วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

1ปี"สลิงสะพาน200 ปี เมืองกรุงเก่าขาด"อย่าให้เป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง


ปลายเดือน เม.ย.ปี56 มีหนึ่งเหตุการณ์ที่ถือเป็นอุบัติเหตุใหญ่ของ จ.พระนครศรีอยุธยา แน่นอนว่า คนในพื้นที่ไม่มีวันลืมเลือน เมื่อสะพานแขวนข้ามแม่น้ำป่าสัก ที่ชาวบ้านใช้สัญจรอยู่ทุกวี่วัน เกิดพังถล่มลงต่อหน้าต่อตา ความสูญเสียที่เกิดอย่างกะทันหัน สี่ชีวิตที่ต้องสังเวย คนเจ็บอีกนับครึ่งร้อย กลายเป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านรับไม่ได้ และเกิดความขยาดในการใช้สะพานมาจนถึงทุกวันนี้ ...

เพราะภาพในวันนั้นยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ

กล่าวถึงความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจนี้ เกิดขึ้นในเย็นวันอาทิตย์ ที่ 28 เม.ย.56 วันหยุดอันแสนผ่อนคลาย ที่ชาวบ้าน ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ต่างออกมาพักผ่อนนอกบ้าน และใช้เส้นทางสัญจรผ่านสะพานรัตนโกสินทร์ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “สะพาน 200 ปี” กันอย่างหนาตา กระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้บังเกิดขึ้น

เมื่อสะพานเอียงวูบพังถล่มหายไปต่อหน้าต่อตา!

จากสะพานที่เคยมั่นคง เสี้ยวนาทีต่อมากลับเอียงวูบกะทันหัน เทกระจาดมนุษย์นับร้อยชีวิต ให้ร่วงลงสู่แม่น้ำป่าสักที่อยู่ต่ำลงไป 5 เมตร ซึ่งหากร่วงตกในระดับความสูงขนาดนี้ อีกทั้งข้างล่างยังมีผืนน้ำรองรับ คนทั่วไปคงหาทางช่วยชีวิตตัวเองได้ไม่ยาก

แต่ทว่า ชาวบ้านเหล่านี้ตกมาพร้อมกับแผ่นปูนขนาดยักษ์ จึงโดนน้ำหนักมหาศาลทับตามมา และผลที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นโศกนาฏกรรม ที่ ชีวิตชาวบ้าน 4 ราย สูญสลายจากไปในพริบตา จากนั้นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของคนเจ็บ ก็ดังผสานขึ้นกับเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจจากผู้ที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด 

ใครเล่าจะคาดคิดว่า สะพานที่อยู่คู่ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน จะพังทลายไปง่ายๆเช่นนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง หากสาวเรื่องราวเบื้องลึกลงไป ผู้เกี่ยวข้องทุกรายต่างยืนยันตรงกันว่า อุบัติการณ์ครั้งนี้เริ่มปรากฏเค้าลางมาให้เห็นพักใหญ่แล้ว เพียงแต่ทุกฝ่ายต่างละเลย ไม่คิดแก้ไขปัญหา 

จึงก่อเกิดเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงเกินคาด

ข้อมูลระบุว่า สะพานมรณะนี้ สร้างขึ้นในช่วง กรุงรัตนโกสินทร์ ฉลองมีอายุครบ 200 ปี คือสร้างในปี พ.ศ. 2526 จึงเรียกกันว่าสะพาน 200 ปี โดยเป็นสะพานแขวนด้วยลวดสลิง พื้นเป็นคอนกรีต ขนาดกว้าง 2.10 เมตร ยาว 240 เมตร ถือเป็นเส้นทางสำคัญที่ชาวบ้านใช้เดินเท้าและขี่รถจยย.สัญจรไปมา ระหว่างตลาดท่าหลวงและเขื่อนพระราม 6 กับวัดสะตือ

แต่กาลเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้สะพานเริ่มเสื่อมอายุการใช้งาน เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปิดปรับปรุง เมื่อปี 2555 และเปิดใช้ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน แต่ไม่กี่เดือนถัดมา ช่วงต้นปี 2556 สะพานก็เริ่มชำรุดอีกครั้ง คือ เกิดการเอียงตัว จึงปิดซ่อมแซมอีกหน พร้อมเบิกงบประมาณกว่า 8 ล้านบาท

ทว่าการซ่อมครั้งนี้ก็ดูไม่เห็นผลเท่าไรนัก

“หลังเปิดให้บริการอีกครั้ง ก็พบว่า สะพานด้านซ้ายทรุด สลิงแขวนสั่นคลอน จึงเคยแจ้งเตือนประชาชนว่าอย่าขึ้นไปเดินกันเป็นจำนวนมาก เพราะเกรงจะเกิดอันตราย และได้ประสานให้ทางเทศบาลตำบลท่าหลวงมาเร่งแก้ไขแล้ว แต่ไม่ทันการณ์มาเกิดเหตุถล่มขึ้นก่อน” นายชัยยุทธ สุดประเสริฐ กำนัน ต.ท่าหลวง ในสมัยนั้น เปิดเผยความจริง

