ข่าว
100 year

"พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ" ชูทฤษฎี "หน้าต่างแตก" ลดอาชญากรรมชะงัก

ทีมข่าวอาชญากรรม4 พ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

เมื่อปี พ.ศ.2525 ทฤษฎี “หน้าต่างแตก” หรือ Broken Windows Theory นั้น ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนครั้งแรก โดยนักอาชญาวิทยาชาวสหรัฐอเมริกาสองคน คือ เจมส์ คิว วิลสัน และจอร์จ แอล เคลลิ่ง

มีแนวความคิดที่ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้คนในชุมชนละเลยไม่สนใจที่จะรักษาความเป็น ระเบียบเรียบร้อยในชุมชนของตัวเองอย่างจริงจัง สภาพความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นจะพัฒนาไปสู่การเกิดอาชญากรรมในที่สุด และผู้คนในชุมชนนั้นก็จะมีความหวาดระแวงเกิดขึ้นและกลไกที่ชุมชนสร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัย เช่น การที่เพื่อนบ้านเฝ้าระวังอาชญากรรมให้แก่กัน เป็นต้น ก็จะค่อยๆถูกทำลายไป สิ่งเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนหน้าต่าง ถ้าเจ้าของเห็นรอยร้าวและละเลยที่จะซ่อมแซมมัน “หน้าต่าง” บานนั้นก็จะแตกในที่สุด

ขณะที่ตำรวจหลายประเทศพยายามแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้วยการพุ่งเป้าไปที่อาชญากรรม ประเภทร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม, ข่มขืน, ปล้นและวิ่งราวทรัพย์ โดยใช้แนวทางที่สุดโต่งในการแก้ปัญหา ได้แก่ การใช้โทษประหารชีวิต, การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้น, เพิ่มขนาดเรือนจำให้ใหญ่ขึ้น, เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ใช้ระบบสายตรวจ 191 รับแจ้งเหตุ และการควบคุมการใช้อาวุธปืนอย่างเข้มงวด

แต่ปรากฏว่าอาชญากรรมดังกล่าวไม่ลดลง...

อีกทั้งความหวาดระแวงต่ออาชญากรรมของประชาชนกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยวิลสันและเคลลิ่ง พบว่ารูปแบบการปราบปรามอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นล้มเหลว ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ 1.รูปแบบการแก้ปัญหาอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย (disorder), ความหวาดระแวง (fear of crime), อาชญากรรมร้ายแรง (serious crime), และสภาพสังคมที่เสื่อมถอย (urban decay) 2.เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับบริหารลืมความสำคัญของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 3.การทำงานของตำรวจส่วนใหญ่เป็นการทำงานเชิงรับ (Reactive Policing)

ทั้งรูปแบบการทำงานของตำรวจที่มองตัวเองเป็นนักต่อสู้ปัญหาอาชญากรรม (Crime-fighting Professionals) การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ด้วยการฟื้นฟูและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม (order maintenance)

เป็นสิ่งที่ทำสำเร็จมาแล้วในนิวยอร์ก โดยวิลเลียม แบรตตัน (William Bratton) ขณะนั้น นิวยอร์กได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงมาก

สภาพของนิวยอร์กในช่วงยุคก่อนปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) เป็นเมืองสกปรกและวุ่นวาย สถานที่ สาธารณะต่างๆ เช่น รถไฟใต้ดิน และสวนสาธารณะ เต็มไปด้วยการพ่นสีตามกำแพง หรือที่เรียกว่า Graffiti คนเร่ร่อนมาขออาหาร เงิน และนอนตามสถานีรถไฟใต้ดิน ผู้คนลักลอบโดยสารรถสาธารณะโดยไม่เสียค่าโดยสาร อาชีพที่หากินตามถนนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เช่น คนเช็ดกระจกรถตามสี่แยกไฟแดง ขายของตามทางเดิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่จะมองว่าปัญหาความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สมศักดิ์ศรีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปจัดการ รวมถึงนักการเมืองผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบาย มองว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมควรพุ่งเป้าไปที่อาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม, ยาเสพติด, การพกพาอาวุธปืน มากกว่าที่จะมาแก้ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้

