วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ห่วง 'สถานการณ์ใต้-สภาพเรือนจำ-ช่องโหว่ง ก.ม.' เปิดช่องผู้คุมขังถูกทรมาน

'แอมเนสตี้' ร่วมกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชน แถลงสถานการณ์ 'ทรมานในไทย' ห่วงสถานการณ์ชายแดนใต้ สภาพเรือนจำ และช่องโหว่งของกฎหมาย เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทรมานผู้ถูกคุมขังอย่างโหดร้าย ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์...


มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกันจัดเวทีแถลงรายงานคู่ขนานสถานการณ์การทรมานโดยองค์กรภาคประชาสังคม โดยมีตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติ สถานทูต หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม ร่วมเวทีเสวนา
 
น.ส.สุธารี วรรณศิริ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำเสนอรายงานคู่ขนานต่อคณะกรรมการฯ โดยครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การทรมานภายใต้บริบทการปราบปรามความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ 2. สภาพเรือนจำและสถานที่กักขัง 3. กฎหมายภายในประเทศที่กำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา 4. หลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) 5. การทรมานและความรับผิด โดยเน้นประเด็นสภาพเรือนจำและสถานที่กักขังในประเทศไทย ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีความกังวลว่าสภาพในเรือนจำและการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังอาจเข้าข่ายเป็นการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้ายและย่ำยีศักดิ์ศรี และขัดต่อข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขององค์การสหประชาชาติ
 
"สภาพเรือนจำและสถานที่กักขัง ภายในเรือนจำและสถานที่กักขังมักจะพบปัญหา คือ การทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังและผู้ต้องกัก ปัญหาเรื่องเพศในเรือนจำ มักขาดความชัดเจนในการควบคุมความปลอดภัยกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศระหว่างเพศชายด้วยกัน ปัญหาความความแออัดภายในเรือนจำ อีกทั้งยังก่อให้เกิดโรคซึ่งมีความอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ภายในเรือนจำและสถานที่กักขังยังมีปัญหาการขาดน้ำดื่มที่สะอาด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการเข้ารักษาเมื่อเทียบกับจำนวนนักโทษจำนวนมาก ทำให้การรักษาพยาบาลและการตรวจร่างกายนั้นขาดประสิทธิภาพ ในส่วนของการลงโทษทางวินัยและเครื่องพันธนาการ ในทางปฏิบัติแล้วถือว่าขัดต่อข้อปฏิบัติขั้นต่ำนักโทษของสหประชาชาติ จึงเสนอแนะรัฐบาลไทยให้ลงนามและสัตยาบันพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เพื่อให้องค์กรอิสระจากภายนอกสามารถตรวจสอบ ตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังต่างๆ ได้" น.ส.สุธารี กล่าว

ขณะนี้ ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมจากประเทศไทย ได้เดินทางไปที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกำหนดเข้าเพื่อเข้าพบและพูดคุยกับคณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติในวันนี้ (29 เม.ย.) และจะเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณารายงานประเทศไทยในวันที่ 30 เม.ย.57 และ1 พ.ค.57

ด้านนางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า รายงานคู่ขนานฉบับนี้เป็นการรายงานต่อสหประชาชาติครั้งแรกที่วิเคราะห์กรณีศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 92 กรณี โดยการสัมภาษณ์จากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และจากญาติที่มาร้องเรียนกับหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการจับกุมและทรมานผู้ต้องสงสัย เปรียบเสมือนบาดแผลที่เกิดขึ้น หากบาดแผลนั้นเกิดจากการกระทำของตนเองอาจไม่เป็นไร แต่บาดแผลที่เกิดจากการกระทำผู้ที่มีอำนาจ แม้ทางร่างกายหายดีแล้ว แต่จิตใจยังคงบอบช้ำอยู่ ที่สำคัญกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนนั้น ยังขาดความรวดเร็วในการดำเนินการ และกฎหมายยังไม่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายได้ ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่มักจะกลัวว่า หากร้องเรียนไปแล้วจะถูกทำร้ายจากเจ้าหน้าที่อีก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายให้มีการคุ้มครองผู้เสียหายและปรับปรุงกลไกการร้องเรียนให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับ นางอังคณา นีละไพจิตร มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ไม่ได้พูดถึงเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" แต่พูดถึงเพียง "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" และรัฐธรรมนูญฯ ไม่ได้ระบุเรื่องการทรมานไว้ว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีที่พบศพก็จะไม่ตรวจสอบว่าเหยื่อถูกทรมานหรือไม่ ทั้งนี้ นโยบาย 2 ประการของรัฐ คือ นโยบายปราบปรามยาเสพติด และการปราบปรามการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ส่งผลให้มีเหยื่อการทรมานและการบังคับให้สูญหายมากขึ้น และการเยียวยาผู้เสียหายยังไม่ทั่วถึง

ส่วนนูรอัยนี อุมา ศูนย์ทนายความมุสลิม ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายที่ถูกทรมานและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ระบุว่า ประเทศไทยยังขาดหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่เข้ามาเยียวยาช่วยเหลือ ที่ผ่านมาพยายามลดการทรมานให้ญาติเข้าพบตั้งแต่วันแรกที่ถูกจับกุม บางครั้งผู้เสียหายฟ้องร้องว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่การดำเนินการนั้นล่าช้า กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกทรมานได้ เหยื่อที่ถูกทรมานเมื่อไปร้องเรียนแล้วจะถูกคุกคามจะตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ทนายความไม่สามารถเข้าถึงตัวเหยื่อได้ และหลังจากที่เหยื่อได้รับการปล่อยตัวออกมา ตามกฎหมายพิเศษแล้ว บางคนก็มีบุคลิกที่เปลี่ยนไป บ้างก็เก็บตัวมากขึ้น บ้างก็แสดงอาการก้าวร้าวออกมา.

'แอมเนสตี้' ร่วมกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชน แถลงสถานการณ์ 'ทรมานในไทย' ห่วงสถานการณ์ชายแดนใต้ สภาพเรือนจำ และช่องโหว่งของกฎหมาย เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทรมานผู้ถูกคุมขังอย่างโหดร้าย ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์... 29 เม.ย. 2557 16:29 ไทยรัฐ