ข่าว
100 year

"บทเรียน"...สังคมไทย

ทีมข่าวการศึกษา6 พ.ค. 2557 05:15 น.
SHARE

รศ.ดร.สัมพันธ์  -  ศ.ดร.สมหวัง  -  ศ.ดร.ทศพร  -  ศ.ดร.ชาญณรงค์

จากวิกฤติ “ยูเน็ต” สู่ต้นแบบ “เหตุและผล” สางปมวิกฤติชาติ

ช็อกกันไปถ้วนหน้าทุกรั้วมหาวิทยาลัย!

ทันทีที่มีประเด็นร้อนจากคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เมื่อ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานบอร์ด ระบุว่า จะจัดให้มีการสอบ แบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือยูเน็ต ภายในปี 2557 ขานรับโดย รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. ว่าต้องทำตามพันธกิจของ สทศ.ที่กำหนดไว้ในพระราชกฎษฎีกาจัดตั้ง สทศ. ด้วยการพัฒนาข้อสอบตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือทีคิวเอฟ ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.โดยการสอบยูเน็ตนั้นจะเป็นการสอบตามความสมัครใจ แล้วแต่มหาวิทยาลัยแห่งใดจะเข้าร่วม

แต่มีเหตุจูงใจสำคัญประการหนึ่ง คือ การขอความร่วมมือสถานประกอบการให้รับพิจารณาคะแนนยูเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือกคนเข้าทำงาน ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ก็จะนำผลสอบยูเน็ต เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่

และนั่นก็หมายความว่า เมื่อถึงการประเมินรอบสี่ ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีคะแนนยูเน็ต เพื่อไปเข้ารับการประเมิน เหมือนเป็นไม้เด็ดของ สทศ.และ สมศ. ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ต้องนำนิสิตนักศึกษาเข้ามาสอบยูเน็ต
แต่หลังจากมีการแถลงข่าวการจัดสอบ

ยูเน็ต ในปีการศึกษา 2557 ของ สทศ. ก็เกิดปรากฏการณ์พลังนิสิตนักศึกษา พร้อมใจกันคัดค้านการสอบยูเน็ตอย่างกว้างขวาง เริ่มจากโลกไซเบอร์ ในสื่อสังคมออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊ก ซึ่งทันทีที่มีการเปิดตัว ก็มีคนเข้าไปกดข้อความเห็นด้วย นับหมื่น และกลายเป็นแสนครั้งภายในไม่กี่วัน จากนั้นก็ขยับออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม ในนามขององค์กร องค์การสโมสร นิสิตนักศึกษา ทุกมหาวิทยาลัย

และกลายเป็นเผือกร้อนที่ย้อนกลับมาที่หน่วยงานต้นทาง ทั้ง สทศ. สมศ. สกอ. กระทรวงศึกษาธิการ จนเกิดอาการถอยกันอย่างไม่เป็นกระบวน

“ทีมการศึกษา” ขอย้อนรอยที่มาของยูเน็ต เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มาที่ไป และนำไปสู่การตัดสินใจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยความเป็นธรรมจริงใจ และยึดถือผลประโยชน์ของนิสิต นักศึกษา และสังคมประเทศชาติเป็นหลักสำคัญ

ยูเน็ต คือ แบบทดสอบระดับชาติระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ สทศ. ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบัน เพื่อสนองตอบต่อผู้ใช้ผลจากการทดสอบดังกล่าว เป็นข้อมูลในการประเมินคุณภาพบัณฑิต ซึ่งได้แก่

1. สมศ. จะนำข้อมูลไปใช้ในการประเมินภายนอกของสถาบันอุดมศึกษา รอบสี่ พ.ศ. 2559-2563

2. สกอ. จะนำข้อมูลไปใช้ในการติดตามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือ ทีคิวเอฟ

3. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จะนำข้อมูลไปใช้ประเมินการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง

