ไลฟ์สไตล์
100 year

นมัสเต....เสน่ห์ “เนปาล” (3)

3 พ.ค. 2557 05:00 น.
SHARE

หลังอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อกลางวัน และสุขสันต์กับการจ่ายทรัพย์ ที่ร้าน Fabindia แบรนด์เสื้อผ้าดังแห่งแดนภารตะ ที่ทั้งคณะโดย เฉพาะสุภาพสตรี ได้ละลายเงินรูปีไปหลายพัน หลายหมื่น แถมได้การต่อรองแบบมืออาชีพจาก มหาราณีหัวหน้าคณะ ยิ่งทำให้ช็อปกันกระจาย เป็นสุขจากการจ่ายทรัพย์อีกครั้งกันถ้วนหน้าแล้ว คณะของเราก็เดินทางสู่เมือง บัคตาปูร์ ที่บางครั้งหนังสือเดินทางท่องเที่ยวหลายเล่มก็เขียนว่า ภักตะปูร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกาฏมาณฑุไปราว 14 กิโลเมตร

เรามาถึงภักตะปูร์ในช่วงบ่ายอ่อนๆ ไกด์หนุ่มบอกว่า เราต้องเดินขึ้นไปบนเนินเขาเล็กน้อย เนื่องจากเมืองนี้ ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึงประมาณกว่า 1,400 เมตร แม้อากาศจะกำลังสบายๆ แต่ร้านหมวกถักที่อยู่ด้านล่างก่อนเดินขึ้นเนินเขา ก็เย้ายวนให้หลายคนในคณะแวะซื้อ ทั้งด้วยความน่ารักของหมวก และราคาที่ตก อยู่แค่ใบละประมาณ 100 บาทเท่านั้น และที่หมวกถักใบสวยๆมีราคาไม่แพงมากนัก ก็เพราะเมืองนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของงานถักทอ โดยเฉพาะการทำหมวกที่เรียกว่า ภาทคาวันโตปี หรือหมวกแก๊ป (Bhadgaonle Topi or Cap) ถือเป็นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมที่สำคัญนอกเหนือจากการแกะสลักไม้

วัดพัตสะละเทวี หรือ วัดหิน
วัดพัตสะละเทวี หรือ วัดหิน
พระราชวังแห่งภักตะปูร์
พระราชวังแห่งภักตะปูร์

ไม่กี่อึดใจเราก็ขึ้นมาถึงทางเข้าเมืองภักตะปูร์ หรือชื่อดั้งเดิมที่ชื่อว่า ภาทคาวัน (Bhaktapur or Bhadgaon) ที่แปลว่า “เมืองที่ผู้คนภักดีต่อพระผู้ เป็นเจ้า” (City of Devotees)

ข่าวแนะนำ

แม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก แต่ตัวเมืองก็ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ในยุคกลาง โดยเฉพาะร่องรอยความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะที่สะท้อนผ่านงานแกะสลักไม้ งานถักทอ และงานปั้นดินเผา ที่ผู้คนยังคงดำรงไว้เป็นวิถีชีวิตนับแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน

พระราชวัง 55 หน้าต่างในมุมกว้าง
พระราชวัง 55 หน้าต่างในมุมกว้าง
ประตูทองคำ หรือ The Golden Gate
ประตูทองคำ หรือ The Golden Gate

เราเดินผ่าน จัตุรัสภักตะปูร์ ดูบาร์ (Bhaktapur Durbar Square) ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของหมู่พระราชวัง วิหาร และสิ่งก่อสร้าง ต่างๆ ในศิลปะสกุลช่างเนวารีแท้ๆ สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างต่างๆ สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในครั้งอดีต ทำให้ไม่แปลกใจว่า ทำไมเมืองนี้จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับเมืองปะฏัน ที่เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมาแล้วเมื่อวันก่อน

จุดเด่นๆที่สำคัญของเมืองภักตะปูร์ที่ผู้คนอยากมาชมมากที่สุด เห็น จะเป็นพระราชวัง 55 หน้าต่าง ซึ่งสร้างขึ้นโดยกษัตริย์รานจิตมัลละ ในสมัยศตวรรษที่ 18 นอก เหนือจากตำนานที่ว่ากันว่า หน้าต่างทั้ง 55 บาน คือ ที่ๆบรรดาชายาทั้ง 55 นางของพระองค์ ใช้เป็นช่องสำหรับโผล่หน้าออกมาในช่วงที่มีพระราชพิธีที่สำคัญ แล้วสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามอีกอย่าง น่าจะเป็นการแกะสลักไม้ที่ถือได้ว่า มีความละเอียดอ่อนงดงามมาก

หน้าต่าง 55 บาน แห่งพระราชวังซันโตกา
หน้าต่าง 55 บาน แห่งพระราชวังซันโตกา
สิงห์ยักษ์บริเวณจัตุรัสภักตะปูร์
สิงห์ยักษ์บริเวณจัตุรัสภักตะปูร์

