ข่าว
100 year

ฉากอนาคตเมืองไทย ไร้สงครามกลางเมือง

1 พ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า สถานการณ์การเมืองไทยแนวโน้มมีฉากอนาคตแบบเกิดงครามกลางเมืองกับแบบไม่เกิด ซึ่งก็อ้างเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด หรือทำให้ไม่เกิดได้ด้วยกันทั้งคู่

เหตุปัจจัยที่จะทำให้ไม่เกิดสงครามกลางเมือง เริ่มจาก...เจตนารมณ์ของสังคม ทุกภาคส่วนของสังคมล้วนเรียกร้องความไม่รุนแรงและใฝ่หาสันติ ศาสนาทุกศาสนาก็รวมตัวกันสวดเพื่อสันติภาพ เจตนารมณ์ของสังคมมีผลอย่างสำคัญต่อความเป็นไปในสังคม

ถัดมา...ประวัติศาสตร์แห่งการหลีกเลี่ยงความสูญเสียใหญ่ ประเทศไทยมีเส้นทางแห่งการหลีกเลี่ยงความสูญเสียใหญ่มาตลอด เช่น เหตุการณ์ ร.ศ.112 การปฏิวัติสยาม...วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ญี่ปุ่นบุกไทย เมื่อปี 2484...ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์เรื่องคอมมิวนิสต์

ปัจจัยที่สาม...ความยับยั้งชั่งใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีความรุนแรงด้วยวาจาและความรุนแรงทางการกระทำประปราย แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ สองฝ่ายที่ขัดแย้งพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกัน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็พยายามไม่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ ซึ่งอาจทำให้ความรุนแรงลุกลาม และ ปัจจัยสุดท้าย...ปราศจากความรุนแรงโดยรัฐ (State violence) ถ้าดูความรุนแรงในโลกที่รุนแรงมาก เพราะเป็นความรุนแรงโดยรัฐ

เช่น สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาที่คนตายกว่า 600,000คน, การเข่นฆ่าคอมมิวนิสต์โดยกองทัพอินโดนีเซียในปี ค.ศ.1965 ที่มีคนถูกฆ่าตายไป 500,000 คน, สงครามระหว่างสิงหลกับทมิฬในศรีลังกาที่ยืดเยื้อถึง 25 ปี และสงครามกลางเมืองในรวันดา เมื่อ ค.ศ.1994 ที่มีคนถูกฆ่าตายถึง 800,000 ภายใน 2 เดือน

“...ของไทยจะเห็นว่ากองทัพวางตัวดีที่ไม่ทำรัฐประหารและไม่เป็นเครื่องมือที่จะปราบปรามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างรุนแรง แต่จะเป็นเครื่องมือระงับความรุนแรง ถ้ารัฐไม่เป็นผู้ก่อความรุนแรงเสียเอง ความรุนแรงก็จะไม่รุนแรงมาก...นี่เป็นที่มาของฉากอนาคตแบบไม่เกิดสงครามกลางเมือง”

กระนั้นก็อย่าชะล่าใจ ศ.นพ.ประเวศบอกว่า ต้องระวังอย่าให้ไปถึงจุดพลิกผัน

“...ที่ว่าไม่เกิดมันอาจจะเกิดก็ได้ ถ้าไปถึงจุดพลิกผัน ชีวิตของเพื่อนมนุษย์ทุกคนมีค่า ไม่ควรจะคิดทำอะไรที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทุกฝ่ายจะต้องมีสติไตร่ตรองดูให้ดีๆว่า ทำอะไรลงไปแล้วจะนำสังคมไทยไปสู่จุดพลิกผัน กระดานหกขึ้นมาทันที พลิกจากไม่มีสงครามกลางเมืองไปสู่เกิดสงครามกลางเมืองได้หรือไม่ แม้ยังมองไม่เห็นทางออก ถ้าพยายามดำรงสันติวิธีไว้ ในที่สุดจะมีทางออก...”

ประเด็นต่อมา...สังเคราะห์เรื่องดีๆที่เกิดจากการทะเลาะกัน “ในยามระเบิดอารมณ์ทะเลาะกันอาจมีถ้อยคำหยาบคายบ้าง คำที่ไม่เป็นความจริงบ้าง และมีการกล้าพูดความรู้สึกลึกๆ ซึ่งตามปกติไม่กล้าพูด หรือที่เรียกว่าระเบิดความในใจออกมา การมีปัญหาแต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัว ก็เป็นการสะสมปัจจัยของความรุนแรงชนิดหนึ่ง...”

