ข่าว
100 year

โหมโรงนัดชิงยูฟ่า ชปล.! เจาะเส้นทางก่อนถึงแชมป์ 'ราชัน' ตะบัน 'ตราหมี'

ไทยรัฐออนไลน์2 พ.ค. 2557 11:08 น.
SHARE

ศึกลูกหนังยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2013-14 เพื่อชิงความเป็นยอดทีมของยุโรป ได้คู่ชิงเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งฤดูกาลนี้เป็นปีของทีมจากเมืองหลวงของสเปนอย่างแท้จริง และยังเป็นครั้งแรกที่รอบชิงชนะเลิศเป็นการเจอกันของทีมที่มาจากเมืองเดียว โดย "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ที่ต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์สูงสุด 10 สมัย จะปะทะกับ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด ทีมเพื่อนบ้านที่ต้องการปลดแอกคว้าถ้วยใบนี้เป็นสมัยแรก และนี้คือเส้นทางของทั้งสองทีม ก่อนจะมาดวลกันในแมตช์ประวัติศาสตร์ วันที่ 24 พฤษภาคมนี้...

 

เรอัล มาดริด

เรอัล มาดริด

ฉายา : ราชันชุดขาว

ลีก : ลาลีกา (สเปน)

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ (อิตาลี)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

-แชมป์ 9 สมัย (1956,1957,1958,1959,1960,1966,1998,2000,2002)


-เข้ารอบชิงชนะเลิศ 4 ครั้ง (1962,1964,1981,2014)

สถิติการลงสนามในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2013-14 : เล่น 12 นัด ชนะ 10 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิง 37 ประตู

สถิติการทำฟาล์ว : 107 ครั้ง (1 ใบแดง,19 ใบเหลือง)

นักเตะที่ทำประตูสูงสุดในทีม

คริสเตียโน โรนัลโด (โปรตุเกส) ยิง 16 ประตู จากการลงสนาม 873 นาที

นักเตะที่ทำแอสซิสต์สูงสุดในทีม

คาริม เบนเซมา (ฝรั่งเศส) แอสซิตส์ 5 ครั้ง จากการลงสนาม 834 นาที

อังเกล ดิ มาเรีย (อาร์เจนตินา) แอสซิตส์ 5 ครั้ง จากการลงสนาม 702 นาที

นักเตะที่รับใบเหลืองมากที่สุดในทีม

ชาบี อลอนโซ (สเปน) รับ 3 ใบเหลือง (ทำฟาล์ว 13 ครั้ง) จากการลงสนาม 658 นาที

ลูกา โมดริช (โครเอเชีย)รับ 3 ใบเหลือง (ทำฟาล์ว 9 ครั้ง) จากการลงสนาม 851 นาที

นักเตะที่รับใบแดงมากที่สุดในทีม

เซร์คิโอ รามอส (สเปน) 1 ใบแดง จากการลงสนาม 801 นาที

เรอัล มาดริด อกหักจากรอบรองชนะเลิศมา 3 ฤดูกาลซ้อน แต่ไม่ใช่สำหรับปีนี้ที่พวกเขาสามารถเอาชนะแชมป์เก่า "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศ ได้ทั้งไปและกลับ โดยเฉพาะในนัดล่าสุดที่พวกเขาบุกไปเอาชนะได้แบบขาดลอย 4-0 ทำให้มีสกอร์รวมสองนัดชนะ 5-0 สร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี

ในรอบแบ่งกลุ่ม "ราชันชุดขาว" ได้อยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ กาลาตาซาราย,ยูเวนตุส และ เอฟซี โคเปนเฮเกน ซึ่งพวกเขาก็คว้าตั๋วเข้ารอบมาได้อย่างงดงาม ในฐานะแชมป์ของกลุ่มและยังเป็น 1 ใน 2 ทีมที่ไม่แพ้ใครในรอบนี้ โดยลงสนาม 6 นัด ชนะ 5 เสมอ 1 เก็บ 16 คะแนน ยิงไปทั้งหมด 20 ประตู นับเป็นสถิติการทำประตูในรอบแบ่งกลุ่มที่เยอะที่สุดในรายการนี้เทียบเท่า แมนฯยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1998-99 และ บาร์เซโลนา ในฤดูกาล 2011-12

เรอัล มาดริด พบ กาลาตาซาราย ในเกมรอบแบ่งกลุ่ม

รอบ 16 ทีมสุดท้าย มาดริด ถูกจับมาพบกับ "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก 04 สโมสรจากลีกบุนเดสลีกา เยอรมัน ซึ่งยอดทีมกรุงมาดริด ก็ไม่ทำแฟนๆผิดหวังสร้างผลงานเป็นทีมเดียวในรอบ 16 ทีมที่ยิงประตูได้ถึง 6 ลูกในเกมเดียว จากนัดที่บุกไปเอาชนะ ชาลเก 6-1 และเมื่อรวมจากการคว้าชัยในบ้านอีก 3-1 ก็ทำให้ทีมจากสเปนชนะขาดลอยผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยสกอร์ 9-2