หนึ่งในชาวบ้านผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า วันนั้นตนได้ขี่จยย.ผ่านสะพานเพื่อไปทำธุระ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเวลาที่มีคนใช้เส้นทางเยอะมาก เพราะ เป็นช่วงเย็นวันหยุด และแม้จะเคยมีคำเตือนว่าอย่าข้ามสะพานทีละมากๆ แต่ไม่มีใครบอกเหตุผล หรือ การกำหนดจำนวนคนข้ามอย่างชัดเจน

“ ผมขับรถผ่านแบบไม่เอะใจอะไร จนมาถึงกลางสะพานรู้สึกว่ามีสิ่งปกติเกิดขึ้น สะพานเอียงวูบไปข้างนึงและมีเสียงแตกของอะไรสักอย่างดังสนั่นหวั่นไหว ด้วยความตกใจจึงบิดคันเร่งควบไปถึงฝั่งได้สำเร็จ เมื่อหันกลับไปมองด้านหลังแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง สะพานที่เพิ่งข้ามมาหยกๆหายไปหมด เหลือแต่ซากปรักหักพัง”

แล้วใครต้องรับผิดชอบหายนะครั้งใหญ่นี้ !?

หลังจากเหตุสลดผ่านไป ได้มีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ขึ้นมาตรวจสอบ จนสามารถสรุปความได้ว่า การพังทลายครั้งนี้เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นเพราะลวดสลึงที่ขึงแขวนสะพานเสื่อมคุณภาพรับน้ำหนักไม่ไหว และที่สำคัญสะพานได้แสดงอาการชำรุดเอียง แต่ทางเทศบาลกลับซ่อมที่ปลายเหตุ ไม่ดูหรือตรวจสอบโครงสร้างคานรับน้ำหนัก ซ่อมแซมปรับพื้นสะพานด้วยสายตาไม่ได้ปรับด้วยเทคนิคช่าง

ที่น่าตกใจกว่านั้น ผลการตรวจสอบลวดสลิง พบว่ามีการใช้ลวดสลิงผิดแบบจากที่ได้ระบุไว้ในสัญญาที่กำหนดให้ใช้ลวดสลิงเป็นแกนเหล็กจำนวน 7 เส้น รับน้ำหนักได้เส้นละ 25 ตัน แต่เส้นสลิงที่พบ เป็นลวดสลิงแกนกลางเป็นเชือกแทน ซึ่งรับน้ำหนักได้เส้นละไม่ถึง 10 ตัน ทำให้สะพานรับน้ำหนักได้เพียง 224 ตัน จากสัญญากำหนดไว้ว่าจะต้องรับน้ำหนักได้ถึง 310 ตัน นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่าเอกสารจากบริษัท ดีไนซ์ 2009 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเหมา ได้มีการปลอมแปลงผลการทดสอบแรงดึงเชือกลวดเหล็ก ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงตามสัญญาที่กำหนดไว้ รวมถึงแอบอ้างชื่อวิศวกรผู้ควบคุมงานอีกด้วย

เมื่อผลการสืบสวนสรุปได้ดังกล่าว เทศบาลตำบลท่าหลวงจึงดำเนินการฟ้องร้องบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นอันดับแรก ส่วนสภาทนายความได้นำผู้เสียหายและญาติผู้เสียชีวิตฟ้องดำเนินการทางแพ่งและอาญากับเทศบาลฯอีกทอดหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิต 4 ราย เบื้องต้นทางจังหวัดจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้รายละ 25,000 บาท และผู้บาดเจ็บ 23 คน ได้รายละ 3,000 บาท...


คุ้มแล้วหรือ ชีวิตหนึ่งชีวิต แลกกับเงินเพียงสองหมื่นบาท คุ้มแล้วหรือ ที่ความมักง่าย หวังตักตวงผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ แต่โทษทัณฑ์ที่ได้รับกลับดูเล็กน้อยเหลือเกิน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลง?

 

 


ปลายเดือน เม.ย.ปี56 มีหนึ่งเหตุการณ์ที่ถือเป็นอุบัติเหตุใหญ่ของ จ.พระนครศรีอยุธยา แน่นอนว่า คนในพื้นที่ไม่มีวันลืมเลือน เมื่อสะพานแขวนข้ามแม่น้ำป่าสัก ที่ชาวบ้านใช้สัญจรอยู่ทุกวี่วัน เกิดพังถล่มลงต่อหน้าต่อตา 29 เม.ย. 2557 01:30 ไทยรัฐ