง ส่วนของธุรกิจที่มีการพึ่งพิงการส่งออกล่าสุดยังมองว่าไม่น่าห่วงเท่ากับธุรกิจที่พึ่งตลาดในประเทศเพราะต้นทุนต่างๆสูงขึ้นแต่สินค้ากลับขายไม่ได้ เพราะแรงซื้อไม่มีหากยืดเยื้อจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ

“ส่งออกไตรมาส 2 ยังคิดว่าน่าจะโตได้ 2-3% จากปีก่อนแต่ก็ยอมรับว่าหากจะให้โต 5% ก็ไม่ง่ายนัก ซึ่งเห็นว่าโตระดับ 3% มีโอกาสสูง แต่สิ่งที่ห่วงคือธุรกิจที่พึ่งตลาดในประเทศที่เวลานี้ขายสินค้ายากมากเพราะคนไทยมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ลดการใช้จ่าย ชาวนาก็ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าวยิ่งการเมืองยืดเยื้อเท่าใดก็จะยิ่งเลวร้ายเท่านั้น”

สำหรับข้อเสนอของผู้ใช้แรงงานที่ต้องการให้นายจ้างปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานจาก 300 บาทต่อวันในขณะนี้เพิ่มขึ้นอีก นายวัลลภกล่าวว่า ส.อ.ท.ในฐานะนายจ้างรายใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมทั้ง 42 กลุ่ม คงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะขณะนี้ต้นทุนการผลิต วัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากค่าแรงปรับขึ้นอีกครั้งก็จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตทันที ทำให้นายจ้างอาจต้องลดกำลังการผลิตลง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทยนักลงทุนสุพันธุ์ มงคลสุธีความขัดแย้งปัญหาการเมืองสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส.อ.ท.

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้