เรอัล มาดริด ในรอบ 16 ทีม

มาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือ รอบ 8 ทีมสุดท้าย มาดริด ถูกจับมาเจอกับคู่ปรับเก่าที่เคยเขี่ยพวกเขาตกรอบไปในปีก่อนอย่าง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมรองแชมป์ฤดูกาล 2012-13 ซึ่งในเกมนัดแรกที่บ้านของพวกเขา ซานติอาโก เบร์นาเบว เรอัล มาดริด สามารถเอาชนะไปได้อย่างงดงาม 3-0 จากผลงานของ แกเร็ธ เบล , อิสโก และ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ยิงฉลองการลงสนามในรายการนี้เป็นนัดที่ 100

เรอัล มาดริด พบกับ ดอร์ทมุนด์ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ทว่าในนัดที่ 2 ซึ่งเป็นการลงเล่นที่รัง ซิกนัล อิดูนา พาร์ค มาดริด ที่ไร้ โรนัลโด ก็หวิดจะต้องเจอกับฝันร้าย เมื่อลูกทีมของกุนซือ เจอเกน คล็อป โชว์พลังหนีตายไล่ตะบบเอาชนะไป 2-0 จากผลงานสองประตูจาก มาร์โก รอยส์ ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้นัดแรกของพวกเขาใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซีซั่นนี้ แต่ยังดีที่บุญเก่าช่วยไว้ให้ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยสกอร์รวม 3-2

มาร์โก รอยส์ ยิงสองประตูในนัดที่ 2 แต่ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบ

สำหรับรอบรองชนะเลิศ "ราชันชุดขาว" ก็ยังไม่วายต้องเจอกับศึกหนักเมื่อมีคู่แข่งเป็นพี่บิ๊ก "เสือใต้" บาเยิร์นฯ แชมป์เก่าที่เพิ่งฉลองแชมป์ลีกของตัวเองไปหมาดๆ แต่ในที่สุดแล้ว เรอัล มาดริด ก็ผ่านเข้าสู่รองชิงชนะเลิศไปได้ด้วยชัยชนะอันงดงาม ลุ้นสร้่างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 10 และยังเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะคว้าทริปเบิลแชมป์ในปีนี้ โดย โรนัลโด เจ้าของสถิติใหม่ยิงเยอะที่สุดในฤดูกาลเดียวจะมีโอกาสคว้าถ้วยแชมป์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นครั้งแรก 

เซร์คิโอ รามอส ยิงสองประตูให้ เรอัล มาดริด ในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2

 

แอตเลติโก มาดริด

แอตเลติโก มาดริด

ฉายา : ตราหมี

ลีก : ลาลีกา (สเปน)

ผู้จัดการทีม : ดิเอโก ซิเมโอเน (อาร์เจนตินา)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

- เข้ารอบชิงชนะเลิศ 1 ครั้ง (1974 )

สถิติการลงสนามในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2013-14 : เล่น 12 นัด ชนะ 9 เสมอ 3 แพ้ 0 ยิง 24 ประตู

สถิติการทำฟาล์ว : 169 ครั้ง ( 0 ใบแดง, 25 ใบเหลือง)

นักเตะที่ทำประตูสูงสุดในทีม

ดิเอโก คอสตา (สเปน) ยิง 7 ประตู จากการลงสนาม 495 นาที

นักเตะที่ทำแอสซิสต์สูงสุดในทีม 

กาบี เฟร์นันเดซ (สเปน) แอสซิสต์ 4 ครั้ง จากการลงสนาม 990 นาที

นักเตะที่รับใบเหลืองมากที่สุดในทีม

ฆวนฟราน ตอร์เรส (สเปน) รับ 4 ใบเหลือง (ทำฟาล์ว 10 ครั้ง) จากการลงสนาม 900 นาที

นักเตะที่รับใบแดงมากที่สุดในทีม : ไม่มีนักเตะที่ได้รับใบแดงจากทัวร์นาเมนต์ฤดูกาลนี้

รอบแบ่งกลุ่ม "ตราหมี" ถูกจับไปอยู่กลุ่ม จี ร่วมกับ เซนิตฯ,เวียนนา และ ปอร์โต ซึ่งถือไม่เกินความสามารถ โดยพวกเขาสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ในฐานะแชมป์ของกลุ่ม พร้อมสถิติไร้พ่าย เล่น 6 นัด ชนะ 5 เสมอ 1 ยิงไป 15 ประตูมี 16 คะแนน ทิ่้งห่าง เซนิตฯ ที่เข้ารอบในฐานะอันดับที่ 2 ถึง 10 แต้ม

