ข่าว
100 year

โกหก พกลม คำคมที่ไร้ราคา

นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล4 พ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมได้ยินข่าวคราวในแวดวงบันเทิง ที่พูดถึงเรื่องของดาราหรืออดีตดารานักร้องบางคนที่มักให้ข้อมูลเท็จต่อสังคมอยู่เป็นประจำจนเป็นโลโก้ประจำตัวไปแล้ว (ในทางที่ไม่ดี) ออกมาโกหกซ้ำๆอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาเคยมีเรื่องโกหกจนเป็นข่าวดังมากๆหรือเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เลยทีเดียว

เพียงแค่นี้ก็พอจะให้สังคมตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้ ใครพูดเรื่องจริง ใครพูดไม่จริง และที่แน่ๆคนที่พูดไม่จริงหรือเช็กข่าวแล้วเรื่องราวไม่ตรงกับที่เคยบอกไว้ ก็กลายเป็นถูกตราหน้าว่าเป็นคน “ชอบโกหก” แต่จริงๆ แล้วในชีวิตของคนเรานั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยสักครั้งที่เราก็เคยพูดโกหก แต่จะเพื่อเหตุผลอะไรนั้นก็คงหลากหลาย แต่ก็มิได้หมายความว่าการพูดโกหกนั้นจะเป็นการทำสิ่งที่เลวร้ายจนให้อภัยมิได้ โกหก...เพราะจิตป่วยหรือจิตป่วน

โดยทั่วไปแล้ว คนที่มักจะชอบโกหกหรือเล่าเรื่องราวที่ไม่เป็นจริง ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นคนไม่ดีเสมอไป คงต้องดูตามปัจจัยบางอย่าง เช่นตามวัย วัยเด็กและวัยรุ่น เด็กชอบโกหก มีเด็กจำนวนมากที่พ่อแม่มักจะเดือดร้อนใจ เพราะลูกชอบโกหก แม้กระทั่งครูที่โรงเรียนก็มาฟ้องอยู่บ่อยๆ

เด็กนั้นส่วนใหญ่จิตใจมักจะไม่โหดร้ายเหมือนพวกผู้ใหญ่บางคนหรอกนะครับ ส่วนใหญ่แล้วที่โกหกเพราะมีเหตุผลบางประการที่พบบ่อยๆ เช่น เกรงว่าจะถูกทำโทษเมื่อทำอะไรผิดแล้วกลัวจับได้ ประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องกลับมาพิจารณาที่สาเหตุว่าเพราะอะไรเด็กถึงไม่ไว้ใจพ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม

ส่วนผู้ปกครองนั้นนอกเหนือจากการมาคอยนั่งจับผิดหรือมีทัศนคติที่ไม่ดีใส่เด็ก จะมีวิธีอื่นใดที่ดีกว่านี้หรือไม่ เด็กก็จะถูกมองเป็นเด็กไม่ดีและมองตัวเองด้อยคุณค่าในที่สุด หรือเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า อาจจะไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ แต่มาแสดงออกทางพฤติกรรม (เช่น พูดโกหก หนีเรียน ลักขโมย เป็นต้น) ก็พบได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับวัยรุ่นเองปัญหาที่มักจะเจอส่วนใหญ่ก็คือการคบเพื่อน การมีกลุ่มเพื่อนที่อาจจะชักจูงกันไปทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้องหรือถูกใจผู้ปกครองมากนัก ก็พยายามหาวิธีการหลบหลีกด้วยการโกหก บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองเองก็จับไม่ได้และบ่อยครั้งที่ผู้ปกครองเองก็จับได้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คืออาจจะถูกตำหนิดุด่าจนในที่สุดพฤติกรรมเหล่านั้นแทนที่จะหายไป กลับยิ่งถูกส่งเสริมให้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

วัยผู้ใหญ่ อาจพบได้ในคนดังต่อไปนี้ เช่น กลุ่มที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช ป่วยเป็นโรคจิต คนที่ป่วยแบบนี้เวลาที่มีอาการหลงผิดก็มักจะมีความคิดความเข้าใจไปตามอาการหลงผิด (delusion) ของตัวเอง ส่วนใหญ่ก็เล่าเรื่องและคล้อยตามความคิดที่ผิดปกติไปเรื่อยๆในขณะนั้น ดูเหมือนเป็นการพูดโกหก อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยเหล่านี้บางครั้งมีการพูดเรื่องที่ไม่จริง เพราะมีความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะต่อสู้กับความจริง ทนไม่ได้กับความเจ็บปวดในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นการพูดเรื่องราวต่างๆที่ไม่เป็นจริงก็เหมือนกับการพูดให้ตัวเองรับรู้ในเรื่องที่ไม่เป็นจริงแต่ไม่เจ็บปวดคงจะดีกว่า เป็นต้น

วัยผู้สูงอายุที่พบบ่อยคือ โรคสมองเสื่อม พออายุย่างเข้าวัยผู้สูงอายุ ความจำเริ่มลบเลือน ผู้สูงอายุบางท่านปรับตัวไม่ทันไม่รู้ตัวและไม่ยอมรับ ยังคิดว่าความจำดีอยู่ ดังนั้นบางรายอาจพบว่าผู้สูงอายุเหล่านี้พูดเรื่องไม่จริงได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่านเหล่านั้นพูดไปตามการรับรู้หรือตามข้อมูลที่มีอยู่ในสมองของตนเอง ซึ่งก็มิได้มีเจตนาที่จะโกหกใครเช่นเดียวกัน

คนชอบโกหกกับสิบแปดมงกุฎ.......

