วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'วัยแรงงาน' เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงสุด

'วัยแรงงาน' เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงสุด

  • Share:

กรมสุขภาพจิต เผย "วัยแรงงาน" ยังคงฆ่าตัวตายสูง แนะผ่อนคลาย ดูแลใจกาย สร้างสัมพันธ์ และใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว... 
          

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 57 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการขอรับบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ผ่านสายด่วน 1323 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบวัยแรงงาน โดยเฉพาะช่วงอายุ 26-30 ปี ขอรับบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด จำนวน 12,333 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 21-25 ปี จำนวน 9,076 ราย และอายุ 36-40 ปี จำนวน 8,774 รายตามลำดับ ปัญหาที่ขอปรึกษา 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.โรคทางจิตเวช 2.ปัญหาสุขภาพจิต อาทิ เครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ 3.ปัญหาครอบครัว 4.ปัญหาความรัก และ 5.ปัญหาการพนัน

นอกจากนี้ จากรายงานการฆ่าตัวตายของประเทศไทย นับแต่ปี 2540-2555 ก็ยังพบว่า วัยแรงงานยังคงเสี่ยงต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยช่วงอายุ 20-29 ปี มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด 17,429 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 30-39 ปี จำนวน 16,719 ราย และช่วงอายุ 40-49 ปี จำนวน 12,081 ราย ตามลำดับ

ล่าสุด ปี 2555 ช่วงอายุ 30-39 ปี ฆ่าตัวตายมากที่สุด จำนวน 947 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 40-49 ปี 828 ราย และช่วงอายุ 20-29 ปี จำนวน 686 ราย ตามลำดับ กลุ่มอาชีพผู้ใช้แรงงานทำร้ายตนเองมากที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มอาชีพเกษตรกร และผู้ไม่มีรายได้เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึง ความเครียดและความกดดันในชีวิต ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งหากแรงงานไทยเกิดความเครียด และไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม ย่อมมีโอกาสเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมาก

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า นอกจากสถานการณ์ข้างต้นแล้ว จากรายงานผลการสำรวจความสุขคนทำงานในประเทศไทย ปี พ.ศ.2555 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล รอบครึ่งปีหลัง (ก.ค.–ธ.ค. 2555) ยังพบว่า ความสุขคนทำงานระดับประเทศ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 60.9 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “HAPPY” หรือมีความสุขตามเป้าหมาย (คะแนน 50.00 – 74.99) แต่ก็ยังต่ำกว่าการสำรวจในรอบครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2555) เล็กน้อย (ค่าคะแนนเฉลี่ย 61.1)

ทั้งนี้ มิติที่คนทำงานมีความสุขสูงสุด คือ มิติ จิตวิญญาณดี (ค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 68.8) ได้แก่ การที่บุคคลมีความตระหนักถึงคุณธรรมและศีลธรรม ปฏิบัติกิจตามศาสนาเพื่อให้จิตใจสงบ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จักให้ และมีความกตัญญูรู้คุณ ส่วนมิติที่มีค่าคะแนนต่ำที่สุด คือ มิติ ผ่อนคลายดี (ค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 52.0) ได้แก่ การที่บุคคลสามารถบริหารเวลาในแต่ละวัน เพื่อการพักผ่อนได้อย่างมีคุณภาพ พอใจกับการบริหารจัดการปัญหาของตนเอง และทำชีวิตให้ง่าย สบายๆ ห่างไกลความเครียด ที่ถึงแม้จะจัดอยู่ในระดับ “HAPPY” แต่ระดับคะแนน ก็เกือบตกอยู่ในค่าคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 50.0 หรืออยู่ในระดับ “UNHAPPY” (คะแนน 25.00–49.99)

