ข่าว
100 year

"อภิสิทธิ์" ออกแขก สะเออะเพื่อชาติ

ทีมการเมือง4 พ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ตลบฉากหลังโรง “ลิเกออกซ์ฟอร์ด” จุดขายคลายวิกฤติ

“อย่ามาสะเออะ”

วาทะเด็ดทางการเมืองในรอบสัปดาห์หรืออาจจะในรอบปีนี้เลยก็ได้

กับอารมณ์เฮี้ยวๆที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.พูดออกอากาศเป็นนัยไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอตัวเป็นคนกลาง

หาทางออกให้ประเทศจากวิกฤติความขัดแย้ง

เป็นการพลิกบทวูบวาบ กลับหลังหันแบบ 180 องศา ชนิดที่พ่อยก แม่ยก ยังกลับตัวตามไม่ทัน

อยู่ๆ “อภิสิทธิ์” กลับลำชิ่งออกจากความเป็นคู่ขัดแย้ง

สวนทางอย่างจังกับท่าทีของนายสุเทพที่ประกาศเสียงเข้ม แสดงอาการแข็งกร้าวดุดัน มั่นคงในจุดยืนต้องปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง จะไม่มีการเจรจาใดๆทั้งสิ้น

ตั้งหน้าตั้งตาขจัดระบอบ “ทักษิณ” ให้สิ้นซาก

จากรูปการณ์เหมือน “กำนันเทพ” โดน “อภิสิทธิ์” เตะตัดขาหัวคะมำ

โดยปรากฏการณ์พลิกความคาดหมาย มันจึงเกิดเครื่องหมายคำถามตามมามากมาย

อันดับแรกเลย “สุเทพ-อภิสิทธิ์” ขัดคอกันจริงหรือไม่ หรือแค่ยุทธศาสตร์แยกบทกันเล่น

“คั่วไพ่สองหน้า” ตบตาคนดู

คำถามต่อมา โดยเหลี่ยมที่ “อภิสิทธิ์”พลิกบท วูบวาบ ชิ่งจากคู่ขัดแย้ง ขออาสาเป็นกลางมันส่งผลต่อ การเป็น “จุดเปลี่ยน” คลี่คลายวิกฤติขึงพืดประเทศ อย่างไร

หรือแค่เป็นผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น

งานนี้ “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงต้องคลี่ที่ละเปลาะ วิเคราะห์จากพื้นฐานความเป็นตัวตนที่ผ่านมา

กับคำถามแรกนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพแตกคอกันจริงหรือไม่

แน่นอน ประเมินจากวาทะ “อย่ามาสะเออะ” อาจจะแรงในอารมณ์ของคนการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคนคุ้นเคยอย่าง “สุเทพ-อภิสิทธิ์” ที่ผรุสวาทใส่กันเอง

ถือเป็นเรื่องไม่เคยเห็น ย่อมน่าตื่นเต้นเป็นธรรมดา

แต่ถ้าโกรธกันจริง คำแรงกว่านี้ก็มีอีกเยอะ

“อย่ามาสะเออะ” นี่ถือว่า เบาแล้ว

เรื่องของเรื่อง โดยพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างนายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์คือคู่อุ้มสมอุ้มบุญกันมา จนนักข่าวตั้งฉายาให้เป็น “แม่นม”

อย่าลืมว่านายสุเทพคือคนที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ถึงฝั่งฝัน ขึ้นนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็เป็นคนที่ออก “ต้นทุนทางสังคม” ให้นายสุเทพที่มีภาพสีเทาๆได้ใช้เป็นเกราะกำบังในการเดินเกมการเมืองบนดินใต้ดิน ตีกินเกมอำนาจมาตลอด

“สุเทพ” ไม่มี “อภิสิทธิ์” ก็ไปไม่ได้

“อภิสิทธิ์” ขาด “สุเทพ” ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

คนคู่นี้ไม่มีทางแยกขาดจากกันได้

ฉะนั้นอ่านตามเงื่อนไข มันก็เป็นอะไรที่ประเมินเบื้องหลังการนี้ เป็นแค่จังหวะแยกกันเดิน

ตามเงื่อนไขที่ “สุเทพ” ต้องเทกแอ็กชั่น ชัตดาวน์ “อภิสิทธิ์” ออกไปจากเกม เพื่อป้องกันกองเชียร์สับสนในสถานการณ์ที่ม็อบ กปปส.กำลังเร่งปิดเกม “ยิ่งลักษณ์”