กรณีนี้คงเป็นกรณีที่พบมากที่สุดในสังคมไทยมากกว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือผู้ป่วยทางจิตเสียอีก ซึ่งพบในวัยผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่ ผมมิได้บอกว่าคนที่พูดโกหกทุกคนเป็นสิบแปด มงกุฎทั้งหมด เพราะเชื่อว่าหลายคนก็เป็นคนที่มีจิตใจดีไม่ได้ตั้งใจที่จะหลอกลวงใคร แต่บางครั้งที่ไม่ได้พูดความจริงก็ด้วยเหตุผลที่ชั่งน้ำหนักแล้วว่า การพูดความจริงออกไปอาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าพูดโกหกไปก่อนชั่วคราว ตัวอย่างเช่น กรณีที่ญาติยังไม่กล้าที่จะบอกความจริงว่าผู้ป่วยคนนั้นป่วยเป็นโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่หากบอกความจริงทันทีแก่ผู้ป่วยก็อาจจะทำให้ตกใจ ช็อก และอาจจะอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วจนเสียชีวิตเร็วกว่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามแม้ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับรู้ความเจ็บป่วยของตนเองก็ตามการเลือกกาลเทศะในการพูดความจริงเพื่อบอกข่าวร้ายนั้นก็ถือว่ายังมีความสำคัญอยู่

ส่วนประเภทที่อ้าง (แบบแก้ตัว) ว่าไม่กล้าที่จะพูดความจริงหรือมีบางทีก็ฟังดูมีหลักการ ในความเป็นจริงแล้วเรื่องแบบนี้ส่วนใหญ่คนก็มักจะรู้ทัน แต่การจับให้ได้คาหนังคาเขาก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่กระทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่นั้นมักจะมีความสามารถในการหลบหลีกได้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้เวลานานมากที่จะจับผิดข้อมูลได้ อย่างไรก็ตามหากเราเชื่อว่าเวรกรรมมีจริงนั้น จะเห็นได้ว่าการโกหกต้องใช้พลังงานในการสร้างเรื่องราวต่างๆอย่างมากมายมหาศาลและต้องอาศัยความจำและสมาธิอย่างมากในการให้เรื่องราวปะติดปะต่อกันได้เหมือนในบทละ– ครน้ำเน่าทั้งหลาย แต่ในที่สุดมักจะพลาดจนมุม เพราะการโกหกมากๆจนเรื่องราวบานปลายออกไปนั้น มักจะทำให้สิ่งที่ไม่สามารถจะเป็นจริงได้โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนหลายคนที่แม้ว่าพยายามจะหลอกคนอื่นแล้วไม่สำเร็จ ก็เลยใช้กลไกทางจิตชนิดที่เรียกว่า pseudologia fantastica ในการหลอกตัวเองก่อนและพ่วงด้วยการหลอกผู้อื่นด้วย

pseudologia fantastica เป็นคำที่ใช้กันวงการจิตเวชและจิตวิทยา เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของมนุษย์ในการบอกกล่าวเล่าเรื่องต่างๆ ตามที่ตนเองเข้าใจหรือต้องการให้เป็นอย่างนั้น การพูดเรื่องราวต่างๆที่ไม่เป็นความจริงกรอกหูตนเองอยู่ซ้ำๆบ่อยๆ (บางคนใช้วิธีการแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต) จนในที่สุดคนคนนั้นก็จะคิดว่าเรื่องที่ตนเองพูดโกหกอยู่นั้นเกิดขึ้นจริงๆและเป็นเรื่องจริง หากพูดออกสู่สาธารณะ ก็จะทำให้คนในสังคมเชื่อว่าเรื่องโกหกนั้นเป็นเรื่องจริงในที่สุด

คนประเภทนี้มีความสามารถในการเล่นละครน้ำเน่าหลอกคนทั่วๆไป และที่สำคัญก็คือหลอกตัวเองด้วย คนประเภทนี้เป็นกลุ่มที่ยากเกินการเยียวยา จุดจบของคนชอบโกหกประเภทนี้มีอยู่ 2 ที่ คือ

1.ติดคุกหรือถูกดำเนินคดี และ 2.อาจจะถูกฆ่าตายในที่สุดเนื่องจากคนที่ถูกหลอกจะมาเอาคืนจนถึงขั้นทำร้ายกันได้

เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณดูข่าว คนพวกนี้ออกมาบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ โกหกหลอกลวงคนทั้งประเทศ ก็ใช้สติพิจารณาสักนิดก็ได้ครับว่าคุณควรจะเสียใจและมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา หรือ คุณอาจจะกำลังดู “ละครน้ำเน่า” อยู่ แค่นั้นเอง.

 

นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ออกกำลังใจนายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุลโกหกพกลมคำคมที่ไร้ราคา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้