ไลฟ์สไตล์
100 year

จาก 'กาฬโรค' ถึง 'เมอร์ส' ย้อนอดีตโรคติดต่อสุดสะพรึง!!

ไทยรัฐออนไลน์
2 พ.ค. 2557 06:24 น.
SHARE

หลายประเทศในตะวันออกกลางกำลังเผชิญกับโรคติดต่อสายพันธ์ุใหม่ ชื่อว่า กลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ เมอร์ส ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกับโรคซาร์ส ไวรัสตัวนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยรายทั่วโลก โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่มีการพบไวรัสตัวนี้ มีผู้เสียชีวิตถึง 107 ราย และในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ เริ่มมีข่าวพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในภูมิภาคอาเซียนอย่างมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ทั้งสองกรณีล้วนเป็นการไปติดโรคจากประเทศในตะวันออกกลาง ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขในโลก กำลังจับตาดูและศึกษาไวรัสตัวนี้ เพราะมีโอกาสที่มันจะกลายพันธ์ุจนสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้โดยง่ายยิ่งขึ้น แม้องค์การอนามัยโลกจะยืนยันมาตลอดจนถึงตอนนี้ว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นระบาดก็ตาม

เหตุการณ์ไวรัสเมอร์สทำให้นึกย้อนไปถึงความน่าสะพรึงกลัวของการระบาดของโรคร้ายแรงต่างๆ ในอดีต ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบล้านหรือร้อยล้านคนทั่วโลก โดยไทยรัฐออนไลน์จะขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับ โรคติดต่อที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยระบาดไปทั่วโลก และบางชนิดยังพบเห็นอยู่ในปัจจุบันเสียด้วย

ข่าวแนะนำ

 

กาฬโรค

แบคทีเรีย เยอร์ซิเนีย เปสติส เชื้อก่อโรคกาฬโรค
แบคทีเรีย เยอร์ซิเนีย เปสติส เชื้อก่อโรคกาฬโรค

กาฬโรค เป็นโรคที่พบเจอตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และเป็นโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดชนิดไม่มีโรคใดเทียบติด มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 'เยอร์ซิเนีย เปสติส' (Yersinia pestis) โดยมีสัตว์ฟันแทะและหมัดเป็นพาหะนำโรค รวมถึงสามารถแพร่ในอากาศ ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือโดยอาหารหรือวัสดุที่ปนเปื้อน อาการของกาฬโรคขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีเชื้อมากในแต่ละบุคคล เช่น กาฬโรคที่ต่อมน้ำเหลือง (bubonic plague) กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษ (septicemic plague) ในหลอดเลือด กาฬโรคแบบมีปอดบวม (pneumonic plague) หากไม่นับยุคก่อนคริสตกาล การระบาดของกาฬโรคแบ่งได้ 3 ช่วงใหญ่ ได้แก่

ช่วงที่ 1 ยุคกลางตอนต้น เริ่มจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า 'กาฬโรคแห่งจัสติเนียน' ที่จักรวรรดิโรมันตะวันออกในปี ค.ศ. 541-542 เป็นการระบาดครั้งแรกเท่าที่มีการบันทึก และเป็นครั้งแรกที่มีการพบกาฬโรคที่ต่อมน้ำเหลือง โดยคาดกันว่ากาฬโรคซึ่งมีต้นกำเนิดในจีน แพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ กอปรกับนครแห่งนี้มีหนูและหมัดเป็นจำนวนมากจึงระบาดอย่างรวดเร็ว ช่วงที่กาฬโรคระบาดถึงขีดสุด ชาวคอนสแตนติโนเปิลต้องเสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน และสุดท้ายต้องเสียประชากรไปกว่า 40% ต่อมามันแพร่เข้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนในปี ค.ศ. 588 ในดินแดนที่ปัจจุบันคือฝรั่งเศส นักวิจัยประเมินว่า กาฬโรคแห่งจัสติเนียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน จำนวนประชากรในยุโรปลดลงกว่า 50% ในช่วง ค.ศ. 541-700

ช่วงที่ 2 แบล็กเดธ (Black Death) ถึงศตวรรษที่ 19 เหตุการณ์แบล็กเดธเกิดในระหว่างปี ค.ศ. 1347-1351 เริ่มต้นจากประเทศจีนและระบาดตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) และกระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป และแอฟริกา รวมถึงมีปัจจัยเสริมอย่างวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร ทำให้ประชากรโลกในขณะนั้นลดลงจาก 450 ล้านคน เหลือระหว่าง 350-375 ล้านคน จีนเสียประชากรราวครึ่งประเทศจาก 123 ล้านคนเหลือเพียง 65 ล้านคน ยุโรปเสียประชากร 1 ใน 3 จาก 75 ล้านคน เหลือราว 50 ล้านคน ขณะที่แอฟริกาเสียประชากรราว 1 ใน 8 จาก 80 ล้านคน เหลือ 70 ล้านคน จากนั้นกาฬโรคยังคงหลอกหลอนชาวยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียนตลอดศตวรรษที่ 14-17 รวมถึงในโลกมุสลิมช่วงศตวรรษที่ 17-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกหลายล้านคน