หักมุมไปกันคนละทาง

แต่ลึกๆเช็กอาการของ “กำนันเทพ” แล้วปล่อยเลยตามเลย ใครจะทำอะไรก็ทำไป ไม่ขวาง ไม่ยุ่ง ขออย่างเดียวอย่าไปเจรจาเรื่องคืนทรัพย์สินหรือล้างคดีของ “นายใหญ่” เท่านั้น

ฟันธง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถึงไม่รู้ แต่ก็เหมือนรู้กัน

หันไปประเมินในแง่ผลดีกับประชาธิปัตย์

ในสถานการณ์ “อภิสิทธิ์” กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง จากการเดินเกมคู่ขนานกับม็อบ กปปส.นอกสภา ยึดตามแนวทางของ “กำนันเทพ” มาตลอด

ประชาธิปัตย์ในยุค “อภิสิทธิ์” กุมบังเหียน บอตคอยเลือกตั้งมาแล้ว 2 รอบ

กับวาทกรรม “พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบบรัฐสภา” ละลายหายไปหมดแล้ว

ที่ยากกว่านั้นก็คือการหาคำตอบในการหวนกลับเข้าสู่เกมในระบบสภา

ที่แน่ๆมาถึงตอนนี้ สถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์เองก็แตกออกเป็น 2 ขั้ว 2 ฝ่าย ไม่ได้มีใครเห็นดีเห็นงามตามแนวยุทธศาสตร์ของ “กำนันเทพ” ไปทั้งหมด

นักเลือกตั้งอาชีพในพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจกับวิถีนอกระบบสภา

เพราะตกงาน ขาดรายได้

อย่างที่มีกระแสออกมาประปราย ในความพยายามผลักดันให้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค

นำประชาธิปัตย์กลับสู่สนามเลือกตั้งตามครรลอง

การที่ “อภิสิทธิ์” พลิกบทขอเป็นคนกลาง เสนอทางออกวิกฤติ โดยปฏิรูปประเทศไปพร้อมๆกับการเลือกตั้งนั่นก็หมายถึงการเบี่ยงเส้นทางกลับสู่สนาม

ยูเทิร์นมาสู่วิถีปกติของนักเลือกตั้ง

ก็เท่ากับผ่อนแรงเสียดทาน คลายอาการกดดันในพรรคประชาธิปัตย์ไปในที

หมากเกมนี้ส่งผลดีต่อประชาธิปัตย์เห็นๆ

แต่ที่ยังเป็นประเด็นก็คือผลดีต่อจุดเปลี่ยน ภาวะวิกฤติขึงพืดประเทศ

ในฉากการเดินหน้าเข้าพบนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

พอเข้าใจได้ในมุมของความแปลกใหม่

การหาแนวร่วมในฝ่ายที่ต่างออกไปจากวังวนเดิมๆ

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือการเดินสายพบปะตัวละครในแวดวงการเมือง ทั้ง “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา “หลงจู๊ใหญ่” พรรคชาติไทยพัฒนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรคชาติพัฒนา นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล

มันก็ล้วนแต่คนหน้าเก่าๆที่วนเวียนอยู่ในบรรยากาศความวุ่นวาย

ไม่ได้มีน้ำหนักที่จะมากระตุก “จุดเปลี่ยน” แต่อย่างใด

และถ้าจำได้ ก่อนหน้าก็เคยมีความพยายามจากคนกลุ่มนี้ในการเสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาหาทางออกวิกฤติ แต่ไม่เป็นผลอะไร ติดเงื่อนไขที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอม เดินหน้าบอยคอตเลือกตั้ง เปิดทางให้นายสุเทพออกมาเปิดเกมมวลชนกดดันบนถนน

เพราะรู้ว่าสู้ในเกมปกติไม่ได้ เลือกตั้งยังไงก็แพ้

แต่มาวันนี้สถานการณ์วนกลับมา นายอภิสิทธิ์เดินสายเข้าพบ “บรรหาร-สุวัจน์-สนธยา” จัดฉากการพูดจาเพื่อเสนอโรดแม็ปทางออกวิกฤติประเทศกับคนหน้าเดิมๆ

ดูไปก็เหมือนเล่นลิเก ตลบหลังฉากมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่

