ข่าว
100 year

“ประชาธิปัตย์” กลับลำ แก้ขัดแย้งได้จริงหรือ?

1 พ.ค. 2557 16:41 น.
SHARE

จากปรากฏการณ์ที่อยู่ๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็โดดเข้ามาเสนอตัวขอเป็น “ตัวช่วย” ในการไขปัญหาวิกฤติของประเทศในเวลานี้ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันใน Social Media โดยเฉพาะจากแฟนคลับของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่กำลังสับสนกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์

ต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ท่วงทำนองการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่ม กปปส.ที่มีนายสุเทพเป็นแกนนำ ในห้วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา มีความสอดคล้องกันเกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เช่น การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่ม กปปส.ประกาศคัดค้านการเลือกตั้งจนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายได้ จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด เป็นต้น

ต่อมาเมื่อ กกต.กำลังรวบรวมและระดมความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีแนวโน้มว่า วันที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้งใหม่คือวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ค.หรือภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หาก กกต.กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 20 ก.ค.ตามที่ประกาศภายหลังการหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี การเปิดรับสมัครเพื่อรับเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อน่าจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-30 พ.ค. และแบบแบ่งเขตระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย.นี้

หมายความว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ ก็น่าจะมีข้อสรุปได้โดยเร็ว ไม่ว่าจะด้วยการเจรจาของคู่ขัดแย้งต่างๆ การวินิจฉัยและตัดสินคดีความต่างๆ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขว่า มวลชนของฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลจะต้องยอมรับในคำวินิจฉัยตัดสินขององค์กรอิสระเหล่านี้ด้วย ไม่เช่นนั้น ก็เป็นเรื่องยากที่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้จะเกิดขึ้นได้ด้วยความเรียบร้อย

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองบีบคั้นเข้ามาเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยมาตลอด ย่อมถูกจับตาว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจในความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจของพรรค ไม่ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ เป็นการแสดงว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามแล้วที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการหาทางออกให้กับวิกฤตของประเทศ หากไม่ประสบความสำเร็จ ก็สามารถที่จะตอบสังคมได้ว่า พรรคได้พยายามแล้ว แต่ไม่ได้ความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่เห็นว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศ ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ จะทำให้แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์กลับไปสอดคล้องกับแนวทางของ กปปส.อีกครั้ง

ในทางกลับกัน หากพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็อาจจะใช้เหตุผลของความพยายามในการเคลื่อนไหวหาทางออกให้กับประเทศว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค ถือเป็นอีกแนวทางที่จะแก้วิกฤติประเทศภายใต้กรอบกติกาของรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งที่ไม่หวังผลการแพ้ชนะ หรือแม้กระทั่งตัวหัวหน้าพรรคหรือนายอภิสิทธิ์เอง ก็อาจจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งตามที่ประกาศไว้

เพราะจากการประเมินแล้ว หากมีการเลือกตั้งในระบบเดิม โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับชัยชนะเข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่นายอภิสิทธิ์จะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งร่วมกับลูกพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ เพราะรู้ดีว่า รัฐบาลที่จะมีขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งไม่ครบวาระอันเนื่องมาจากว่าจะต้องตอบสนองกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองที่มาจากทุกฝ่าย

การตัดสินลงสมัครรับเลือกตั้งโดยหัวหน้าพรรคไม่ลงสมัครด้วยนั้น ย่อมเป็นการตัดสินใจที่มวลชนของ กปปส.น่าจะยอมรับได้ แต่ความพยายามที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ น่าจะยังมีอยู่หากยังไม่มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งตามจุดยืนของการชุมนุมในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ดังนั้น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวทางของการเมืองของนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตายิ่ง เพราะหากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ในขณะนี้แล้ว ถือว่า เป็นความเคลื่อนไหวแบบไฟต์บังคับที่ไม่ทำก็ไม่ได้ แต่ทำแล้วจะได้ผลแค่ไหน คงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญเท่าใดนัก

เนื่องจากเป้าหมายจริงๆ คือการทำให้สังคมไทยเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังคงมีความพยายามที่จะหาทางออกให้กับวิกฤติประเทศ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากที่เป็นตัวปัญหา ให้กลายเป็นตัวช่วย และไม่ว่าผลของการเคลื่อนไหวจะออกมาเช่นใด พรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีแต่ได้กับได้

นับเป็นยุทธศาสตร์ “ร่วมกันเดิน แต่แยกกันตี” ของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม กปปส.ที่ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ การลดอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายใน “ระบอบทักษิณ” ไม่ให้ “กินรวบอำนาจ” เช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วทุกครั้งที่เครือข่ายทักษิณเข้ามาเป็นแกนนำในรัฐบาล แต่ใช้วิธีการที่แตกต่างกัน

ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน คงไม่สามารถเห็นคำตอบได้ในช่วงเวลาเพียงปีหรือ 2 ปี แต่อาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5-10 ปีหรือนานกว่านั้น....

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คิดจาก Social Mediaชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประชาธิปัตย์สุเทพ เทือกสุบรรณกปปส.ม็อบการเมืองกกต.ศาลรัฐธรรมนูญยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้