ช่วงที่ 3 ศตวรรษที่ 19-20 เริ่มขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1855 และแพร่ระบาดไปทั่วทุกทวีป มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 12 ล้านคน ในอินเดียและจีน ส่วนใหญ่เป็นกาฬโรคชนิดในต่อมน้ำเหลือง และกาฬโรคแบบมีปอดบวม ในช่วงนี้เป็นช่วงที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแบคทีเรีย 'เยอร์ซิเนีย เปสติส' นำไปสู่การคิดวิธีรักษากาฬโรคสมัยใหม่ มีการพัฒนาและทดลองใช้วัคซีนต้านเชื้อกาฬโรคในต่อมน้ำเหลืองเป็นครั้งแรกในปี 1897 ปัจจุบัน กาฬโรคสามารถรักษาหายได้หากตรวจพบเร็ว โดยใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆ

 

ฝีดาษ

ไวรัสก่อโรคฝีดาษ
ไวรัสก่อโรคฝีดาษ

ฝีดาษเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ 'วาริโอลา เมเจอร์' (Variola major) และ 'วาริโอลา ไมเนอร์' (Variola minor) ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า เป็นโรคติดต่อร้ายแรง มีลักษณะเฉพาะคือมีผื่นขึ้นตามตัว ไข้สูง ปวดศีรษะ ชัก และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน มีอัตราการเสียชีวิต 30% เชื่อกันว่าฝีดาษเกิดขึ้นมาบนโลกนี้นานกว่า 10,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดพบในมัมมี่ของฟาโรห์ รามเสส ที่ 5 แห่งอียิปต์โบราณ ซึ่งสวรรคตด้วยโรคนี้ เมื่อ 1,145 ปี ก่อนคริสตกาล และคาดว่าเชื้อเดินทางเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 1 และแพร่กระจายจากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 และเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 735-737 ส่งผลให้ประชากร 1 ใน 3 ของประเทศในขณะนั้นเสียชีวิต

ฝีดาษเป็นโรคที่คุกคามชีวิตมนุษย์โลกยาวนานกว่า 2,000 ปี มันค่อยๆ แพร่เข้าสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 จนกระทั่งในศตวรรษที่ 16 มันก็กลายเป็นโรคที่พบเจอได้ทั่วยุโรป รวมถึงในจีนและอินเดีย และกลายเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของประชากรในหลายประเทศ ก่อนเกิดการระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลกยกเว้นเพียงออสเตรเลียและเกาะเล็กๆ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 โดยในยุโรปแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 ราย เด็กแรกเกิดในสวีเดนราว 10% เสียชีวิตทุกปี ขณะที่จำนวนทารกเสียชีวิตในรัสเซียน่าจะสูงกว่ามาก แต่ไม่มีการบันทึกสถิติ ต่อมามีการพัฒนาวัคซีนต้านโรคฝีดาษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้จำนวนผู้ป่วยในยุโรปและอเมริกาเหนือลดลง และมีการพบไวรัส วาริโอลา ไมเนอร์ ซึ่งทำให้เกิดโรคฝีดาษที่มีอาการเบากว่าเป็นครั้งแรก

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เกิดการระบาดของโรคฝีดาษจากไวรัส วาริโอลา ไมเนอร์ พร้อมๆ กับฝีดาษจากไวรัส วาริโอลา เมเจอร์ ในหลายพื้นที่ของแอฟริกาและในโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 300-500 ล้านราย โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 1967 เพียงปีเดียวก็มีผู้เสียชีวิตจากฝีดาษถึง 15 ล้านคนแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลจากการรณรงค์ฉีดวัคซีนตลอดศตวรรษที่ 19-20 ทำให้ผู้ป่วยฝีดาษทั่วโลกลดลงอย่างมาก และองค์การอนามัยโลกก็ออกประกาศในปี 1979 ว่า โรคฝีดาษถูกกำจัดไปจากโลกนี้แล้ว

 

มาลาเรีย

ปรสิต พลาสโมเดียม ฟอลซิปารัม เชื้อก่อโรคมาลาเรีย
ปรสิต พลาสโมเดียม ฟอลซิปารัม เชื้อก่อโรคมาลาเรีย