สิ่งที่สำคัญโดดเด่น อีกอย่างในบริเวณจัตุรัสภักตะปูร์ ดูบาร์ ก็คือ ประตูทอง หรือ The Golden Gate ซึ่งเป็นประตูทางเข้า “พระราชวังซันโตกา” หรือที่คนเรียกกันติดปากไปเสียแล้ว ว่า พระราชวัง 55 หน้าต่าง ว่ากันว่าเป็นซุ้มประตู ที่มีการแกะสลักอย่างงดงาม ประณีตบรรจงและสมบูรณ์ที่สุดในโลก โดยงานแกะสลักทั้งหมดเป็นงานประติมากรรมแบบนูนสูง สังเกตที่เสาประตูทั้ง 2 ข้าง จะเห็นเป็นรูปเจ้าแม่กาลีปางต่างๆ ด้านละ 5 องค์ ตามประวัติบอกว่า ประตูทองนี้สร้างใน สมัยกษัตริย์ภูบดินทร์ ประมาณปี 2243 แต่ยังสร้างไม่ทันเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พอ มาถึงยุคของกษัตริย์ชายา รันจิต จึงได้ดำเนินการสร้างต่อจนเสร็จในปี 2297 เรียกว่าใช้เวลาสร้างนานกว่า 50 ปีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในบริเวณเดียวกัน ยังมี วัดพัตสะละเทวี หรือที่เรียกว่า วัดหิน วัดนี้นอกจากจะมีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมในยุคกลางแล้ว ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ ระฆังใบใหญ่ใช้ตีบอกเวลา เหมือนๆกับกลองเพลบ้านเรา เรียกว่า Bell of Barking Dogs หรือ ระฆังหมาเห่า แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว

สถูปสวะยัมภูนาถ
สถูปสวะยัมภูนาถ
ลิง..สัญลักษณ์ของวัดลิง
ลิง..สัญลักษณ์ของวัดลิง

ด้านในสุดของพระราชวังเป็นที่ตั้งของสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สุนทรีโฉลก” หรือสระน้ำของกษัตริย์ภักตะปูร์ แต่ละด้านมีกำแพงเป็นแท่นแบบขั้นบันได ขอบสระมีรูปปั้นงูตัวใหญ่ทำด้วยทองเหลือง 2 ตัวนอนทาบไปกับขอบสระ ชูหัวแผ่ แม่เบี้ยตรงหัวบันไดที่กษัตริย์เสด็จลงสรง ข้างๆแม่เบี้ยจะมีฐานศิวลึงค์เพื่อให้กราบไหว้ทุกครั้งก่อนและหลังลงสรง ส่วนล่างลงไปเป็นรูปหัวแพะและเป็น ท่อน้ำที่ไหลตรงมาจากหิมาลัยมาออกตรงปากของแพะพอดี ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แม้จะผ่านกาลเวลามานานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม

คืนสุดท้ายในกาฐมาณฑุ เราจัดงานฉลองให้ คณะที่เกิดในเดือนของการเดินทาง ภายใต้คอนเซปต์อินเดียนไนต์ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดปัญจาบีที่ซื้อหามาจากร้าน Fabindia ขณะที่มหาราณีผู้นำคณะเตรียมการพร้อมสรรพนำติดมาตั้งแต่กรุงเทพฯ เป็นค่ำคืนแห่งความสุขและมิตรไมตรีอันยิ่งใหญ่จากหัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังของความรัก ความศรัทธา

รูปแกะสลักองค์พระพิฆเณศวร..บริเวณประตูทองคำ
รูปแกะสลักองค์พระพิฆเณศวร..บริเวณประตูทองคำ
ระฆังหมาเห่า ที่วัดพัตสะละเทวี
ระฆังหมาเห่า ที่วัดพัตสะละเทวี

ก่อนโบกมือลากาฐมาณฑุ เราแวะไปนมัสการ สถูปสวะยัมภูนาถ หรือ วัดลิง ซึ่งเป็นเจดีย์ของชาวพุทธที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ที่ว่ากันว่าน่าจะมีอายุมากกว่า 2,000 ปี ฝูงลิงจำนวนไม่น้อย ออกมาทักทายก่อนเดินขึ้นสู่องค์สถูปซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สูงประมาณ 77 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลของกาฐมาณฑุ

ไหว้พระขอพรกันเป็นที่เรียบ ร้อย ก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร ด้วยหัวใจที่แข็งแรง หอบหิ้วทั้งสติ ปัญญา และศรัทธา กลับมาต่อสู่กับโลกแห่งความเป็นจริงในเมืองอันวุ่นวายต่อไป.

พระพุทธรูปปูนปั้นด้านบนของสวะยัมภูนาถ
พระพุทธรูปปูนปั้นด้านบนของสวะยัมภูนาถ
พระพุทธรูปบริเวณทางขึ้นวัดลิง
พระพุทธรูปบริเวณทางขึ้นวัดลิง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นมัสเตเสน่ห์เนปาลเที่ยวตามตะวัน

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 21:40 น.