วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หัวเลี้ยวหัวต่อการเมืองไทย

โดย สายล่อฟ้า

นอกเหนือจากการรอลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.ว่าจะออกอย่างไรแล้ว การเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาสาเป็น “คนกลาง” เพื่อเดินหน้าหาคำตอบให้ประเทศด้วยการเดินสายเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศก็น่าจับตาไม่น้อย

เพราะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ แม้ดูแล้วว่าเป็นเรื่องยากไม่ใช่ง่ายๆก็ตาม

แม้แต่วงในพวกเดียวกันก็ประกาศไม่ยอมรับจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ถึงขั้นบอกว่า “อย่ามาสะเออะ” แม้จะใช้คำพูดที่ถือว่าสุภาพที่สุด แต่ความหมายนั้นไม่ให้ราคาเลยแม้แต่น้อย

แต่ก็ไม่ได้ทำให้นายอภิสิทธิ์ยุติบทบาทดังกล่าว แม้จะได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ก็ยังเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็หวังว่าจะพูดคุยกันได้

นอกจากการเดินสายเจรจากับหลายฝ่ายมาแล้ว ก็ต้องดูว่าการพูดคุยกับ ผบ.สส.ว่าท่าทีของกองทัพจะออกมาอย่างไร รวมถึง กกต.ที่เตรียมพร้อมจะกำหนดวันเลือกตั้ง

เหนืออื่นใดประเด็นสำคัญก็คือ การเจรจากับนายกฯและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คู่ขัดแย้ง ซึ่งตรงนี้แหละคือไฮไลต์อันจะเป็นตัวชี้ผลแห่งความสำเร็จว่าจะตกลงกันได้หรือไม่

นายกฯและ พ.ต.ท.ทักษิณตอบรับที่จะเจรจาด้วย แต่น้ำเสียงของนายกฯที่บอกว่าเห็นดีด้วยและการเลือกตั้ง

แต่ควรจะพูดคุยกับนายสุเทพให้รู้เรื่องเสียก่อน

การปฏิเสธไม่ยอมรับของ กปปส.นั้นก็เป็นประเด็นที่สำคัญเนื่องจากมีจุดยืนชัดเจน ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง หากดึงดันให้มีการเลือกตั้งแม้จะเสนอแนวทางให้มีการปฏิรูปในห้วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็จะยุบสภาพให้มีการเลือกตั้งใหม่

และยังประกาศด้วยว่าหากมีการเลือกตั้งก็จะขัดขวางทุกวิถีทาง พร้อมเตือนด้วยว่าเลือกตั้งได้แต่จะต้องโมฆะอีก

ข้อสำคัญก็คือมวลชนของ กปปส.ที่ดำเนินการมา 6 เดือนแล้วด้วยจิตเจตนาที่จะให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งนั้นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์นั้นน่าจะมีสัญญาณบางอย่างซึ่งอาจจะมีการเจรจากันในทางลับเพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ทำให้ประชาธิปัตย์มั่นใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ก่อนหน้านี้เสียงจาก พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ตระกูล “ชินวัตร” พร้อมจะยุติบทบาททางการเมืองเพียงแต่ขอคืนความยุติธรรมให้กับประเทศ

นั่นน่าจะหมายถึงคดีความต่างๆของ พ.ต.ท.ทักษิณ และในส่วนของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.จะวินิจฉัยในอีกไม่นานนี้

ตรงนี้น่าจะเป็นประเด็นและเงื่อนไขสำคัญที่สุด

มีการมองกันว่าอาจจะเป็นไปได้ว่า แม้จะมีการชี้ความผิดแค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง

แต่จะไม่มีการดำเนินคดีทางอาญา

นายอภิสิทธิ์ได้ขีดเส้นเวลาเอาไว้ 10 วัน ปฏิทินเวลานี้น่าจะเป็นการดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.จะ วินิจฉัยคดี เพราะมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก

เพราะถ้าการดำเนินการเจรจายังไม่รู้ผล หรือตกลงกันไม่ได้ ผลการวินิจฉัยออกมาก่อนก็เป็นเรื่องยากที่จะเจรจากันต่อไป คือไม่มีประโยชน์แล้ว

เนื่องจากคำวินิจฉัยที่จะออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้านลบหรือด้านบวกต่อรัฐบาล สถานการณ์การเมืองก็จะแปรเปลี่ยนไปในทันที

จากนั้นยังมิอาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.

 

"สายล่อฟ้า"

28 เม.ย. 2557 10:56 ไทยรัฐ