รอบแบ่งกลุ่มของ แอต.มาดริด

รอบ 16 ทีมสุดท้าย แอต.มาดริด ก็เจอกับของแข็งอย่าง "ปิศาจแดงดำ" เอซี มิลาน ที่มีดีกรีเป็นแชมป์รายการนี้ 7 สมัย โดยในนัดแรกที่สนาม ซาน ซีโร ยอดทีมแดนกระทิงดุก็บุกไปคว้าชัยได้ก่อน 1-0 จากผลงานของ ดิเอโก คอสตา ขณะที่นัดสองในบ้านของพวกเขาเอง แอต.มาดริด ก็จัดการย้ำชัยยิงเพิ่มไปอีก 4-1 จาก คอสตา ที่เหมาสองประตูเปิดปิด ต่อด้วย อาร์ดา ตูราน และ ราอูล การ์เซีย ขณะที่ มิลาน มาได้หนึ่งประตูจาก ริคาร์โด กากา ส่งผลให้ แอต.มาดริด ผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-1

แอต.มาดริด พบกับ เอซี มิลาน

รอบ 8 ทีมสุดท้าย แอต.มาดริด ก็ยังมีดวงต้องมาเจอกับทีมแชมป์เก่าโดยคราวนี้เป็นทีมร่วมลีกอย่าง "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา แชมป์ 4 สมัย ในเกมแรกที่รัง คัมป์นู แอต.มาดริด ก็หวิดจะคว้าชัยหลังได้ประตูขึ้นนำจาก ดิเอโก คอสตา แต่ บาร์ซา ก็ไม่ยอมได้ เนย์มาร์ ช่วยยิงประตูคืนทำให้เสมอกันไปก่อนที่ 1-1 และในนัดที่สองที่กลับมาเล่นในบ้าน "ตราหมี" ก็โชว์เกมรับอันเหนือชั้นผนึกเกมรุกของ บาร์ซา ได้อยู่หมัดแถม โกเก ยังทำประตูสำคัญตั้งแต่ต้นเกม ทำให้คว้าชัยไป 1-0 ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 2-1

แอต.มาดริด ทำเกมบุกของ บาร์ซา พังย่อยยับ

ในรอบรองชนะเลิศ แอตเลติโก มาดริด ถูกจับไปพบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี แชมป์ปี 2011-12 และยังเป็นรองแชมป์ ยูโรปา ลีก ในซีซั่นที่ผ่านมา ก็ทำเอากองเชียร์ลุ้นใจหายใจคว่ำ หลังจากนัดแรกทำได้แค่เปิดบ้านเสมอ 0-0 และเมื่อมาถึงนัดที่สอง ณ สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ แอต.มาดริด ก็เจออดีตเด็กปั้นเล่นงานเมื่อ เฟร์นันโด ตอร์เรส ซัดประตูพา เชลซี ออกนำไปก่อน 1-0

เฟร์นันโด ตอร์เรส ยิงประตูทีมเก่า แต่ก็ไม่ทำให้เชลซี เข้ารอบ

แต่หลังจากนั้น แอต.มาดริด ก็โชว์ความเด็ดขาดที่เหนือกว่าถลุงคืน 3 ประตูรวดจาก เอเดรียน โลเปซ,ดิเอโก คอสตา และ อาร์ดา ตูราน ทำให้คว้าชัยในนัดนี้ไป 3-1 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี และยังเป็นทีมเดียวในศึกแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ที่ยังไม่แพ้ใครตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม จนถึงรอบน็อคเอาท์ที่ผ่านมา โดยเสียประตูไปแค่ 6 ลูกเท่านั้น และนับเป็นการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของพวกเขาหลังจากครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน

 

สถิติการพบกัน

เนื่องจากเป็นทีมในลีกเดียวกันทำให้ เรอัล มาดริด มีโอกาสปะทะแข้ง แอตเลติโก มาดริด อย่างโชกโชนถึง 46 นัด แบ่งเป็นบอลลีก 38 นัด และเป็นบอลถ้วย 8 นัด ซึ่งการพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมต้องนับถอยหลังไปถึงฤดูกาล 1958-1959 ในเกมยูโรเปียน คัพ โดยการพบกันทั้ง 3 นัดในซีซั่นนั้น มาดริด สามารถเอาชนะได้ 2 นัด แอต.มาดริด ชนะ 1 นัด และเมื่อนับมาจนถึงปัจจุบัน "ราชันชุดขาว" สามารถคว้าชัยไปได้ทั้งหมด 31 นัด (บอลลีก 25 นัด,ถ้วย 6 นัด) ซึ่งการคว้าชัยนัดล่าสุดของพวกเขาคือศึก โกปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศฤดูกาลนี้ที่พวกเขาสามารถเอาชนะได้ทั้งไปและกลับ 3-0 และ 2-0