มองว่าการจัดการกับอาชญากรรมร้ายแรงจะสร้างความเชื่อมั่นและลดความหวาดระแวง อาชญากรรมของประชาชน

แต่วิลเลียม แบรตตัน (Bratton) มองในมุมกลับกัน (Turn Around) เชื่อว่า ความไม่เป็นระเบียบต่างๆ ตามสถานีรถไฟใต้ดินหรือตามท้องถนน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาชญากรรม เพราะการช่วยเหลือเฝ้าระวังอาชญากรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอาชญากรรม (Informal Control) ได้ถูกทำลายลงอย่างทีละน้อย

ความไม่เป็นระเบียบเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนในชุมชมเกิดความหวาดระแวงต่ออาชญากรรมและชุมชน จะเป็นที่ดึงดูดของการประกอบอาชญากรรมในที่สุด

งานวิจัยในปี พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994) หน่วยงาน Commonwealth Fund ยืนยันแนวความคิดดังกล่าวได้ทำการวิจัย สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเมืองนิวยอร์ก พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนคือ การที่ตำรวจแก้ปัญหาอาชญากรรมเล็กน้อย 17 เปอร์เซ็นต์ การหาทางเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชน 57 เปอร์เซ็นต์

ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กล่าวว่า ปัญหาการพ่นสีตามกำแพง, ความสกปรก, คนเร่ร่อนและขอทาน คือปัญหาที่ลดคุณภาพชีวิต

แบรตตันเริ่มฟื้นฟูความเป็นระเบียบเมืองนิวยอร์กให้กลับมาดีเหมือนเดิมอีกครั้ง ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานของราชการและเอกชนอื่นๆ โดยแบรตตันได้เน้นแก้สองปัญหาหลักที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนนิวยอร์ก คือ ปัญหาการพ่นสีตามกำแพง (Graffiti) และพฤติกรรมความไม่เป็นระเบียบของคนเร่รอน

โครงการต่างๆ ที่แบรตตันใช้ในช่วงนั้น ได้แก่ โครงการทำความสะอาดรถไฟ (Clean Car Program), การตั้งหน่วยงานขึ้นเฉพาะเพื่อดูแลคนเร่ร่อน (fifteen-person Homeless Task Force) และเจ้าหน้าที่ดูแลผู้โดยสารที่ไม่ยอมเสียค่าโดยสาร (Special Anti-farebeating Teams) เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่แบรตตันเข้ามารับตำแหน่ง ตัวเลขการจับกุมคดีเล็กน้อยก็เพิ่มสูงขึ้นในทันที

ขณะที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งอาชญากรรมร้ายแรง เช่น การปล้นทรัพย์ยังลดลงด้วยเนื่องจากส่วนใหญ่คนเร่ร่อนหรือผู้โดยสารที่ขึ้นรถไฟโดยไม่จ่ายค่าโดยสารมีหมายจับหรือมีประวัติการกระทำผิดคดีร้ายแรง

โดยเฉพาะคดีปล้นทรัพย์ จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้แบรตตันได้เรียนรู้หลักสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การฟื้นฟูและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมสามารถลดอาชญากรรมได้ 2.อาชญากรรมลดลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะการฟื้นฟูความเป็นระเบียบทำให้ตำรวจมีโอกาสพบคนที่ทำผิดคดีร้ายแรงมากขึ้น

ต่อมาเมื่อแบรตตันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจเมืองนิวยอร์ก ได้นำหลักทฤษฎี “หน้าต่างแตก” ซึ่งประสบความสำเร็จในสถานีรถไฟใต้ดินของเมืองนิวยอร์กไปใช้กับทั้งเมืองนิวยอร์ก ภายในหนึ่งปีที่แบรตตันนำหลักทฤษฎีหน้าต่างแตกมาใช้กับการนำมาใช้ซึ่งระบบตรวจสอบ และติดตามข้อมูลอาชญากรรม หรือที่รู้จักกันนานาประเทศว่า COMPSTAT

อาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฆาตกรรมลดลง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำร้ายร่างกายสาหัสลดลง 37.15 เปอร์เซ็นต์, คดีข่มขืนโดยใช้กำลังลดลง 35.9 เปอร์เซ็นต์, ปล้นทรัพย์ลดลง 62.49 เปอร์เซ็นต์ และลักทรัพย์ในเคหสถานลดลง 62.16 เปอร์เซ็นต์

ผู้บัญชาการตำรวจเมืองนิวยอร์ก “แบรตตัน” ได้รับการยกย่องจากประชาชนชาวเมืองนิวยอร์ก และผู้คนทั่วโลก

ต่อมาหลายรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำหลักการดังกล่าวไปปรับใช้ เช่น ชิคาโก, ซานฟรานซิสโก, อินเดียนาโปลิส, มินเนโซตา, บอสตัน, นิวเจอร์ซีย์, บัลติมอร์, แมรีแลนด์, ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงอีกหลายๆประเทศทั่วโลก เช่น สิงคโปร์, อังกฤษ และแคนาดา

ในส่วนของประเทศไทย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ได้เรียนรู้ทฤษฎีนี้จากการได้ไปศึกษาและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น เอฟบีไอ อยู่เป็นประจำ

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ได้เริ่มสร้างสถานฝึกอบรมตำรวจ และเชิญวิทยากรฝีมือดีจากทั้งในและต่าง ประเทศมาอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจใน บช.ก. เพื่อสร้างตำรวจรุ่นใหม่ให้มีความรู้ และใช้เทคนิควิธีที่เป็นสากลตำรวจในสังกัด บช.ก.ทั้งหมดถูกเรียกเข้ามาศึกษาทฤษฎี “หน้าต่างแตก” ได้ศึกษาวิจัยร่วมกับเจ้าหน้าที่จากต่างประเทศในการนำทฤษฎีหน้าต่างแตกปรับใช้ในประเทศไทย

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ย้ำกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ในการนำทฤษฎี “หน้าต่างแตก” ไปใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเรียนรู้หลักสำคัญสองประการ ประการแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเรียนรู้เทคนิคการเตือน ตำรวจนั้นต้องสอนให้รู้จักการเตือนด้วยความเป็นห่วง เมื่อเรียนรู้แล้วตำรวจจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น พูดจานิ่มนวลขึ้น ประการที่สอง การฟื้นฟูความเป็นระเบียบในสังคมมีความจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนที่จะมาช่วยกันสร้างกลไกป้องกันอาชญากรรมระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งถือว่าเป็นหลักการป้องกันอาชญากรรมแต่เนิ่นๆ แทนที่การทำการปราบปรามอาชญากรรมเชิงรับที่รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยแก้ปัญหาดังเช่นในสมัยนี้”

“สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนจะได้รับจากการนำหลักทฤษฎี “หน้าต่างแตก” มาปรับใช้ในประเทศไทยคือ ประชาชนจะมีความหวาดระแวงอาชญากรรมลดลง หลังจากนั้นประชาชนจะเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมและอาชญากรรมจะลดลง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแบบยั่งยืน”

เป็นความตั้งใจของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นายตำรวจที่มีประสบการณ์สืบสวนสอบสวนร่วมกับตำรวจสืบสวนสำคัญของโลก

ยึดมั่นแนวทฤษฎีที่หลายประเทศใช้ประสบความสำเร็จเพื่อเสนอแนวคิดและวิธีการในการเปลี่ยนแปลงตำรวจก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

น่าแปลกที่หลายคนที่คิด “ปฏิรูปตำรวจ” แต่ไม่เคยเข้าใจ “ทฤษฎีตำรวจ” มองข้ามความ ต้องการของคนในชุมชน และการพัฒนาตำรวจให้ทันต่อวิวัฒนาการของโลกที่เปลี่ยนแปลงไกลมาก

งานตำรวจจำเป็นต้องทันสภาพคดีอาชญากรรม.

 

ทีมข่าวอาชญากรรม

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แกะรอยรอบสัปดาห์ทีมข่าวอาชญากรรมพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุหน้าต่างแตกทฤษฎีนักอาชญาวิทยาสหรัฐอเมริกาเจมส์ คิว วิลสันจอร์จ แอล เคลลิ่ง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้