มาลาเรีย หรือไข้จับสั่น เป็นโรคที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ สาเหตุคือ ปรสิตโปรโตซัว สกุล 'พลาสโมเดียม' (Plasmodium) ก่อให้เกิดอาการป่วยทั่วไป เช่น มีไข้และปวดศีรษะ แต่กรณีที่ติดเชื้อรุนแรง อาการอาจหนักถึงโคม่า หรือเสียชีวิตได้ มาลาเรียพบมากในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มักพบในพื้นที่ชนบทมากกว่าในเมือง เช่นหลายเมืองแถบลุ่มแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทบเรียกได้ว่าปลอดเชื้อมาลาเรีย แต่โรคนี้กลับปรากฏในเขตชานเมืองหลายแห่ง รวมถึงบริเวณตะเข็บชายแดนและแนวป่า ตรงข้าม มาลาเรียในแอฟริกาปรากฏทั้งในชนบทและในเมือง แต่ความเสี่ยงในเมืองที่ใหญ่มีน้อยกว่า

เมื่อปี 2010 องค์การอนามัยโลก (ฮู) ประเมินว่าในปีนั้นมีผู้ป่วยมาลาเรีย 219 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้เสียชีวิตกว่า 660,000 ราย แต่สถาบันอื่นๆ เชื่อว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยระหว่าง 350-550 ล้านคน และเสียชีวิตถึง 1.24 ล้านคน เพิ่มจากประมาณ 1 ล้านคนในปี 1990 โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี นอกจากนี้ ฮูเคยเตือนด้วยว่า ทุกปีจะมีสตรีมีครรภ์ 125 ล้านคน ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ ทะเลทรายซาฮารา เสี่ยงติดโรคมาลาเรีย และมีทารกตายจากการติดเชื้อมาลาเรียผ่านมารดาถึงปีละ 200,000 ราย ส่วนในยุโรปตะวันตกแต่ละปีจะมีผู้ป่วยมาลาเรียเฉลี่ยปีละ 10,000 คน ในสหรัฐอมเริกา อยู่ที่ปีละ 1,300-1,500 คน จำนวนผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียในยุโรประหว่างปี 1993-2003 มีประมาณ 900 ราย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจากมาลาเรียลดน้อยลงมา โดยฮูระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียในปี 2010 ลดลงจากปี 2000 ราว 1 ใน 3 จากการใช้มุ้งกันยุงและการใช้ยาต้านมาลาเรีย ชื่อ 'อาตีมิซินิน' (artemisinin) อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตในทวีปแอฟริกายังสูงมาก มีอัตราการเสียชีวิตถึง 85-90% และจากทำแผนที่การระบาดของปรสิต พลาสโมเดียม สปีชีส์ 'ฟอลซิปารัม' (P. falciparum) ในปี 2010 พบว่า มีประมาณ 100 ประเทศที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย และทุกๆ ปีจะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ และมากกว่า 30,000 คน จะติดโรคมาลาเรีย

 

อหิวาตกโรค

แบคทีเรีย ไวบริโอ คอเลอรา เชื้อก่อโรคอหิวาฯ
แบคทีเรีย ไวบริโอ คอเลอรา เชื้อก่อโรคอหิวาฯ

อหิวาตกโรค หรือ โรคห่า เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 'ไวบริโอ คอเลอรา' (Vibrio cholerae) ที่ลำไส้เล็ก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการท้องร่วง อาเจียน ร่างกายจะขับน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ภาวะขาดน้ำ เสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย กระทั่งเสียชีวิต การติดต่อเกิดจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้ออหิวาฯ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ โรคอหิวาฯ ระบาดครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ. 1817 (จนถึง 1824) เชื่อว่าเกิดจากสภาพการใช้ชีวิตที่แร้นแค้น รวมถึงแหล่งน้ำที่มียังเป็นน้ำนิ่ง เหมาะแก่การเติบโตของเชื้ออหิวาฯ ปีเดียวกัน โรคนี้แพร่กระจายสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, จีน, ญี่ปุ่น, ตะวันออกกลาง และทางใต้ของรัสเซีย ผ่านเส้นทางค้าขายทั้งทางบกและทะเล

ส่วนการระบาดครั้งที่ 2 เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1827-1835 ที่สหรัฐฯ และยุโรป จากความก้าวหน้าด้านการขนส่งและการค้าโลก การระบาดครั้งที่ 3 เกิดในปี ค.ศ. 1839-1856 โรคนี้แพร่กระจายสู่แอฟริกาเหนือจนถึงอเมริกาใต้ ก่อนจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราในการระบาดครั้งที่ 4 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863-1875 การระบาดครั้งที่ 5 และ 6 เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1881-1896 และ 1899-1923 แต่การระบาดในช่วงนี้มีผู้เสียชีวิตน้อย เนื่องจากโลกเข้าใจแบคทีเรียก่อโรคอหิวาฯ มากขึ้น และการระบาดครั้งสุดท้ายเกิดในอินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 1961 และพบอหิวาฯ สายพันธ์ุใหม่ เรียกว่า เอล ตอร์ (El Tor) ซึ่งยังคงพบเจอในประเทศกำลังพัฒนาในปัจุบัน