เรอัล มาดริด ดวลกับ แอตเลติโก มาดริด ในเกมลีกครั้งล่าสุด

ขณะที่ทีม "ตราหมี" เองสามารถเก็บชัยชนะจากการพบกันไปได้ทั้งหมด 5 นัด (บอลลีก 3 นัด,บอลถ้วย 2 นัด) โดยเกมล่าสุดที่พวกเขาทำได้คือการบุกไปเอาชนะ เรอัล มาดริด ในศึก ลาลีกา สเปน เมื่อช่วงต้นฤดูกาล 1-0 สำหรับผมเสมอทั้งสองทีมเสมอกันไป 10 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดก็เมื่อไม่นานมานี้ในเกม ลาลีกา วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา แอต.มาดริด เปิดบ้านเสมอกับ เรอัล มาดริด ไป 2-2

 

สังเวียนตัดสินยอดทีมแชมป์ยุโรป

สำหรับเกมนัดสำคัญแบบนี้การจะเลือกไปลงเตะที่บ้านของทีมใดทีมหนึ่งก็ย่อมจะไม่ยุติธรรมสำหรับอีกฝ่าย ซึ่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ปี 2012 ทาง สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ "ยูฟ่า" ก็ได้เลือกที่จะให้ เอสตาดิโอ ดา ลุซ รังเหย้าของ"เหยี่ยวลิสบอน" เบนฟิกา เป็นสนามที่ใช้จัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปี 2014 นี้

ชื่อ : เอสตาดิโอ ดา ลุช (สเตเดียม ออฟ ไลท์)

ที่ตั้ง : กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

เจ้าของ : เบนฟิกา

ก่อสร้าง : ปี 2003

ใช้งาน : 25 ตุลาคม 2003

ความจุ : 65,647 ที่นั่ง

สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุช ( Estadio da Luz ) มาจากชื่อเดิมว่า Igreja de Nossa Snhora Da Luz หรือ "โบสถ์พระแม่มารีย์" แต่แฟนๆเบนฟิกาเรียกกันสั้นๆว่า "ดา ลุซ" (แสงสว่าง) ทำให้เป็นที่จดจำกันในชื่อว่า เอสตาดิโอ ดา ลุซ ในที่สุด

สำหรับสังเวียนแห่งนี้ถูกก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1954 มีความจุถึง 120,000 ที่นั่ง ซึ่งนับว่าเป็นสนามที่มีความจุมากที่สุดเป็นอันดับที่ 21 ของยุโรป แต่ด้วยสภาพที่ทรุดโทรมทำให้ในปี 2003 ได้มีการทุบทำลายเพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ตามมาตรฐานสนามระดับ 4 ดาวของยูฟ่า มีความจุ 65,647 ที่นั่งและเคยรองรับผู้ชมได้สูงสุด 65,400 ที่นั้ง ในวันที่ 25 ตุลาคมปี 2003 ซึ่งเป็นวันเปิดใช้งานสนามแบบใหม่วันแรก

โดยสนามแห่งใหม่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกนามว่า ดามอน ลาเวลล์ ที่ต้องการมุ่งเน้นให้สนามมีแสดงสว่างและโปร่งแสงตามชื่อ เอสตาดิโอ ดา ลุช (สเตเดียม ออฟ ไลท์) และเป็นหนึ่งในสุดยอดสนามที่คอบอลอยากจะไปสัมผัสบรรยากาศสักครั้ง โดยเฉพาะในเกมเหย้าของเบนฟิกา ที่ทุกนัดจะมี "เหยี่ยว" สัตว์นำโชคของสโมสรบินลงมาที่สนาม

สำหรับผลงานบนสังเวียนระดับนานาชาติ สนาม ดาลุซ​ เคยถูกใช้จัดเกมสำคัญอย่างนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2004 ขณะที่กรุงลิสบอน เองก็เคยได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพนัดชิงฟุตบอลแชมเปียนส์ลีก ในปี 1967 หรือชื่อเดิมคือ ยูโรเปียนคัพ ซึ่งครั้งนั้นเล่นกันที่สนามเนชั่นแนล สเตเดียม ผลปรากฏว่า กลาสโกว์ เซลติก เอาชนะ อินเตอร์ มิลาน ไปได้ 2-1 และในปีนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี ที่เมืองแห่งนี้จะถูกใช้เป็นสังเวียนตัดสินของสองทีมดังจากสเปน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศเอสตาดิโอ ดา ลุชตราหมีแอตเลติโก มาดริดราชันชุดขาวเรอัล มาดริด

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้