ขณะที่อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ คือ หน่วยราชการ สถานประกอบการ รวมไปถึงสังคมไทยโดยรวม มักจะวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความห่วงใยต่อคุณภาพบัณฑิต

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา สทศ. มีการรายงานความคืบหน้าการจัดทำยูเน็ตมาโดยตลอด แต่อาจจะไม่ได้รับความสนใจจากสังคมมากนัก จนกระทั่ง สมศ.มีมติให้ใช้ยูเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภายนอก ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีข้อมูลนี้ในรายงาน นั่นเท่ากับเป็นการบังคับมหาวิทยาลัยไปในตัว เพราะการจะได้มาซึ่งข้อมูลตัวนี้ จึงทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องบังคับนิสิต นักศึกษาทุกคนเข้าสอบยูเน็ต

และนำมาสู่ปรากฏการณ์ประท้วงผู้ใหญ่ และประกาศต่อต้านจนถึงที่สุด โดยสิ่งที่นิสิตนักศึกษาแสดงความกังวลใจมากที่สุด ก็คือ การสอบยูเน็ต กำหนดให้สอบเพียงครั้งเดียวก่อนจบการศึกษา และหากมีการนำผลนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการคัดคนเข้าทำงาน จะเป็นการพิพากษาบัณฑิตทั้งชีวิตเพียงครั้งเดียว ทั้งยังมีความไม่เชื่อมั่นในแบบทดสอบของ สทศ. ที่ยังมีข้อผิดพลาดให้เห็นอยู่เรื่อยๆ และอาจนำไปสู่การกวดวิชาเพื่อสอบยูเน็ต

ทีมการศึกษา เชื่อว่า หลักการประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีความซ้ำซ้อนและสร้างภาระให้กับสถานศึกษา ตลอดจนนิสิต นักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีวิธีการวัดประเมินผลของตนเอง

ที่สำคัญการวัดและประเมินผล ทำได้หลายวิธี นอกเหนือจากวิธีการสอบ เนื่องจากเด็กไทยขยาดกับการสอบที่มากมาย ตั้งแต่อนุบาลจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และการจะวัดคุณธรรมจริยธรรม การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ความรับผิดชอบ ไม่อาจวัดได้จากข้อสอบเพียงชุดเดียว ทั้งที่ผ่านมาจุดอ่อนของการเตรียมการจัดสอบยูเน็ตคือการประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญ และบอกกล่าวให้นิสิตนักศึกษาได้เตรียมตัว เพราะเมื่อประกาศทันที ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างที่เป็นอยู่

เรามองว่าหากยูเน็ต เป็นหลักการที่ดีจริง และจำเป็นต้องใช้วิธีการสอบเพื่อประเมินผล ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้ง สมศ., สทศ., สกอ. และกระทรวงศึกษาธิการ ก็ต้องมีคำอธิบายที่บ่งชี้ถึงเหตุและผลให้ชัดเจน รวมถึงยึดมั่นในหลักการนี้ ขณะที่นิสิตนักศึกษาก็ควรจะรับฟังอย่างมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เข้าตัดสิน ในการหาทางออกอันเป็นจุดร่วมของปัญหานี้ด้วยกัน โดยผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งวางแผนงานบริหารการศึกษาชาติเองก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาซึ่งป็นผู้ที่เข้าสอบและได้รับผลกระทบโดยตรง

บ้านเมืองนี้มีปัญหาวุ่นวายจากการไม่รับฟังเหตุผลของกันและกันมามากพอแล้ว

หากวงการการศึกษาชาติ สามารถใช้ยูเน็ต เป็นต้นแบบหาทางออกในการสร้างคุณภาพการศึกษา ด้วยเหตุและผล เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนในสังคมไทยก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

พลิกวิกฤติทางการศึกษาที่เกิดขึ้นจะได้กลายเป็นโอกาสในการสร้างต้นแบบของสังคมไทย......

ทีมข่าวการศึกษา

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยูเน็ตสทศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์อุดมศึกษาสกอ.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้