การระเบิดมันออกมาเสียได้ก็ลดความดันลงไปได้ ความขัดแย้งและทะเลาะกัน ถ้าไม่ถึงขั้นรุนแรงเกินไปก็มีประโยชน์ที่มีการเปิดเผยความในใจออกมา ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่ดีๆอยู่ด้วยเสมอ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน คนไทยได้เรียนรู้มามากว่าอะไรดีอะไรไม่ดี น่าจะมีผู้รู้มาสังเคราะห์ให้เป็นหลักการหรืออุดมการณ์ที่คนไทยเห็นร่วมกัน อาจเรียกว่า วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมของประเทศไทย เช่น 1.ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความเคารพซึ่งกันและกัน เคารพความหลากหลาย ความมีเหตุผล มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม ความพอเพียง และสามัคคีธรรม 2.ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบเผด็จการทุกชนิด

3.ระบอบประชาธิปไตยต้องมีคุณภาพและสมรรถภาพ โปร่งใสปราศจากคอร์รัปชันและการครอบงำจากอำนาจเงิน หรืออำนาจนอกระบบ 4.สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญ ท่ีมีกฎหมาย กฎระเบียบ ประเพณีปฏิบัติ...มีความมั่นคง ช่วยให้บ้านเมืองมั่นคง เยี่ยงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์เบลเยียม ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กันทางการเมือง

5.มีการคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเองให้ได้มากที่สุดในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง 6.ปฏิรูประบบราชการให้มีอิสระ มีศักดิ์ศรี มีความรู้ สามารถสนองนโยบายของรัฐบาล เตือนสติรัฐบาลในนโยบายที่อาจผิดพลาด และปรับบทบาทไปเป็นผู้สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น

7.ปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบการเมือง ให้พรรคการเมืองมีโครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นสถาบัน คือ มีความรู้และความดี สามารถคัดคนดีมีความสามารถไปมีบทบาททางการเมือง รัฐบาลควรทำแต่นโยบายไม่ไปล้วงลูกระบบราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

8.ปฏิรูประบบความยุติธรรมให้เป็นธรรม 9.ทำให้การสร้างพลังพลเมืองเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนของประเทศต้องรีบสร้างให้ได้อย่างดี รวดเร็ว...ที่เราพัฒนาประชาธิปไตยไม่สำเร็จ เพราะสนใจเชิงกลไกเท่านั้น แต่ไม่ได้สนใจการสร้างพลังพลเมืองเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยเป็นฐานให้การเมืองประชาธิปไตยมีคุณภาพ กลไกทางการเมืองถ้าปราศจากสังคมประชาธิปไตยที่มีพลังพลเมืองรองรับย่อมไม่สำเร็จ...นำไปสู่ความวุ่นวาย รุนแรง

และ 10.ไม่สื่อสารเพื่อความเกลียดชังและแตกแยก โดยมีนักการสื่อสารที่เชี่ยวชาญและเข้าใจ ประเด็นสำคัญของประเทศไทย มาทำการสื่อสารที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้ดู ผู้รู้จะทำได้ดีกว่านี้มาก เมื่อรู้แล้วก็มาถึงประเด็นต่อไปคือ “ร่วมสร้าง... ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมประเทศไทย”

ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า มีกลุ่มคนคณะหนึ่ง หรือหลายคณะยกร่าง “วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมประเทศไทย” แล้วนำไปสู่การพิจารณาของสังคมไทยทุกภาคส่วน ช่วยกันตกแต่งต่อเติมตัดทอน จนในที่สุดได้... “วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม” ที่คนไทยร่วมสร้าง นำไปสู่การรับรู้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อน การที่คนทั้งประเทศมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันจะเป็นพลังมหาศาล ในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย

ประเด็นสุดท้าย...เมื่อเครือข่ายการทำเรื่องดีๆปกคลุมแผ่นดินไทย ความไม่ดีก็เกิดขึ้นยาก ในกระบวนการชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งกำลังขยายตัวออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย เช่น ที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย และอื่นๆที่อะไรที่ว่าดีเขาทำหมดทุกอย่าง...

ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งดูแลผู้สูงอายุหมดทุกคนในตำบล เป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน นอกจากนั้นการทำความดียังเป็นเครดิตใช้กู้เงินจากสถาบันการเงินของชุมชนได้

เรื่องดีๆถึงขนาดนี้กำลังเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย และกำลังสร้างเครือข่ายแห่งความดีขยายตัวออกไป เป้าหมายของผู้นำชุมชนซึ่งขณะนี้มีหลายแสนคน คือ ขยายเครือข่ายแห่งความดีให้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย

เรื่องดีๆนี้กำลังเกิดขึ้นจากข้างล่าง คือ การปกครองตนเองของประชาชนในรูปชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ถ้ากระบวนการของคนข้างล่างกับกระบวนการของคนข้างบนที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมตามที่กล่าวมาเข้ามาบรรจบและถักทอกัน เครือข่ายของการทำเรื่องดีๆจะปกคลุมเต็มแผ่นดินไทย...เรื่องไม่ดีจะงอกได้ยากเต็มที

“คนไทยสามารถร่วมสร้างประเทศไทยใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดได้โดยไม่ยากนัก ถ้าคนไทยรวมตัวกัน...แล้วเราจะฆ่ากันไปทำไม?” ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1ฉากอนาคตเมืองไทยไร้สงครามกลางเมืองการเมืองประเวศ วะสี

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้