แถมในสถานการณ์ที่ยังวนอยู่กับเงื่อนไขเดิมๆ ล่าสุดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง

มีความเห็นร่วมกันให้จัดเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม

โดยวันที่ 6 พฤษภาคม กกต.จะยกร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ จากนั้นนายกฯจะนำร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

พรรคเพื่อไทยเดินหน้าตามธง เพราะมั่นใจในความ “เป็นต่อ” เลือกตั้งเมื่อไรก็เข้าวิน

ได้อำนาจรัฐกลับมาอยู่ในมือแน่ๆ

แต่ตรงกันข้าม นายสุเทพก็ประกาศการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ปลุกกระแสมวลมหาประชาชนจะเดินหน้าขับไล่นายกฯยิ่งลักษณ์ และระบอบทักษิณออกไป

จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งเท่านั้น

โดยนัดรวมพลใหญ่วันที่ 5 พฤษภาคม ใส่เสื้อเหลือง แขวนนกหวีด ถวายพระพรแสดงความจงรักภักดี ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ตรงกับวันวิสาขบูชา กปปส.จะได้ทำบุญประเทศครั้งใหญ่ เพื่อขจัดเสนียดจัญไรของประเทศ

ดีเดย์ในวันที่ 14 พฤษภาคม จะปฏิบัติการใหญ่เรียกคืนอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช. ก็ประกาศสวนทันควัน ร่นวันชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง จากเดิมนัดวันที่ 6 พฤษภาคม มาเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม

ตั้งใจให้ชนวันกับคิวม็อบ กปปส.ของ “กำนันเทพ”

เพื่อต้องการประกาศให้นายสุเทพทราบว่า นายสุเทพจะไม่สามารถทำอย่างที่ประกาศได้ โดยเฉพาะการจะเลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคมออกไป

สถานการณ์ไหลไปสู่การเผชิญหน้า

รอแค่จังหวะปะทะ ม็อบชนม็อบ

คำตอบ ณ ตอนนี้ จังหวะพลิกบทของ “อภิสิทธิ์” จึงยังไม่ทำให้เกิด “จุดเปลี่ยน” แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้นายอภิสิทธิ์แถลงเองเลยว่า จะจัดทำแผนโรดแม็ปเพื่อเสนอให้ทุกฝ่ายพิจารณา โดยที่ตนเองไม่ใช่คนกลาง

ยอมรับตามตรงว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เป็นคนหนึ่งที่นำพาบ้านเมืองมาสู่จุดนี้

ดังนั้นเพื่อความชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าข้อเสนอที่จัดทำอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจที่จะให้บ้านเมืองมีทางออก หากทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอ

ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไป จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

เพื่อพิสูจน์ว่า ตนเองจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากแผนนี้ จะไม่มีสถานะทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น แต่จะเป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ

“ไพ่ตาย” ที่ “อภิสิทธิ์” โยนออกมาน่าจะเพิ่มแรงกระตุก “จุดเปลี่ยน” ได้อีกเยอะ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยความจำเป็นของประเทศไทยในการหลุดจากวิกฤติขึงพืด

หลัง 6 เดือนผ่านไปแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีวี่แววจะสงบ ในบรรยากาศที่การเมืองเริ่มลามกระทบเศรษฐกิจ ภาวะคนตกงานเริ่มมีสัญญาณร้ายรออยู่ข้างหน้า

ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้น ก็รังแต่จะต้องกู้ซากปรักหักพัง

การขยับพลิกบท “สะเออะเพื่อชาติ” ของ “อภิสิทธิ์” จึงถือว่า ได้จังหวะพอดี

ในเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างอ่อนล้า หาบันไดไต่ลง

ตรงกับอารมณ์ของสังคมที่ต้องการคนสร้าง “จุดร่วม” ในการให้ขั้วที่ขึงพืดกันอยู่ ยอมถอยคนละก้าว

ถึงจะหมั่นไส้ กล้ำกลืนฝืนทนดูยังไง

ก็ต้องแอบเอาใจช่วย “ลิเกออกซ์ฟอร์ด” กันทั้งนั้น.

 

“ทีมการเมือง”

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะออกแขกสะเออะเพื่อชาติลิเกออกซ์ฟอร์ดสุเทพ เทือกสุบรรณเลือกตั้งกปปสนปชกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรจตุพร พรหมพันธุ์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้