พร้อมกันนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ในมิติ ครอบครัว ที่พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด คือ ลดลงจาก 62.5 ในรอบครึ่งปีแรก เป็น 59.4 ในรอบครึ่งปีหลัง ซึ่งหมายถึง บุคคล มีความรู้สึกผูกพัน เชื่อใจ มั่นใจ อุ่นใจ มีเวลาในการทำกิจกรรมสร้างความสุขร่วมกันในครอบครัวน้อยลง ซึ่งการมีเวลาให้กันในครอบครัว จะส่งผลต่อความสุข หรือสุขภาพจิตของบุคคล ดังผลสำรวจสุขภาพจิตของคนไทย พ.ศ.2551-2553 ที่พบว่า ครอบครัวที่สมาชิกมีเวลาให้แก่กันอย่างเพียงพอ มีระดับสุขภาพจิตดีที่สุด ในขณะที่ครอบครัวที่สมาชิกมีเวลาให้แก่กัน ไม่เพียงพอจะมีคะแนนสุขภาพจิตต่ำที่สุด

สำหรับข้อแนะนำ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำให้ปฏิบัติตัว ดังนี้

1.ดูแลสุขภาพกาย ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เสริมสร้าง ทั้งพลังงานและอารมณ์ที่ดี ตลอดจนออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา

2.ดูแลสุขภาพใจ รักษาสมดุลระหว่างหน้าที่ความรับผิดชอบและการทำกิจกรรมที่สร้างความสุข ช่วยงานคนอื่น หรือทำสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนร่วมงาน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ฝึกมีวินัยในตัวเอง ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้ในแต่ละวัน และทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ลดความสมบูรณ์แบบลงไปบ้าง เพราะยิ่งจะช่วยเพิ่มความเครียดให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างความหวังเพื่อเอาชนะความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และความคิดทางลบ ตลอดจนทำสิ่งใหม่ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความสุขกับธรรมชาติและศิลปะ คิดบวก มองเรื่องต่างๆ ในแง่ขำขันบ้าง หรืออยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์ขัน คนที่ไม่คิดอะไรมาก พยายามหลีกเลี่ยงการมีความขัดแย้งกับคนอื่น เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่นรวมถึงตนเอง ที่สำคัญ มีสติ คอยวัดอุณหภูมิความเครียดของตัวเอง และหาวิธีจัดการกับความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวล กลัว และซึมเศร้า ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีที่แตกต่างกัน เช่น ทำสมาธิ หายใจเข้า-ออกลึกๆ หามุมสงบนั่งทำใจคนเดียว เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น ทำบุญ ทำทาน หรือช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

3.มีสังคมและสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น โดยมีใครสักคนที่คอยรับฟัง เข้าใจ เป็นคนที่เราสามารถพูดคุยได้อย่างสบายใจ เป็นที่พึ่งทางใจ ลดความเครียดจากการทำงานได้ดี วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ได้แก่ การพูดคุย รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ลงมือช่วยเหลือกัน แทนที่จะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา อย่าเอาแต่พูดคุยทางไลน์ ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เห็นหน้าตา ให้เวลากับเพื่อนๆ เลือกคบคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน การมีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่น การเข้าร่วมชมรมหรือร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มที่สนใจ

4.ใช้เวลามีค่าร่วมกันกับครอบครัว โดยอาจเริ่มง่ายๆ ด้วยการสื่อสารกันในครอบครัว ใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกถึงความห่วงใยที่มีต่อกัน หรือแสดงความรักด้วยการสัมผัส หรือการกอด รวมทั้งออกแบบและทำกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน เช่น ดูทีวีด้วยกัน ทำงานบ้านร่วมกัน เล่นกีฬาด้วยกัน ทำอาหารรับประทานร่วมกัน ทำกิจกรรมทางศาสนา หรือทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกัน ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาให้กันและกัน เป็นต้น เพื่อให้การใช้เวลาอยู่ร่วมกันของครอบครัวมีคุณค่าและสร้างความสุขทางใจให้แก่กันและกันมากที่สุด

ทั้งนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสามารถประเมินสภาวะจิตใจ หรือความเครียดของตนเอง ในเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น smile hub.

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้