จากโรคท้องถิ่น อหิวาฯ กลายเป็นหนึ่งในโรคที่แพร่กระจายและเป็นอันตรายต่อชีวิตมากที่สุดในยุคศตวรรษที่ 19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบล้านคน ที่รัสเซียระหว่างปี ค.ศ. 1847-1851 ประชาชนมากกว่าล้านคนเสียชีวิตเพราะโรคนี้ อหิวาฯ ยังคร่าชีวิตชาวอเมริกันถึง 150,000 คน ในการระบาดครั้งที่ 2 กลายเป็นโรคแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วย และระหว่างปี ค.ศ. 1900-1920 มีผู้เสียชีวิตเพราะโรคอหิวาฯ ราว 8 ล้านคนในอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอหิวาฯไม่ใช่โรคที่เป็นภัยคุกคามในยุโรปและอเมริกาเหนืออีกแล้ว เพราะมีระบบการกรองน้ำและการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนในระบบน้ำประปา แต่อหิวาฯ ยังส่งผลกระทบในประเทศที่กำลังพัฒนา

 

เอดส์

ไวรัส HIV
ไวรัส HIV

เอดส์ เกิดจากไวรัส เอชไอวี (HIV) ตระกูลเรโทรไวรัส เป็นสาเหตุทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือระบบภูมิต้านทานล้มเหลว ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมายอันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ติดต่อได้ทางเลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในร่างกาย หรือน้ำนม ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหากไม่ได้รับการรักษาจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 9-11 ปี จัดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่ง ที่ยังพบได้มากในปัจจุบัน และยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับรักษาโดยเฉพาะด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในหลายพื้นที่ของโลก เอดส์กลายเป็นโรคเรื้อรังมากกว่าโรคที่ทำให้ถึงตาย โดยกระบวนการรักษาที่เรียกว่า การบำบัดด้วยยาต้านเรโทรไวรัสที่มีประสิทธิภาพรุนแรง (HAART) และการป้องกันที่เหมาะสม สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 80%

โรคเอสด์ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1981 ในสหรัฐอเมริกา ในกลุ่มผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันและคนรักร่วมเพศ โดยพวกเขามีอาการของโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ นิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ (Pneumocystis jirovecii) ซึ่งพบได้ในคนที่มีภูมิต้านทานบกพร่องอย่างมากเท่านั้น ก่อนที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของโรคมะเร็งผิวหนังหายากที่เรียกว่า 'คาโปซี' (Kaposi's sarcoma) จากนั้นจำนวนผู้ป่วยสองโรคนี้ในสหรัฐฯ มากขึ้น ส่งผลให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ต้องจัดตั้งเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจขึ้นมาติดตามการระบาดครั้งนี้ โดยตั้งชื่อโรคว่า โรคความคุ้มกันบกพร่องอันเกี่ยวเนื่องกับคนรักร่วมเพศ (GRID) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเอดส์ (AIDS: กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม) ในปี ค.ศ. 1982 เมื่อพบว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มเกย์เท่านั้น และชื่อเดิมทำให้เข้าใจผิด

ตั้งแต่พบโรคเอดส์ใน ค.ศ. 1981 จนถึง ค.ศ. 2009 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคร้ายนี้แล้วเกือบ 30 ล้านคน ขณะที่ในปี ค.ศ. 2012 มีการประเมินว่า ในปีนั้นมีผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่โดยมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายทั่วโลกประมาณ 35.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาย 17.2 ล้าน, ผู้หญิง 16.8 ล้าน และอีก 3.4 ล้านคน เป็นผู้มีอายุไม่เกิน 15 ปี ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 2010 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ราว 1.8 ล้านคน โดยกว่า 66% อยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยเอดส์มากที่สุด 22.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 68% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในปี 2010 ขณะที่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นลำดับ 2 มีผู้ติดเชื้อ 4 ล้านคน จากประชากร 30 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 250,000 คน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตะวันออกกลางเมอร์สโคโรนาไวรัสซาร์สซาอุดีอาระเบียกาฬโรคฝีดาษมาลาเรียอหิวาตกโรคเอดส์สกู๊ปออนไลน์ไทยรัฐโรคติดต่อโรคระบาด

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2564 เวลา 20:41 น.